ไซเบอร์วนาราม.เน็ต

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

laithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithailaithai

           พุทธศาสนิกชนคงคุ้นเคยกับบทสวดพุทธคุณที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “อิติปิ โส ภควา...” เป็นอย่างดีซึ่งเป็นการพรรณาพระคุณของพระพุทธเจ้าว่าโดยสรุปแล้วมีอยู่เก้าประการ ในพระรัตนตรัยทั้งสามประการนั้นคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้จำแนกพระคุณความดีของแต่ละรัตนะไว้ไม่เท่ากัน พระพุทธคุณมีเก้าประการ พระธรรมคุณมีหกประการ และพระสังฆคุณมีเก้าประการ รวมเป็นพระคุณของพระรัตนตรัยยี่สิบสี่ประการ วันนี้เป็นวันครูจึงขอนำเสนอพระพุทธคุณบทว่า “สัตถา เทวมนุสสานัง แปลว่าพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาหรือครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” 
           ในพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งเก้าประการนั้นมีปรากฎในวัตถูปมสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ฉบับภาษาบาลี(12/95/67) ความว่า “อิติปิ  โส ภควา อรหํ  สมฺมาสมฺพุทฺโธ  วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู  อนุตฺตโร  ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ”แปลเป็นภาษาไทยได้ความว่า “แม้เพราะเหตุนี้ๆพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม” 

           ในพุทธคุณทั้งเก้านั้นนั้นมีบทหนึ่งว่า “สัตถา เทวมนุสสานัง พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” มีคำอธิบายในโสฬสมาณวกปัญหานิทเทส ขุททกนิกายจุฬนิเทศ (30/656/246)ความว่า “คำว่า พระศาสดาคือพระผู้มีพระภาคผู้นำพวก นายหมู่ย่อมพาพวกให้ข้ามกันดารคือให้ข้ามผ่านพ้นกันดารคือโจร กันดารคือสัตว์ร้าย กันดารคือทุพภิกขภัย กันดารคือที่ไม่มีน้ำให้ถึงภูมิสถานปลอดภัย ฉันใด พระผู้มีพระภาคผู้นำพวก ย่อมนำสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามกันดารคือให้ข้ามผ่านพ้นกันดาร คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส  และอุปายาส และกันดารคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลสและทุจริต และที่รกชัฏคือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต ให้ถึงอมตนิพพานอันเป็นภูมิสถานปลอดภัย ฉันนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่าเป็นผู้นำพวก            
           อีกประการหนึ่งพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ แนะนำ นำเนืองๆ ให้รู้ชอบ คอยสอดส่อง เพ่งดู ให้เลื่อมใส แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ พระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า เป็นผู้นำพวก          
           พระผู้มีพระภาคทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ยังมรรคที่ยังไม่เกิดดี  ให้เกิดดี ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้จักมรรค ทรงทราบมรรค ทรงฉลาดในมรรค  
           ในบัดนี้พระสาวกทั้งหลายเป็นผู้ดำเนินตามมรรค เป็นผู้ประกอบในภายหลัง แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่าเป็นผู้นำพวก เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าพระศาสดาผู้ทำส่วนสุดแห่งปัญหาทั้งหลาย  

