ช่วงนี้โลกกำลังวุ่นวาย ญี่ปุ่นเกิดสึนามิ ยังมีคลื่นและแผ่นดินไหว เมียนมาร์แผ่นดินไหวมีคนตายหลายร้อยคน ลิเบียกำลังเกิดสงคราม ประชาชนหวาดผวาหลบภัยกันจ้าละหวั่น หันมาที่เมืองไทยภาคเหนือเกิดแผ่นดินไหว ภาคใต้น้ำท่วม กรุงเทพมหานครฝนตกและหนาว ส่วนอีสานแล้งมาพร้อมกับความหนาวเย็นผิดฤดูกาล ลมฟ้าอากาศแปรปรวนรวนเร จนยากที่รับมือไหว ประเทศไทยกำลังวิกฤตแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องอยู่และสู้กันต่อไป โลกนี้วุ่นวายเหลือเกิน ผู้คนกำลังอยู่ในความหวาดระแวง ช่วงนี้จึงมีคนทำบุญกันมาก คงเพราะกลัวตายส่วนหนึ่งหรืออีกส่วนหนึ่งเพื่อที่จะได้อุทิศส่วนกุศลไปให้เพื่อร่วมโลกที่ประสบเคราะห์กรรมจากภัยภิบัติต่างๆ
การทำบุญอุทิศให้คนตายนั้นเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา คนที่ตายไปแล้วญาติพี่น้องมักจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทย บริเวณรอบพระอุโบสถหรือรอบๆกำแพงวัดจะเป็นที่เก็บอัฏฐิของผู้เสียชีวิต จะมีพิธีทำบุญอุทิศไปให้คนตาย นั่นเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งของชาวพุทธ แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีลมหายใจ ญาติพี่น้องเข้าใจว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขาจะได้รับหรือไม่

แก้วชายหนุ่มอายุประมาณสี่สิบปี ได้เข้ามาถวายสังฆทานและได้ถามว่า “การทำบุญอุทิศนั้นทำได้เฉพาะคนตายเท่านั้นหรือครับ ผมจะทำสังฆทานอุทิศให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่”
จึงตอบไปว่า “ได้สิ อุทิศให้ใครก็ได้ ถ้าไม่ต้องการอุทิศให้คนอื่นก็อุทิศให้ตนเอง”
จากนั้นแก้วก็ได้ทำพิธีถวายสังฆทานตามปกติ เสร็จพิธีแล้วได้นั่งสนทนาและได้เล่าประสบการณ์ชีวิตช่วงหนึ่งให้ฟังสรุปได้ว่า “ปีนั้นทะเลมีคลื่นลมแรงเรือเล็กออกหาปลาไม่ได้ เรือลากอวนต้องจอดรอคลื่นลมสงบ ผมจำได้ว่าปลายเดือนมีนาคมนี่แหละครับ วันนั้นผมนอนหลับอยู่บนเรือคนเดียวในขณะที่ลูกเรือคนอื่นๆหนีไปเที่ยวข้างนอกกันหมด ลมและฝนยังคงโปรยปรายมาเป็นระยะเสียงคลื่นจากกระแสน้ำสาดกระหน่ำกระทบข้างเรือเป็นระยะ มองออกไปที่ปากแม่น้ำเห็นเพียงทะเลที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
เสียงลมยังกรรโชกแรงมาอย่างต่อเนื่อง ผมเผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ จากนั้นจึงได้ฝันว่าเห็นแม่กำลังเรียกให้กินข้าวซึ่งมีอาหารที่ผมชอบนั่นคือหมี่กะทิ และแกงปลาแห้งใส่หมี่เส้น และมีของหวานอีกสองสามอย่างเช่นลอดช่อง ข้าวต้มมัด ไข่หวาน ซึ่งเป็นอาหารที่ธรรมดามาก แต่ผมชอบมาแต่เด็ก หากเมื่อใดได้รับประทานอาหารชนิดนั้นผมจะมีความสุขมาก และสามารถทำงานได้ตลอดทั้งวันโดยไม่เหน็ดเหนื่อย ในฝันผมเดินเข้าไปหาแม่โดยไม่ได้พูดอะไรเลยจากนั้นก็ลงมือรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ พอกินข้าวอิ่มหันกลับมาก็ไม่เห็นแม่อีกเลย ผมรู้สึกมีความสุขมาก จากนั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะพวกเพื่อนๆเริ่มทยอยกลับจากไปเที่ยวข้องนอกคุยกันเสียงดัง

