24. ทางเจริญของชีวิต
เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มากเช่นเดียวกัน เช่น
1.จงเดินไปตามทางแห่งความดีที่เดินมาแล้ว อย่าถอยหลังถ้าเดินพลาด จงกลับ อย่าเดินต่อไป
2.จงอย่าทำลายฝ่ามืออันชุ่มด้วยเหงื่อเพราะความขยัน
3.ใคร่ครวญ ไตร่ตรองโดยรอบคอบ
4.แล้วปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น
(จตุก.อัง.)
25. ผัวกลัวเมีย
พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเป็นเพราะเมียมีกำลัง คือ
1.รูปสมบัติ
2.โภคทรัพย์ และวิชาสมบัติ
3.ญาติสมบัติ
4.บุตรสมบัติ
5.ความประพฤติดีกว่าผัวปฏิบัติผัวดี
และผัว
1.ยากจน
2.เจ็บไข้ ทุพพลภาพ
3.แก่
4.ติดสิ่งเสพติด
5.โง่กว่าเมีย
6.เฉื่อยชา เลอะเลือน
7.คล้อยตามเมียทุกอย่าง ไม่กล้าขัดคอ
8.ไม่ทำมาหากิน
(ชา.ขุ.)
ผัวกลัวเมียเพราะเหตุดังกล่าวนี้
26. เมียกลัวผัว
เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ผู้ชายที่เมียไม่สามารถข่มได้นั้น เพราะมีกำลัง คือ ความเป็นใหญ่ ความเป็นอิสระส่วนตัว (คือเป็นผู้ชายจริงๆไม่ยอม) (สฬา.สัง.)
27.อำนาจเมีย
เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ในชาดกขุททกนิกาย แสดงว่า
1.ชายแม้เป็นนักปราชญ์ มหาชนนับถือ ถ้ากลัวเมียย่อมสิ้นคุณค่าไร้สง่าราศี ดุจพระจันทร์มีจันทรุปราคา
2.ชายกลัวเมียย่อมถูกติเตียนในโลกนี้ ตายไปย่อมไปทุคติ และเมียที่ข่มผัวตายไป ก็ย่อมไปทุคติเช่นเดียวกัน

28. เหตุที่ผัวเมียอยู่กันยืดยาว
เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ทั้ง 2 ฝ่าย
1. มีวัยพอกัน
2.มีความปรองดองกัน
3. มีความประพฤติพอกัน
4. มีความพอใจในสิ่งต่างๆพอกัน ไม่ขัดกัน
5.ไม่เป็นหมัน
6.มีความประพฤติดี มีสกุล
7.ปฏิบัติหน้าที่ในกันและกันดี
(ชา.ขุ.)
29. ผัวเมีย ตายไปจะได้พบกันอีกในชาติหน้า
เรื่องนี้ทรงแสดงว่า
1. ต้องมีศรัทธาในความดีพอกัน
2. มีความประพฤติดีพอกัน
3. มีความเสียสละพอกัน
4.มีสติปัญญาพอกัน
(จตุก.อัง.)
30. มงคลชีวิต
ทุกคนต้องการสิ่งที่เป็นสิริมงคลของชีวิตเพื่อความอยู่ดี กินดี มีความสุข พระพุทธองค์ตรัสเรื่องนี้ไว้ว่ามีอยู่ 38 ประการ คือ
1. ไม่คบคนชั่ว
2. คบคนดี
3. ยกย่องบูชาผู้ที่ควรยกย่องบูชา
4. อยู่ในที่ที่เหมาะสม (เช่น ที่มีความเจริญด้วยการศึกษา หาเลี้ยงชีพสะดวก มีคนดีอยู่อาศัย เป็นต้น)
5. มีบุญเก่ามาก
6. ตั้งตัวไว้ดี
7. เป็นผู้คงแก่เรียน
8. เป็นคนมีศิลป์
9. เป็นคนมีระเบียบวินัยมีศีล
10.เป็นคนพูดดี
11.เลี้ยงพ่อแม่
12.สงเคราะห์เลี้ยงดูลูกเมีย
13.ไม่ปล่อยงานการให้คั่งค้าง
14.ให้สิ่งที่ควรให้แก่ผู้อื่น
15.ประพฤติปฏิบัติธรรม
16.สงเคราะห์ญาติ เป็นต้น
17.ทำกิจกรรมที่เป็นสุจริตกรรม
18. งดการทำชั่ว
19. เว้นการทำทุจริต
20.ไม่ดื่ม ไม่เสพสิ่งเสพติด
21.ไม่ประมาทในการปฏิบัติ
22.เคารพผู้ที่ควรเคารพ
23.ไม่เบ่ง ไม่เย่อหยิ่ง
24. สันโดษพอใจในสิ่งที่ได้มาโดยสุจริต ไม่ละโมบ รู้จักพอ
