ไซเบอร์วนาราม.เน็ต

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

laithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithai

            ในสมัยที่อุปสมบทใหม่ๆเมื่อได้ศึกษาพุทธประวัติอ่านไปก็สงสัยไปว่าสิ่งที่ปรากฎในพุทธประวัตินั้นมีอยู่จริงหรือไม่ หรือว่าพุทธประวัติเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อที่จะทำให้ประวัติของพระพุทธเจ้าสมบูรณ์ ความสงสัยยังกัดกร่อนจิตใจมานานหลายปี จวบจนกระทั่งได้มีโอกาสไปดูสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ จึงได้หายสงสัยเพราะสถานที่เหล่านั้นมีอยู่จริง แม้ว่าสถานที่บางแห่งจะถูกกลืนหายไปกับกาลเวลาแล้วก็ตาม เมื่อได้สักการะสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าแล้ว ยังเกิดความรู้สึกว่าอยากจะไปเยือนอีก บางคนไปมาแล้วหลายครั้งก็ยังไม่รู้สึกเบื่อยังอยากไปเมื่อมีโอกาส สถานที่เหล่านั้นเหมือนมีมนต์ขลังใครที่ได้ไปสัมผัสมักจะเกิดพลังและเพิ่มพูนความศรัทธาเชื่อมั่นในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น 

         
                ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น พระอานนทเถระในฐานะพุทธอุปัฏฐากผู้ดูแลใกล้ชิดพระพุทธเจ้า มีปัญหาที่สงสัยมากมาย เฝ้าสอบถามพุทธเจ้าถึงเรื่องราวต่างๆในอนาคตภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินินพพานไปแล้วจะทำอย่างไร จะปฏิบัติอย่างไร จะบริหารคณะสงฆ์อย่างไรเป็นต้น พระพุทธเจ้าแม้จะกำลังประชวรอย่างหนักเรี่ยวแรงเหลือน้อยเต็มทีแต่ก็พยายามตอบคำถามทุกคำถามที่มีผู้ถามจนถึงวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ นับเป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่งยวด  
             ปัญหาอย่างหนึ่งที่พระอานนท์สงสัยคือหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วจะตั้งใครเป็นศาสดาแทนพระพุทธเจ้า ตามธรรมเนียมทั่วไปของศาสนาต่างๆจะต้องมีศาสดาเป็นผู้บริหารคณะสงฆ์แทน คำตอบในเรื่องนี้มีปรากฎในมหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค (10/141/123)ความว่า “ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์(ธรรมวินัย)มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มีก็ข้อนี้ พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมและวินัยอันใดที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอโดยกาลล่วงไปแห่งเรา” 
 

 

             พระดำรัสนี้ทำให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทยึดมั่นและถือปฏิบัติสืบต่อกันมาว่าพระพุทธศาสนามีศาสดาองค์เดียวคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระธรรมวินัยไว้ในฐานะของศาสดาแทนแล้ว 
             จากนั้นพระพุทธเจ้าก็บอกถึงวิธีในการปกครองแก่หมู่ภิกษุสงฆ์ต่อไปว่า“ดูกรอานนท์ บัดนี้พวกภิกษุยังเรียกกันและกันด้วยวาทะว่า “อาวุโส”ฉันใด โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ไม่ควรเรียกกันฉันนั้น ภิกษุผู้แก่กว่า พึงเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่าโดยชื่อหรือโคตร หรือโดยวาทะว่า  “อาวุโส” แต่ภิกษุผู้อ่อนกว่าพึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า “ภันเต” หรือ “อายัสมา” แปลว่าท่านผู้มีอายุ
             จากพระดำรัสนี้ทำให้พระสงฆ์ในยุคต่อๆมาเคารพนับถือกันตามอายุพรรษา ใครอุปสมบทก่อนผู้นั้นก็เป็นผู้ที่พระภิกษุรูปอื่นจะต้องให้ความเคารพนับถือ ผู้บวชทีหลังแม้จะมีอายุมากกว่าก็ต้องให้ความเคารพ บางครั้งลูกอุปสมบทก่อนพ่อ  เมื่อพ่ออุปสมบททีหลังก็ต้องเคารพลูก พ่อต้องกราบลูก นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของหมู่สงฆ์
             ในเรื่องของการปกครองนั้นพระพุทธเจ้าก็ยังเปิดโอกาสให้ยกเลิกข้อปฏิบัติบางข้อที่อาจจะไม่เหมาะสมกับยุคสมัยได้ดังที่แสดงไว้ว่า “ดูกรอานนท์โดยล่วงไปแห่งเรา สงฆ์จำนงอยู่ ก็จงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างได้”
             ตามธรรมเนียมของพระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทเชื่อกันว่าหากถอนสิกขาบทหรือวินัยไปเรื่อยๆในที่สุดก็จะไม่เหลืออะไร เพราะบางยุคบางสมัยพระสงฆ์ผู้บริหารคณะหรือผู้มีอำนาจยังไม่ใช่พระอรหันต์อาจจะพยายามยกเลิกข้อปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของตนเองก็ได้  ดังนั้นธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทจึงไม่ยกเลิกสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว พระพุทธเจ้าแสดงไว้อย่างไรก็ให้คงไว้อย่างนั้น

