โรงเรียนข้างวัดที่เคยเงียบสงบมานานนับเดือน สองสามวันมาแล้วที่ได้ยินเสียงเครื่องขยายเสียง เสียงเด็กส่งเสียงดังมาจากโรงเรียน ประเภทที่เรียกว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไม่ได้ความคือไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร รู้อย่างเดียวว่าต้องมีคนจำนวนมากจึงมีเสียงเช่นนี้ ได้ยินเสียงเด็กๆแล้วรู้สึกว่ามีชีวิตชีวา พวกเด็กๆไม่คิดอะไรมากเดินตามกฎเกณฑ์คือให้เรียนก็เรียน วัยเด็กเป็นวัยแห่งการแสวงหาและวัยแห่งการศึกษา ส่วนจะเรียนที่ไหนนั้น บางครั้งเด็กก็กำหนดไม่ได้ ผู้ปกครองเป็นผู้เลือกโรงเรียนให้ เห็นข่าวว่าผู้ปกครองบางคนจะประท้วงอดข้าว เผาตัวตายประท้วงรัฐบาลหากโรงเรียนไม่รับนักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนที่ตนอยากให้ลูกเรียน
ฟังแล้วน่ากลัวทั้งเห็นใจทั้งสงสาร เพราะผู้ปกครองก็อยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนตามที่ตนปรารถนา แต่โรงเรียนรับได้ในจำนวนจำกัด มากเกินไปคุณภาพการศึกษาก็ลดลง โรงเรียนก็คงมีเหตุผลในการที่จะรับใครหรือไม่รับใครเข้าเรียนในโรงเรียนนั้นๆ ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์มีระเบียบแบบแผน คงไม่รับนักเรียนเข้าเรียนเพียงเพราะการประท้วงของผู้ปกครอง

ในชนบทบางแห่งโรงเรียนต้องปิดตัวลงเพราะมีนักเรียนน้อย ต้องยุบเรียนกับโรงเรียนใกล้เคียง แต่ที่กรุงเทพฯมีโรงเรียนมากมายแต่ก็ยังมีนักเรียนแย่งกันเข้าเรียน ผู้ปกครองหลายคนอยากให้ลูกได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เรียนจบแล้วสามารถสอบแข่งขันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้ วัฏจักรเป็นไปอย่างนี้ ต้องเห็นใจผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ยิ่งมีชื่อเสียงที่อยู่ใกล้บ้านยิ่งดี ระบบการศึกษาเป็นไปอย่างนี้จะโทษผู้ปกครองก็คงไม่ถูก
รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกแต่ก็ยังแก้ปัญหานักเรียนไม่มีที่เรียนไม่ตกสักที วันหนึ่งได้สนทนากับผู้ปกครองท่านหนึ่งที่ยังหาที่เรียนให้ลูกไม่ได้เขาบอกว่า “ลูกชายผมจะขึ้นชั้นมัธยมปีที่สี่แล้วครับ ยังหาที่เรียนไม่ได้เลย” จึงพูดเล่นๆว่า “หากไม่มีจริงๆก็พามาบวชเรียนที่โรงเรียนวัดนี่แหละ จบเหมือนกันและยังเรียนฟรีอีกด้วย ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนใดๆ ไม่ต้องสอบเข้า”
ผู้ปกครองท่านนั้นถามว่าเรียนที่ไหนหรือครับ “หากเป็นกรุงเทพฯก็โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญที่วัดมกุฏกษัตริยาราม เทเวศร์ ที่นั่นนอกจากมีมีชื่อเสียงเรื่องศาลาสวดศพติดแอร์แล้ว ยังมีโรงเรียนสำหรับพระภิกษุสามเณรอีกด้วย แต่มีข้อแม้อย่างเดียวต้องบวชเป็นสามเณรหรือบวชพระจึงจะมีสิทธิ์เข้าเรียน และยังมีโรงเรียนปริยัติสามัญอื่นๆอีกมากมายหลายแห่งทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด”