25.เป็นคนกตัญญูกตเวที
26. ฟังธรรมตามกาลอันควร
27. อดทน
28. ว่าง่ายไม่ดื้อด้าน
29. การได้เห็นสมณะ
30. การสนทนาธรรม หรือเรื่องที่มีคุณประโยชน์ตามกาลอันควร
31. ความเพียร
32. ประพฤติพรหมจรรย์
33. การเห็นแจ้งรู้เรื่องอริยสัจ 4
34. การทำพระนิพพานให้แจ่มแจ้งแก่ตน
35. ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม มีนินทา สรรเสริญ เป็นต้น
36. ไม่เศร้าโศกเสียใจ
37. มีใจปราศจากธุลีกิเลส
38. มีใจพ้นจากกิเลส
คุณธรรมแต่ละอย่างใน 38 อย่างนี้ ล้วนเป็นมงคลต่อชีวิตทั้งสิ้น เรื่องนี้อยู่ในมงคลสูตร
31. ความเชื่อ
ทุกคนย่อมมีความเชื่อ ในศาสนาอื่นสอนว่า ให้เชื่อก่อนแล้วจะรู้ในพระพุทธศาสนาสอนว่าให้รู้ก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ ไม่บังคับว่า ถ้าไม่เชื่อจะต้องตกนรก แต่กลับสอนไม่ให้เชื่อก่อนตัดสินใจ เช่น ที่ทรงแสดงไว้ในกาลามสูตร 10 ข้อ มีใจความว่า
1. อย่าเชื่อโดยฟังตามๆกันมา
2. อย่าเชื่อโดยเชื่อสืบๆกันมา
3. อย่าเชื่อโดยเขาบอก เป็นอาทิ
แต่ทรงสอนให้เชื่อความจริง เชื่อตัวเองก็ไม่ได้ เชื่อคนอื่นก็ไม่ควร แต่ทรงให้เชื่อความจริง และเรื่องความจริงนั้น คือเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าทุกคนมีกรรมประจำตัว และเชื่อพระปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
32.กรรม
เรื่องกรรมนี้เป็นเรื่องจริง คนไม่เชื่อเรื่องกรรมนั้น เพราะไม่รู้จักกรรมทั้งๆที่อยู่กับกรรม เหมือนปลาไม่รู้จักน้ำ นกไม่รู้จักฟ้า ไส้เดือนไม่รู้จักดิน คำว่า กรรม เดิมเป็นภาษาศาสนา ไม่ใช่ภาษาไทย ในภาษาไทยได้แก่ การทำ การเดิน การกิน การนอน เป็นต้น เป็นการกระทำทางกาย เรียกกายกรรม การพูดเป็นการกระทำทางวาจา เรียกวจีกรรม การคิดนึกเป็นการกระทำทางใจ เรียกมโนกรรม การลัก การพูดปด ความโกรธ เป็นต้น จัดเป็น อกุศลกรรม การไม่ลัก พูดแต่คำสัจจริง ไม่อาฆาตพยาบาท เป็นต้น เป็นกุศลกรรม คือ ทำดี
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว" การให้ผลนั้น มี 2 คือ ระยะแรก หรือระยะพื้นฐาน คือ กรรมเก่าเดิม กับ ระยะหลัง คือ กรรมเก่าตอนหลัง คิดเปรียบเทียบดังนี้ – คนบางคนได้บ้านหลังใหญ่ บางคนได้เป็นกระท่อมทั้งๆ ที่อยากอยู่บ้านใหญ่ บางคนได้รถยนต์ราคาแพง บางคนได้รถเก่า บางคนได้รถชำรุด ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ทั้งนี้เพราะปัจจัยคือทุนทรัพย์มีมากหรือน้อย เช่นเดียวกับคนบางคนเกิดมาได้ร่างกายงดงาม ขาวสะอาด บางคนเกิดมาได้ร่างกายพิการ บางคนเกิดมาวันนั้นตายวันนั้น บางคนเกิดมาแล้วอายุยืน ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ทั้งนี้เพราะกุศลกรรมและอกุศลกรรมเก่านั้น หรือบุญบาปเก่านั่นเองเป็นผู้จัดสรร ข้อนี้เป็นเรื่องผลกรรมระยะแรกหรือพื้นฐาน ข้อความดังกล่าวนี้พอทำความเข้าใจในเรื่องกรรมได้ว่า
1. กรรมคืออะไร
2. กรรมมีจริงหรือไม่
