ประเทศแต่ละประเทศมีเอกลักษณ์และขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกันมีคนกล่าวไว้ว่า “ถ้าอยากโลกให้ไปฮ่องกง ถ้าอยากหลงให้ไปอเมริกา ถ้าอยากโมโหโกธาให้ไปพม่า ถ้าอยากมีปัญญาให้ไปอินเดีย ถ้าไม่อยากได้อยากเสียให้อยู่เมืองไทย” ใครเข้าใจประโยคเหล่านี้บ้างโปรดลองพิจารณาดู ฮ่องกงสินค้าราคาถูกคนจึงแข่งกันซื้อ ส่วนอเมริกาเจริญมากทำให้คนหลงได้ง่าย พม่าเป็นที่เข้าใจได้ อินเดียเป็นบ่เกิดแห่งศาสนาและปรัชญามากมาย ประเทศไทยนั้นแม้จะทะเลาะกันอย่างไรก็ยังอยู่กันได้
อยู่เมืองไทยยังไงก็ยังพอมีหนทางในการประกอบสัมมาชีพได้ หลายคนคงเคยได้ยินว่าไม่มีคนยากจนในหมู่คนขยัน แม้รัฐบาลจะแก้ปัญหาของแพงด้วยการขายไข่เป็นกิโลกรัม แทนที่จะขายแบบเก่า ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลได้บ้าง จะถูกหรือผิดไม่รู้แต่อย่างน้อยก็เห็นว่ารัฐบาลเป็นห่วงการเป็นอยู่ของประชาชน ในอดีตหากอยากจะรู้ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีให้ดูที่ราคาไข่ว่าขายฟองละไหร่ จนมีคำกล่าวกันในหมู่นักการเมืองว่า “ไข่ชวน ไข่บรรหาญ ไข่ทักษิณเป็นต้น” ไข่ในยุคใครถูกแพงแสดงถึงเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี แต่ปัจจุบันในยุคของนายอภิสิทธิ์ต้องพูดใหม่ว่าไข่อภิสิทธิ์ราคากิโลละเท่าไหร่
.jpg)
คงไม่มีใครอยากเกิดมาจน แต่จะทำยังไงได้ก็เกิดมาแล้วต้องดิ้นรนต่อสู้กันต่อไป พระพุทธศาสนามีภาษิตอยู่บทหนึ่งว่าในขุททกนิกาย เถรคาถา เป็นคาถาสุภาษิตของพระมหากัปปินเถระ(26/372/350) ความว่า “ถึงสิ้นทรัพย์ ผู้มีปัญญาก็เป็นอยู่ได้ แต่อับปัญญาแม้มีทรัพย์ก็เป็นอยู่ไม่ได้”
พระมหากัปปินะเถระก่อนจะมาอุปสมบทในพระพุทธศาสนานั้นเป็นกษัตริย์ที่เมืองกุกกุฏะในปัจจันตประเทศ ภายหลังได้สละราชสมบัติออกบวชในพระพุทธศาสนา และได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระเถระที่เลิศกว่าภิกษุผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย ครังหนึ่งเมื่อพระมหากัปปินะกล่าวสอนภิกษุณีจึงได้กล่าวคาถานี้
มีคำอธิบายในอรรถกถาว่า “คนมีปัญญาแม้จะสิ้นทรัพย์ สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ก็ยังเป็นอยู่ได้ ด้วยการเลี้ยงชีพอันปราศจากโทษ จริงอยู่ชีวิตของคนมีปัญญาชื่อว่าเป็นอยู่ได้ ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พุทธาทิบัณฑิตกล่าวถึงคนที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่ามีชีวิตประเสริฐ”