ผมนั่งคิดถึงฝันนั้นไม่รู้เป็นเพราะคิดไปเองหรือเป็นจริงก็ไม่รู้ผมรู้สึกอิ่ม ไม่อยากจะรับประทานอะไรอีกเลย ทั้งๆอาหารที่พวกเพื่อนซื้อมาฝากในคืนนั้นเป็นสิ่งที่ผมชอบเหมือนกัน ผมได้แต่นั่งมองอาหารกินไม่ลง ในใจตอนนั้นรู้สึกคิดถึงแม่ขึ้นมาอย่างแรง พอเล่าความฝันให้เพื่อนคนหนึ่งที่เคยบวชสามเณรมาก่อน แกบอกว่า “แม่เอ็งคงคิดว่าเอ็งตายแล้วและได้ทำบุญอุทิศหาเอ็งแล้ว รีบเขียนจดหมายถึงแม่หรือไม่ก็กลับบ้านไปหาแม่ซะ ว่าแต่เอ็งจากบ้านมากี่ปีแล้ว”
ผมจึงตอบเพื่อนคนนั้นไปว่า “ข้าหนีจากบ้านมาตั้งแต่เรียนจบชั้นประถม ไม่เคยส่งข่าวให้แม่หรือญาติคนใดได้รับทราบเลย ปีนี้ข้าอายุถึงเกณฑ์ทหารแล้วสิ ข้าคงต้องกลับไปเกณฑ์ทหารเสียที”
ผมออกจากบ้านมาตั้งแต่เรียนจบชั้นประถม โดยคำชักชวนของเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง ครั้งแรกมาทำงานที่กรุงเทพฯทำงานหลายอย่างเช่นเป็นคนงานก่อสร้าง ทำงานในโรงงานหลายแห่ง จนกระทั่งมีเพื่อนชวนไปทำงานเป็นคนหาปลาในทะเล หากนับจากวันนั้นถึงวันนี้น่าจะถึงเกินสิบปีแล้ว ที่ไม่ส่งข่าวให้ใครทราบนั้นผมมีเหตุผลคือไม่อยากให้ใครได้รับรู้ความเป็นไปของผม ผมยังมีคดีความติดตัวอยู่หลายอย่างเช่นคดีทำร้ายร่างกาย พยายามฆ่า คดีมีอาวุธปืนในครอบครองเป็นต้น หากส่งข่าวไปถึงญาติพี่น้องเขาก็คงตามหาตัวผมพบจนได้ คดีทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะเพื่อนพาไปทั้งนั้น ทราบข่าวว่าเพื่อนหลายคนยังติดคุกอยู่เลย

ผมจึงหนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้ อยู่ในทะเลปลอดภัยที่สุดเพราะเรือประมงออกลากอวนกลางทะเลนานสิบถึงสิบห้าวัน เข้าฝั่งเพียงสองสามวัน เดือนหนึ่งผมจึงอยู่บนฝั่งไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ ผมเป็นเด็กหาปลาอยู่กลางทะเลหลายปี จนกระทั่งวันที่ลมแรงและผมนอนฝันนั่นแหละครับ ผมคิดถึงบ้านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน
พอผมเดินเข้าบ้านเท่านั้นแหละครับชาวบ้านต่างมามุงดูกันด้วยความแปลกใจ เพราะที่บ้านผมพึ่งมีงานทำบุญอุทิศให้ผมที่ทุกคนคิดว่าได้เสียชีวิตไปแล้ว งานบุญพึ่งผ่านไปเพียงสามวัน เมื่อสอบถามจากแม่ได้ความว่าอาหารทุกอย่างที่แม่ทำบุญอุทิศไปให้ผมในวันนั้นตรงกับอาหารที่ผมฝันในวันนั้นไม่ผิดเพี้ยน การทำบุญอุทิศให้คนที่เสียชีวิตแล้วผมไม่สงสัย ถ้าหากปัจจัยพร้อมย่อมได้รับ แต่การอุทิศส่วนบุญให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นผมอธิบายไม่ได้ แต่ผมได้พบมาด้วยตนเอง
แก้วจบเรื่องราวเสี้ยวชีวิตอันแปลกประหลาดของตนเอง ก่อนจะลากลับยังบอกว่า “หลวงตาช่วยค้นหาในคัมภีร์พระไตรปิฎกให้ผมด้วยว่ามีที่ไหนบ้างที่ทำบุญอุทิศให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ หลังวันสงกรานต์ผมจะมากราบนมัสการอีกครั้ง”

บทบาทชีวิตของคนบางคนสลับซับซ้อนยิ่งกว่าละครเสียอีก เพราะละครก็เกิดจากส่วนหนึ่งของชีวิตจริง แต่ทว่าชีวิตจริงไม่สามารถนำมาร้อยรสเป็นบทละครได้ทั้งหมด ดังนั้นชีวิตจริงจึงโลดแล่นอย่างไม่เป็นระเบียบ ในขณะที่ละครต้องมีขั้นตอนมีช่วงจังหวะหนักเบา ตามแต่ฝีมือของผู้กำกับ แต่ชีวิตจริงไม่มีผู้กำกับทุกอย่างโลดแล่นไปอย่างไม่แน่นอน เหมือนชีวิตของแก้วคนบ้านนอกจากแดนอีสาน ที่แทบจะเอาชีวิตไปทิ้งกลางทะเล แต่กลับบ้านเกิดได้เพราะความฝัน บางครั้งชีวิตก็มนุษย์ก็หาคำอธิบายไม่ได้เหมือนกัน
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
29/03/54