จากนั้นจึงขยายความต่อไปอีกว่า “ในการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันกำหนดไว้สำหรับพระภิกษุสามเณรมีสถานศึกษาสี่ประเภทคือ (1)โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ มีอยู่ตามวัดต่างๆทั่วประเทศในทุกภาคของประเทศไทย รับนักเรียนที่จบชั้นประถมปีที่หกเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งถึงหก ไม่จำกัดอายุ แต่ต้องบวชก่อน (2) โรงเรียนปริยัติธรรมแผนกนักธรรม เรียนวิชาที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาตามลำดับชั้นเรียกว่านักธรรม วัดแต่ละแห่งจัดการศึกษาเอง หลักสูตรเดียวกัน สอบในวันเวลาเดียวกัน สอบพร้อมกันทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังมีการเรียนสำหรับคนทั่วไปที่อยากเรียนเรียกว่า “ธรรมศึกษา” มีสามระดับคือธรรมศึกษาชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก (3) โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเรียนเกี่ยวกับภาษาบาลีกำหนดไว้เก้าระดับ ผู้ที่สอบได้เปรียญธรรมสามประโยคขึ้นไปเรียกว่าพระมหาเปรียญ มีคำว่า “พระมหา” นำหน้า ส่วนสามเณรใช้คำว่า “เปรียญ” ตามหลัง ผู้ที่สอบได้เปรียญธรรมห้าประโยคเทียบเท่ากับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ส่วนผู้ที่สอบได้เปรียญธรรมเก้าประโยคเทียบเท่ากับปริญญาตรี สาขาวิชาเอกภาษาบาลี

(4) มหาวิทยาลัยสงฆ์ ปัจจุบันมีสองแห่งคือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อักษรย่อว่า “มมร” ตั้งอยู่ที่ศาลายา นครปฐมและมีวิทยาเขตอีกเจ็ดแห่งกระจายอยู่ในต่างจังหวัด และอีกแห่งหนึ่งคือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อักษรย่อว่า “มจร” ตั้งอยู่ที่อำเภอวังน้อย จังหวัดอยุธยา มีวิทยาลัยเขตอีกจำนวนมากตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ทั้งสองมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาทั้งที่เป็นพระภิกษุสามเณร แม่ชีและฆราวาส ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดอายุ รับนักศึกษาที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก หากอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปค้นหาได้ที่เว็บไซต์ http://www.mbu.ac.th/ และ http://www.mcu.ac.th/

อีกแห่งหนึ่งรับเฉพาะแม่ชีและสตรีคือมหาปชาบดีเถรีวิทยาลัย หรือที่นิยมเรียกกันว่า “วิทยาลัยแม่ชี”ตั้งอยู่ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ผู้เขียนเคยไปรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ปัจจุบันไม่ได้รักษาการแล้ว วิทยาลัยแห่งนี้รับนักศึกษาเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี ปัจจุบันมีแม่ชีจากหลายประเทศเช่น ลาว กัมพูชา บังคลาเทศ เนปาล เป็นต้นเข้ามาศึกษาที่วิทยาลัยแห่งนี้ นอกจากนั้นยังมีสตรีทุกเพศทุกวัยเข้ามาศึกษาในระดับปริญญาตรี ทราบข่าวมาว่าที่วิทยาลัยแม่ชีแห่งนี้เรียนฟรี มีที่พักและทุนการศึกษาให้ตลอดหลักสูตร ส่วนจะรับสาขาใดบ้างนั้นต้องสอบถามเอาเองเข้าไปดูที่เว็บไซต์ http://www.pachapati.mbu.ac.th/

โรงเรียนวัดที่นำเสนอมานี้ครอบคลุมการศึกษาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง จนถึงระดับปริญญาเอก มีบางแห่งที่ระบุคุณสมบัติว่าจะต้องเป็น “พระภิกษุสามเณร หรือแม่ชี” แต่ในระดับอุดมศึกษาเปิดรับนักศึกษาไม่จำกัดเพศและวัย หากใครมีลูกหลานที่ยังหาที่เรียนไม่ได้ ลองเปลี่ยนเส้นทางจากการแข่งขันที่รุนแรงในโรงเรียนต่างๆ หันมาเรียนโรงเรียนวัดบ้างก็ได้ ตอนนี้ยังทันเวลาอยู่เพิ่งเปิดเทอมใหม่ๆ ไม้ต้องถึงกับต้องอดอาหารประท้วงก็ได้ ประเทศไทยเผชิญกับ “การประท้วง” มามากพอแล้ว การได้เรียนในโรงเรียนดีๆก็รับประกันไม่ได้ว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนดี เพราะคนจะดีและเลวอยู่ที่การกระทำ
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
25/05/55