             ตรงข้ามกับพระสงฆ์ฝ่ายมหายานที่ค่อยๆยกเลิกสิกขาบทหรือวินัยข้อที่ไม่จำเป็นอออกไปทีละข้อ พระสงฆ์ฝ่ายมหายานจึงดูทันสมัยมากกว่าพระในฝ่ายเถรวาทเช่นขับรถยนต์เองได้ ทำธุรกิจได้ บางนิกายถึงกับมีครอบครัวมีภรรยาได้อย่างเช่นนิกายมหายานบางนิกายในญี่ปุ่นเป็นต้น
             ส่วนพระสงฆ์ที่สอนยากไม่ยอมฟังคำตักเตือนของใครก็ให้คณะสงฆ์ลงโทษที่เรียกว่าพรหมทัณฑ์ โดยได้อนุญาตให้กระทำแก่พระฉันนะซึ่งเคยเป็นผู้พาเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชพร้อมกับม้ากัณฑกะ พระฉันนะจึงถือว่าตนเองมีความสำคัญทำให้เกิดมานะการถือตัวว่าตนเองเป็นผู้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า พระรูปอื่นจึงสอนไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงสั่งไว้ล่วงหน้าว่า “โดยล่วงไปแห่งเรา พึงลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนภิกษุ ท่านพระผู้อานนท์กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พรหมทัณฑ์เป็นไฉน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์  ฉันนภิกษุพึงพูดได้ตามที่ตนปรารถนา ภิกษุทั้งหลายไม่พึงว่า ไม่พึงกล่าว ไม่พึงสั่งสอน”     
             การกระทำอย่างนี้น่าจะใกล้เคียงกับคำว่า “ปล่อยเกาะหรือเลิกค้าสมาคมด้วย” มนุษย์เป็นสัตว์สังคมการอยู่คนเดียวนานๆย่อมทำได้ลำบาก การลงโทษด้วยการไม่พูดด้วยในที่สุดก็ต้องลำบาก ไปหาใครเขาก็ไม่คุยด้วย ไม่สนทนาด้วย ในที่สุดพระฉันนะก็ละทิฏฐิมานะได้ ยอมฟังคำตักเตือนของภิกษุรูปอื่นๆ
             อีกปัญหาหนึ่งที่พระอานนท์สงสัยคือสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ย่อมเป็นที่พึ่งของหมู่พุทธบริษัททั้งหลาย หากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว จะทำอย่างไร ดังคำถามของพระอานนท์ที่ปรากฎในมหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค (10/131/113)ความว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อนพวกภิกษุผู้อยู่จำพรรษาในทิศทั้งหลายย่อมมาเพื่อเฝ้าพระตถาคต พวกข้าพระองค์ย่อมได้เห็น ได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้นผู้ให้เจริญใจ ก็โดยกาลล่วงไปแห่งพระผู้มีพระภาค พวกข้าพระองค์จักไม่ได้เห็น ไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้ พวกภิกษุผู้ให้เจริญใจ”  

