คงมีหลายคนที่เคยชมโฆษณาเครื่องดื่มชนิดหนึ่งทางโทรทัศน์ โดยมี “หนูดี” วนิษา เรซ ผู้เขียนหนังสือ “อัจฉริยะสร้างได้” เป็นพรีเซนเตอร์ มีประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วจำได้ทันทีเธอบอกว่า “หนูดีไม่ได้เก่งมาแต่เกิดหรอกค่ะ” แต่ที่เก่งเพราะดื่มเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง เรื่องของโฆษณามักจะพูดเกินความจริงเสมอเพื่อที่จะทำให้สินค้าน่าสนใจ โฆษณาชุดนี้ที่น่าสนใจเพราะหนูดีต่างหาก เธอได้รับการยอมรับว่าทั้งเก่งและสวย เรียนก็เก่งทำงานก็เก่ง ผู้หญิงอย่างนี้หายาก
หนูดี วนิษา เรซ จบปริญญาตรีเกียรตินิยมด้านครอบครัวศึกษา Family Studies มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ คอลเลจพาร์ค สหรัฐอเมริกา เรียนจบปริญญาโทเกียรตินิยมด้านวิทยาการทางสมอง (Neuroscience) ในโปรแกรม Mind, Brain and Education มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ดูจากประวัติการศึกษาแล้วต้องนับว่าเก่งจริง ผู้หญิงอะไรทั้งสวยทั้งเก่ง
พื้นฐานความเก่งเธอบอกว่ามาจากคุณแม่ เธอเคยวิพากย์ระบบการศึกษาในประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจโดยให้สัมภาษณ์ไว้ในเอกสารชื่อว่า “ ปฏิรูปการเรียนรู้ ผู้เรียนสำคัญที่สุด ” ของคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2543ว่า “...ดิฉันไม่เชื่อวิธีที่โรงเรียนส่วนใหญ่ทำอยู่ จับเด็กมาขังในคอก ไม่อยากจะใช้คำนี้ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ บังคับเด็กมานั่งนิ่ง ๆ จำกัดศักยภาพการเติบโตของสมอง ”

หนูดีโชคดีที่คุณแม่วางพื้นฐานทางความคิดมาให้ตั้งแต่เด็กๆ โดยริเริ่มเปิดโรงเรียนสอนหนูดีคนเดียวก่อน ชื่อโรงเรียนวนิษา เป็นโรงเรียนที่ไม่ให้เด็กต้องมานั่งท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ แต่ใช้วิธีการสอนแบบใหม่ คือให้เด็กคิดแบบอิสระ กล้าที่จะถาม ซึ่งตอนแรกคิดว่าไม่มีใครสนใจ แต่พอคนเริ่มเห็นกิจกรรมต่างๆ ที่ทางโรงเรียนสอนเด็ก อย่างวิชาวิทยาศาสตร์ก็จะมีการพาเด็กไปดูสวนธรรมชาติ ก็เลยสนใจส่งลูกๆ มาเรียนกัน
แต่พอขึ้นมัธยมหนูดีก็ย้ายมาเรียนโรงเรียนสตรีล้วน ปรากฏว่าเราเข้ากับระบบการศึกษาไทยไม่ได้ พอจบมัธยมหนูดีก็เลยตัดสินใจขอคุณแม่ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ อเมริกา พอจะต่อโทก็ประจวบเหมาะได้ศึกษาแนวความคิดขอโปรเฟสเซอร์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ที่ว่าคนเรามีความอัจฉริยะที่แตกต่างกันไป ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง”
เธอเกิดมาโชคดีพ่อแม่มีเงินพอที่จะส่งไปเรียนต่อยังต่างประเทศได้ แต่ไม่ต้องอิจฉาเธอหรอก คนเราบุญทำกรรมแต่งไม่เท่ากัน เรียนที่ไหนก็ได้ขอให้เรียน แม้แต่โรงเรียนวัดก็ไม่เป็นไร ศิษย์วัดอย่างคุณชวน หลีกภัย ยังเคยเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยมาแล้ว แม้จะเป็นลูกชาวบ้านหลานชาวนาไม่ได้เป็นลูกครึ่งก็สามารถเป็นเก่งและคนดีได้ ที่สำคัญคนส่วนหนึ่งมีโอกาสแต่ไม่เรียน หากอยากเก่งเหมือนหนูดีเธอได้แนะนำวิธีการพัฒนาไว้สำหรับทุกคน
วิธีพัฒนาสมองตามทัศนะของดีเธอบอกว่า “อัจฉริยภาพของคนไม่ได้อยู่ที่เซลล์สมอง ไม่ได้อยู่ที่น้ำหนักสมองและไม่ได้อยู่ที่รอยหยักของสมอง แต่อยู่ที่เส้นใยสมองและไมยีลินหรือไขมันสมองมาห่อหุ้ม เนื่องจากเซลล์สมองตายไปทุกวัน แต่จะมีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยการทำซ้ำๆ กัน ดังนั้น อัจฉริยภาพสร้างได้โดยการทำซ้ำๆ กันนั่นเอง เธอสรุปวิธีพัฒนาสมองไว้ดังนี้
1. จิบน้ำบ่อย ๆ 2. กินไขมันดี 3. นั่งสมาธิทุกวัน หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้าวันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน 4. ใส่ความตั้งใจ 5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ 6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน 7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน 8.เขียนบันทึก ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก 9. ฝึกหายใจลึก ๆ เป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง

ใครที่อยากเป็นอัจฉริยะอย่างคุณหนูดีก็ลองนำไปฝึกใช้ดู ข้อหนึ่งในการฝึกมีการนั่งสมาธิด้วยแต่อาจจะไม่จำเป็นต้องนั่งวันละ 12 นาทีตามที่หนูดีเสนอ แต่อาจขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคนก็ได้ แม้เธอจะเป็นนักเรียนนอกแต่ก็ไม่ลืมวิธีการของศาสนาคือการนั่งสมาธิ
ในพระพุทธศาสนาได้แสดงถึงสาเหตุที่ทำให้คนมีปัญญาน้อย(โง่) และสาเหตุที่ทำให้คนมีปัญญามาก(ฉลาด) ไว้ในจูฬกัมมวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (14/594-595/291)ความว่า “บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตามย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญาทราม(โง่)
บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญามาก(ฉลาด)

วิธีการของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของกรรม(การกระทำ)ทั้งในอดีตและปัจจุบันซึ่งจะทำให้ส่งผลถึงพฤติกรรมทำให้เป็นคนมีปัญญาน้อยหรือมีปัญญามากได้ ส่วนวิธีการของหนูดีเธอได้นำเอาวิธีการต่างๆมาผสมกันจนกลายเป็นสูตรที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ใครทำตามอาจจะกลายเป็นอัจฉริยะได้ส่วนจะเป็นอัจฉริยะได้จริงหรือไม่นั้นต้องไปถามหนูดีเอาเอง แต่เว็บมาสเตอร์ไซเบอร์วนารามอุตส่าห์ลงทุนซื้อหนังสือ “อัจฉริยสร้างได้” มาอ่านหลายเดือนแล้ว อ่านจบแทนที่จะเป็นอัจฉริยะ แต่ทำไมกลับรู้สึกว่าตัวเองโง่ลงทุกวัน
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
30/07/53