           สรรพสัตว์ต้องมีหัวหน้าหรือผู้นำ หากได้ผู้นำดีย่อมจะนำพาหมู่คณะไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องและปลอดภัยได้ พ่อค้ามีนายเกวียนเป็นผู้นำทาง หากนำผิดทางอาจถึงความวิบัติและอาจเสียชีวิตทั้งหมดได้ ในทางการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อความหลุดพ้นจากทางกันดารคือชาติ ชรา มรณะนั้น ชาวพุทธมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำหรือเป็นครูผู้บอกเส้นทางที่ถูกต้อง พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่หกได้ทรงประพันธ์ลักษณะผู้นำหรือหัวหน้าไว้ว่า  
                                 โขลงช้างย่อมมีพญาสาร               ครอบครองบริวารทั้งหลาย 
                                 ฝูงโคขุนโคก็เป็นนาย                     มุ่งหมายนำพวกไปหากิน 
                                 ฝูงหงษ์มีเหมราชา                         สกุณามีขุนปักษิณ 
                                 เทวายังมีสักรินทร์                          เป็นปิ่นเทวันชั้นฟ้า 
                                 เผ่าชนจะตั้งเป็นคณะ                     จะต่างคิดเกะกะตามประสา 
                                 จะอยู่ได้ดีกี่เวลา                            ดูน่าจะยับอับจน 
                                 จำเป็นต้องมีหัวหน้า                      กะการบัญชาให้เป็นผล 
                                 กองทัพบริบูรณ์ผู้คน                      ไม่มีจุมพลจะสู้ใคร ฯ
           บทประพันธ์นี้แสดงลักษณะผู้นำได้อย่างดีเยี่ยม พระพุทธเจ้าจึงเปรียบเหมือนผู้นำทางสู่สันติสุขที่เรียกว่าเป็นผู้ชี้ทางบรรเทาทุกข์ ชี้สุขเกษมศานติ์  พระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสดาหรือครูของมนุษย์ทั้งหลายสอนได้ไม่จำกัดชั้นวรรณะ ไม่จำกัดด้วยวุฒิการศึกษา ไม่จำกัดด้วยเชื้อชาติหรือภาษา

           ส่วนคำอธิบายที่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นครูของเทวดาทั้งหลายนั้นในอรรถกถาวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม 1 ภาค 1 หน้าที่ 203 และอรรถกถามัณฑุกเทวปุตตวิมาน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุได้อธิบายความไว้ว่า“คำว่า“เทวมนุสฺสานํ”แปลว่าของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายด้วย คำว่า “เทวมนุสฺสานํ”นั่น กล่าวไว้ด้วยอำนาจกำหนดสัตว์ชั้นสูง และด้วยอำนาจการกำหนดภัพพบุคคลหมายถึง  บุคคลผู้ควรตรัสรู้มรรคผล
          อนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าทรงเป็นพระศาสดาแม้ของพวกสัตว์ดิรัจฉานเพราะทรงประทานอนุสาสนีให้เหมือนกัน จริงอยู่สัตว์ดิรัจฉานแม้เหล่านั้นบรรลุอุปนิสัยสมบัติก็เพราะได้ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งมรรคและผล ในภพต่อๆไป เพราะอุปนิสัยสมบัตินั้นนั่นแล ก็ในความเป็นศาสดาของพวกสัตว์ดิรัจฉานนี้ มีเรื่องมัณฑูกเทวบุตรเป็นต้นเป็นอุทาหรณ์  
           มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ชนชาวนครจำปาอยู่ที่ริมฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา  มีกบตัวหนึ่งได้ถือเอานิมิตในพระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งกำลังทรงแสดงธรรมอยู่ในขณะนั้น กบแม้จะฟังภาษามนุษย์ไม่ออกแต่ได้ฟังเสียงของพระพุทธเจ้าด้วยความเพลิดเพลิน ขณะที่กำลังสนใจฟังอยู่นั้นมีคนเลี้ยงโคคนหนึ่งได้ใช้ไม้เท้าปักลงตรงศีรษะของเจ้ากบนั้นพอดิบพอดี กบสิ้นใจในทันใดนั้นนั่นเอง วิญญาณกบไปเกิดในวิมานทองประมาณสิบสองโยชน์ ในภพดาวดึงส์ เหมือนนอนหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้น