             พระพุทธเจ้าจึงตอบพระอานนท์ว่า  “ดูกรอานนท์ สังเวชนียสถานสี่แห่งเหล่านี้ เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาคือ
             1.สังเวชนียสถานอันเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยมาตามระลึกว่าพระตถาคตประสูติในที่นี้  
             2.สังเวชนียสถานอันเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยมาตามระลึกว่าพระตถาคตตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้      
              3.สังเวชนียสถานอันเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยมาตามระลึกว่าพระตถาคตทรงยังอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปในที่นี้ 
              4.สังเวชนียสถานอันเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยมาตามระลึกว่าพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้ สังเวชนียสถานสี่แห่งนี้แลเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา 
             ดูกรอานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จักมาด้วยความเชื่อว่าพระตถาคตประสูติในที่นี้ก็ดี พระตถาคตตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้ก็ดี พระตถาคตทรงยังอนุตรธรรมจักรให้เป็นไปในที่นี้ก็ดี พระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้ก็ดี ก็ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เที่ยวจาริกไปยังเจดีย์ มีจิตเลื่อมใสแล้ว จักทำกาละลง ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”
             สังเวชนียสถานทั้งสี่แห่งคือสถานที่ประสูติปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล สถานที่ตรัสรู้ปัจจุบันคือพุทธคยา อินเดีย สถานที่แสดงปฐมเทศนาปัจจุบันเรียกว่าสารนาถอยู่ในเมืองพาราณสี ส่วนสถานที่ปรินิพพานปัจจุบันอยู่ที่กุสินาคาร์หรือกุสินารา สถานที่ทั้งสี่แห่งปัจจุบันได้รับการบูรณะไว้ในฐานะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนา เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน แม้แต่สถานที่ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ในอดีตเคยเป็นแคว้นเป็นเมืองปัจจุบันก็กลายมาเป็นประเทศที่มีระบบการปกครองที่อาจจะแตกต่างกัน 

             ครั้งหนึ่งในชีวิตของชาวพุทธหากมีเวลามีทรัพย์เพียงพอจึงน่าจะเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานให้ครบทั้งสี่แห่งเหมือนเป็นการเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนั้นยังเป็นการไปศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ตามไปดู แลได้รู้ทันถึงความเป็นไปของประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา โดยศึกษาจากสถานที่ที่มีอยู่จริงตามตำนานหรือตามประวัติศาสตร์ ซึ่งสถานที่เหล่านี้มีอยู่จริงในปัจจุบัน
             เว็บมาสเตอร์ไซเบอร์วนารามค่อยๆเก็บเงินค่าเครื่องบินมานานหลายเดือน จนเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานสี่ตำบลที่ประเทศอินเดียและเนปาลแล้ว ได้ฤกษ์ออกเดินทางวันนี้ (25มกราคม 2554) เดินทางหลายวัน ไปกันหลายที่ มีกันหลายท่าน จะกลับมาในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ตอนนี้ขอพักการเขียนไว้ชั่วคราว ช่วงนี้ได้เวลาไปเยือนถิ่นดินแดนแห่งพุทธภูมิแล้ว

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
25/01/54

 

 

เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

กองธรรมสนามหลวง

กองบาลีสนามหลวง

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

กรมการศาสนา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บัณฑิตวิทยาลัย  มมร

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ(ธ)

เว็บไชต์นักศึกษาปริญญาเอก สาขาพุทธศาสน์ศึกษา มมร

 

วัดไทย

เว็บวัดในประเทศไทย

วัดไทยในต่างประเทศ

คณะสงฆ์ธรรมยุตUSA

 วัดป่าธรรมชาติ LA

พระคุ้มครอง

วัดธรรมยุตทั่วโลก

 

ส่วนราชการในประเทศไทย

มหาวิทยาลัยในประเทศไทย

ส่วนราชการในประเทศไทย

กระทรวงในประเทศไทย

 

หนังสือพิมพ์ไทย

ไทยรัฐ
เดลินิวส์
มติชน
ผู้จัดการ
กรุงเทพธุรกิจ
คม ชัด ลึก
บ้านเมือง
ข่าวสด
ฐานเศรษฐกิจ
ประชาชาติธุรกิจ
สยามกีฬา
แนวหน้า
โพสต์ทูเดย์
ไทยโพสต์
สยามรัฐ
สยามธุรกิจ
บางกอกทูเดย์

 

ข่าวภาษาต่างประเทศ

ข่าว CNN

ข่าว BBC

Bangkok Post

The Nation

หนังสือพิมพภาษาต่างประเทศ

เมนูสมาชิก