3. กรรมเก่ามีจริงหรือไม่ คราวนี้มีถึงปัญหาว่า
4. กรรมติดตามเราไปได้อย่างไรมองไม่เห็น
5. ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริงหรือไม่

ทั้ง 2 ปัญหานี้เป็นเรื่องของกรรมเก่าและกรรมที่ให้ผลในระยะหลัง หรือกรรมเก่าระยะหลังและผลข้อที่ว่ากรรมติดตามเราได้อย่างไรนั้น ขอให้คิดว่ากรรมนั้นเป็นพลังเร้นลับที่มองไม่เห็นเช่นเดียวกับพลังผลักดันให้ตะกร้อลอยไปลอยมาเพราะการเตะ ทำให้เกิดพลัง หรือเหมือนความผิดติดตัว คนทำผิดไปทุกหนทุกแห่ง พลังนั้นหรือความผิดนั้นเรามองไม่เห็นแต่รู้ว่ามี หรือคลื่นวิทยุพาเสียงพาคำพูดไปด้วย ทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็น พลังกรรมก็เหมือนกันกรรมที่ให้ผลนั้นเป็นอดีตหรือเป็นของล่วงเลย เป็นของเก่าทั้งนั้น เช่น กินข้าวแล้วจึงอิ่ม ความอิ่มเป็นผลเกิดต่อจากการกิน และการกินนั้นเป็นกายกรรม กระทำก่อนความอิ่ม ส่วนที่ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนั้น (ชา.ขุ.) เป็นเรื่องจริง ถ้าไม่จริงพระพุทธเจ้าจะไม่ตรัส แต่บางคนสงสัยไป ในทางตรงกันข้ามคือสงสัยว่า ทำดีได้ดีก็มี ทำชั่วได้ดีก็มี และอ้างบุคคลบางคนเป็นตัวอย่างด้วย เรื่องนี้แม้ในสมัยพุทธกาลก็เคยมีมาแล้วพระพุทธเจ้าตรัสแก้ความสงสัยไว้ในมหากัมมวิภังคสูตรว่า "อตฺถิ กมฺมํ" เป็นต้น แปลว่า กรรมชั่วครอบงำกรรมชั่วให้ผลก่อนก็มี กรรมชั่วครอบงำกรรมชั่วให้ผลหลังก็มี กรรมดีครอบงำกรรมชั่วให้ผลก่อนก็มี กรรมดีครอบงำกรรมดีให้ผลก่อนก็มี ทั้งนี้แล้วแต่หนักเบา มากน้อย แรงกว่า หนักกว่า หรือจังหวะ กรรมใดแรงกว่า ได้จังหวะกว่า กรรมนั้นให้ผลก่อนดุจพายเรือจ้ำอย่างแรง จนเรือพุ่งไปข้างหน้าอย่างเร็ว แล้วกลับหลัง พายย้อนหลังอย่างแรงอีก เรือย่อมไม่กลับ ต้องพุ่งไปตามเดิมก่อน เพราะพลังหรือแรงพายตอนแรกแรงกว่าตอนพายกลับหลัง
อีกอย่างหนึ่งที่พูดว่า ทำดีได้ชั่ว ทำชั่วได้ดีนั้น เป็นเหมือนคนอ่านหนังสือไม่จบ อ่านได้ครึ่งเล่มก็นำมาตัดสินว่าตอนจบเป็นอย่างนั้นๆ ดังนั้น จึงให้ดูคนๆ นั้นไปก่อนให้ตลอด ขอให้อ่านให้จบก่อน แล้วจึงจะรู้เองว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจริง ดูเกลือกับน้ำเปรียบอีกก็ได้ เกลือน้อย น้ำมากปนกันน้ำก็ไม่เค็ม เกลือมาก น้ำน้อย น้ำก็เค็ม เพราะฉะนั้น เรื่องกรรมและผลของกรรมจึงเป็นเรื่องจริง
33. ปัญหาชีวิตกับวิธีแก้
ปัญหาชีวิตมีมาก เช่น ความยากจนย่อมแก้ด้วยวิธีตามข้อ 5 ความสำเร็จย่อมแก้ได้ ด้วยวิธีตามข้อ 11 ความผิดหวังย่อมแก้ได้ด้วยวิธี คือ
1. ใช้หลักกรรม กล่าวคือเมื่อแก้ด้วยวิธีอื่นไม่สำเร็จแล้ว ก็แก้ด้วยหลักกรรม โดยนึกว่าเป็นกรรมเก่าของเรา และของเขาที่ติดตามมาทัน
2 .อาศัยหลักโลกธรรม อันเป็นความจริงของชีวิต ใครๆ ก็ต้องได้พบทั้งนั้น ไม่เลือกแม้แต่พระพุทธเจ้า แต่คนธรรมดาเดือดร้อนเพราะฝืนความจริง ไม่ยอมรับความจริง แต่พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านรู้เท่าทันตามความจริง ท่านไม่ติด ไม่ยึดไม่ฝืนท่านก็ไม่เดือดร้อนโลกธรรม ธรรมประจำโลก มี 8 คือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ ทุกข์ และสุข