           ในภพดาวดึงส์กบถือกำเนิดเป็นเทพบุตรนามว่ามัณฑูกเทพบุตร เห็นตนเองอันหมู่นางฟ้าแวดล้อมแล้ว ก็พิจารณาใคร่ครวญอยู่ว่า “เรามาเกิดในที่นี้เพราะได้กระทำกรรมอะไรหนอแล” เมื่อพิจารณาย้อนกลับไปก็ไม่เห้นว่าตนเองได้ทำบุญอะไรไว้เลยเพราะเกิดในกำเนิดแห่งกบตัวหนึ่งที่ริมสระเมืองจัมปาเท่านั้น จำได้ว่าขณะนั้นกำลังฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมรู้สึกเพลิดเพลินมีความสุขที่ได้ฟังจึงตั้งใจฟังอย่างสนใจทั้งๆฟังไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ แต่ก็ได้ถือเอานิมิตในพระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น มัณฑูกเทวบุตรจึงมาพร้อมทั้งวิมานในทันใดนั้นนั่นเองแล้วถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า
           พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งที่ทรงทราบอยู่แล้ว แต่ก็ได้ตรัสถามมัณฑุกเทวบุตร ดังข้อความที่ปรากฎใน     มัณฑุกเทวปุตตวิมาน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ (26/51/74) ความว่า “ใครช่างรุ่งเรืองด้วยฤทธิ์และยศ มีพรรณงดงามยิ่งนัก ยังทิศทั้งปวงให้สว่างอยู่กำลังไหว้เท้าของเรา” 
           มัณฑุกเทวบุตรจึงกราบทูลว่า  “เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์เป็นกบเที่ยวหาอาหารอยู่ในน้ำ เมื่อข้าพระองค์กำลังฟังธรรมของพระองค์อยู่ คนเลี้ยงโคได้ฆ่าข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงดูฤทธิ์ ยศ อานุภาพ ผิวพรรณและความรุ่งเรืองของข้าพระองค์ผู้มีจิตเลื่อมใสครู่หนึ่งเท่านั้น ข้าแต่พระโคดม ก็ผู้ใดได้ฟังธรรมของพระองค์สิ้นกาลนาน ผู้นั้นพึงได้บรรลุนิพพานอันเป็นฐานะไม่หวั่นไหวเป็นสถานที่ที่ไปแล้วไม่เศร้าโศกเป็นแน่”  

           พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่มัณฑูกเทวบุตรนั้นแล้ว สัตว์จำนวนแปดหมื่นสี่พันได้บรรลุธรรม   ฝ่ายเทพบุตรก็ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล  ได้ทำการแย้มยิ้มแล้วก็หลีกไปสู่วิมานเสวยผลแห่งการฟังเสียงของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงธรรมแก่คนอื่น พระธรรมของพระพุทธเจ้าแม้จะฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็มีผลสำหรับผู้ตั้งใจสดับรับฟัง
           พระบรมศาสดาจึงเป็นครูผู้เหนือครูทั้งหลาย ครูส่วนมากจะสอนได้แต่เพียงมนุษย์เท่านั้นแต่ยังมีครูบางคนสอนสัวต์ดิรัจฉานได้เช่นครูสอนช้าง ครูสอนม้า ครูสอนสุนัขหรือแม้แต่ครูสอนลิงเป็นต้น แต่ก็สอนได้เพียงแค่การให้สัตว์เหล่านั้นรับฟังคำสั่งเท่านั้น แต่การที่จะเป็นครูสอนสัตว์ให้กำเนิดในภพที่สูงขึ้นไปได้นั้น พระพุทธเจ้านับเป็นยอดของครูทั้งหลาย

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
16/01/54

 

เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

กองธรรมสนามหลวง

กองบาลีสนามหลวง

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

กรมการศาสนา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บัณฑิตวิทยาลัย  มมร

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ(ธ)

เว็บไชต์นักศึกษาปริญญาเอก สาขาพุทธศาสน์ศึกษา มมร

 

วัดไทย

เว็บวัดในประเทศไทย

วัดไทยในต่างประเทศ

คณะสงฆ์ธรรมยุตUSA

 วัดป่าธรรมชาติ LA

พระคุ้มครอง

วัดธรรมยุตทั่วโลก

 

ส่วนราชการในประเทศไทย

มหาวิทยาลัยในประเทศไทย

ส่วนราชการในประเทศไทย

กระทรวงในประเทศไทย

 

หนังสือพิมพ์ไทย

ไทยรัฐ
เดลินิวส์
มติชน
ผู้จัดการ
กรุงเทพธุรกิจ
คม ชัด ลึก
บ้านเมือง
ข่าวสด
ฐานเศรษฐกิจ
ประชาชาติธุรกิจ
สยามกีฬา
แนวหน้า
โพสต์ทูเดย์
ไทยโพสต์
สยามรัฐ
สยามธุรกิจ
บางกอกทูเดย์

 

ข่าวภาษาต่างประเทศ

ข่าว CNN

ข่าว BBC

Bangkok Post

The Nation

หนังสือพิมพภาษาต่างประเทศ

เมนูสมาชิก