ถึงจะไม่มีทรัพย์สมบัติแต่หากยังมีปัญญาก็สามารถหาทางดำเนินชีวิตที่ไม่ผิดกฎหมายได้ ดังนั้นพวกที่ทำผิดโดยมักจะอ้างว่าเพราะไม่มีเงินจึงฟังไม่ขึ้น
ส่วนคนมีปัญญาทรามเพราะไม่ได้ปัญญา ย่อมทำประโยชน์ที่เป็นไปในทิฏฐิธรรม(ปัจจุบัน) และประโยชน์ที่เป็นไปในสัมปรายิกภพ(ในโลกหน้า) ให้ฉิบหายไป แม้จะมีทรัพย์สมบัติก็เป็นอยู่ไม่ได้ เพราะได้รับการติเตียนเป็นต้น ชื่อว่าความเป็นอยู่ย่อมไม่มีแก่เขา อีกอย่างหนึ่งเพราะตนไม่รู้จักอุบาย ทรัพย์ตามที่สะสมไว้ก็ย่อมพินาศไป แม้ชีวิตก็ไม่สามารถเพื่อจะรักษาไว้ได้เลย เพราะฉะนั้นจึงมีอธิบายว่าแม้ปาริหาริยปัญญา พวกท่านก็พึงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
นั่นเป็นคำอธิบายตามอรรถกถา สรุปว่าแม้จะยากจนข้นแค้นอย่างไรก็ย่อมจะหาทางเอาตัวรอดจนได้ ส่วนพวกเศรษฐีคนมีเงินทั้งหลายเขาย่อมมีวิธีหาเงินตามวิธีของเขา แต่ละคนย่อมมีอุบายวิธีของแต่ละคน บางอย่างเรียนแบบกันไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส เหมือนการถ่ายรูปภาพเดียวกัน แต่ถ้าหากถ่ายในเวลาที่ต่างกันภาพที่ได้ก็ย่อมจะไม่เหมือนกันเป็นต้น

มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งนายปัญญา(นามสมมุติ)ได้ซื้อวัวจากพ่อค้ามาหนึ่งตัว เพื่อต้องการนำไปเลี้ยง จ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้วสนราคาห้าพันบาท โดยได้นัดหมายว่าพรุ่งนี้เช้าให้นำวัวมาส่งที่บ้าน รุ่งเช้าเจ้าของวัวได้เดินทางมาหานายปัญญาตั้งแต่เช้าพลางแจ้งข่าวร้ายว่าวัวที่ท่านซื้อไว้นั้นบัดนี้ตายแล้ว จึงไม่สามารถนำมาส่งให้ตามที่สัญญากันไว้ นายปัญญาจึงขอเงินคืน แต่พ่อค้าบอกว่าเงินก็ได้ใช้หมดแล้ว
นายปัญญาครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงบอกพ่อค้าคนนั้นว่า "ถ้าอย่างนั้นก็นำวัวที่ตายมาให้ก็แล้วกัน" พ่อค้ายังงงๆแต่ก็ได้ไปนำวัวที่ตายแล้วมาให้ตามที่นายปัญญาร้องขอ
นายปัญญาจึงทำสลากขึ้นมาจำนวนหนึ่งพันฉบับ ประกาศขายฉบับห้าสิบบาท โดยประกาศว่า “ถ้าใครอยากได้วัวหนึ่งตัวให้ซื้อสลาก บางทีอาจโชคดีได้วัวที่ราคาถูกที่สุดในโลก ตัวละ 50 บาทเท่านั้น” ไม่ถึงหนึ่งวันเขาก็ขายสลากหมดได้เงินมาจำนวน 50,000 บาท
วันรุ่งขึ้นพ่อค้าคนนั้นก็ได้แวะมาหาด้วยความสงสัยจึงถามว่า “ท่านขายวัวตายคนเขาไม่ด่าท่านหรือ”

นายปัญญาตอบว่า “ด่าเหมือนกันแต่ด่าอยู่คนเดียวส่วนอีก 999 คนไม่มีใครด่า คนที่ด่าก็คือคนที่จับสลากได้นั่นแหละ แต่ก็ได้คืนเงินเขาไปสองเท่า เขาได้เงินคืนจึงไม่ได้เอาเรื่องอะไรอีก”
การทำมาค้าขายมักจะมีกลเม็ดเด็ดพรายที่คาดไม่ถึง นายปัญญามีปัญญาสมชื่อจริงๆ แม้แต่วัวที่ตายแล้วยังสามารถนำมาหาเงินได้ คนผู้ประกอบด้วยปัญญาแม้ในเวลาที่ตนตกทุกข์ ก็ย่อมได้รับความสุข ปัญญามีไว้เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่มีไว้เพื่อแกงกิน หากใช้ปัญญาให้ถูกวิธีย่อมหาวิธีดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขจนได้
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
24/01/54