3. อาศัยหลักสามัญลักษณะ คือ ลักษณะที่ทั่วไปแก่ทุกสิ่ง มี 3 คือ ไม่เที่ยง คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตา คือ ไม่อยู่ในบังคับ เป็นต้น ปัญหาคือความกลัวว่า ตายไปแล้วจะไปเกิดในทุคติ ต้องการไปเกิดในสุคติ ข้อนี้เป็นเรื่อง สวรรค์สมบัติ (สัมปรายิกสุข) ด้วย วิธีแก้ทรงแสดงไว้ดังนี้
1. สมบูรณ์ด้วยความเชื่อ เรื่องที่ควรเชื่อ เชื่ออย่างมีเหตุผล เช่น เชื่อเรื่องทำดีทำชั่ว และผลของการกระทำนั้น
2. สมบูรณ์ด้วยศีลมีศีล ๕ เป็นต้น
3. สมบูรณ์ด้วยความเสียสละของของตน เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยให้เขาช่วยตัวเองได้
4. สมบูรณ์ด้วยปัญญา รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว แล้วละชั่วกระทำดี
(จตุก.อัง.) หรือ
1. เชื่อเรื่องที่ควรเชื่อ เชื่ออย่างมีเหตุผล
2. มีหิริ คือละลายตนเอง
3. มีโอตตัปปะ คือ เกรงตัวเอง
4. ไม่โกธรง่าย โกธรแล้วก็ไม่ผูกโกรธ
5. มีปัญญารอบรู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อย่างมีเหตุผล
(สฬา.สัง.)
เมื่อปฏิบัติตามวิธีนี้ ย่อมไปสุคติแน่เมื่อตายไปแล้ว และย่อมได้สวรรค์สมบัติ หรือสวรรค์สุขแน่ และวิธีที่จะตกนรกหรือไปทุคตินั้น ไม่ยาก เพียงแต่หมั่นกินเหล้าอย่างเดียวก็ไปนรกสะดวก ส่วนปัญหาคือความกลัวว่าจะต้องเกิดอีก ต้องการหยุดเกิด เพราะความเกิดทำให้ทุกข์อื่นตามอีกนับไม่ถ้วนเริ่มตั้งแต่ความแก่ ความเจ็บ ความตายไปทีเดียว ข้อนี้เป็นเรื่อง นิพพานสมบัติ (นิพพานสุข) ด้วย วิธีแก้ก็คือใช้ ไตรสิกขา อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลเป็นการทำให้กายและวาจาเป็นปกติเรียบร้อย สงบไม่ผิดปกติ เช่น ไม่ฆ่าเขา ไม่ลัก เป็นต้น สมาธิ เป็นเรื่องสงบจิต คือทำใจให้รวมอยู่ในเรื่อง ๆ หนึ่ง ปัญญา เป็นเรื่องความเห็นตามจริงในสิ่งต่างๆ ด้วยใจที่เป็นสมาธินั้น คือ เห็นว่าสิ่งต่างๆ ไม่เที่ยง ไม่คงที่ คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ บังคับไม่ได้ เป็นต้น รู้เห็นความจริงอย่างดีจนเลิกการยึดถือว่าเรา ของเรา เขา ของเขา ได้ และไม่ตกอยู่ในอำนาจของ ความอยาก ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง (ขีณา ชาติ) สิ้นการเกิด (อยมนฺติมา ชาติ) การเกิดในชาตินี้เป็นครั้งสุดท้าย (นาปรํ) ไม่เกิดอีกต่อไป เรียกว่า บรรลุพระนิพพาน
๓๔. ลักษณะ ของพระนิพพาน
ลักษณะ ของพระนิพพานนั้น คือดับกิเลส ดับราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ดับความยึดถือ ดับอัตตา ดับความเห็นแก่ตัว ดับความต้องการให้เขาตอบแทนแก่ตัว ดับความชั่วทั้งหมด คือทำชั่ว พูดเลว คิดไม่ดี.
สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุโร)
เรียบเรียง