คนที่เคยไปโคราชสิ่งหนึ่งที่ต้องแวะชมคืออนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหรือคุณหญิงโม จากนั้นก็ไปที่วัดศาลาลอย สถานที่บรรจุอัฏฐิของคุณหญิงโม หรือหากเป็นนักท่องเที่ยวชมปราสาทก็ต้องไปที่ปราสาทหินพิมายซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองโคราชประมาณสี่สิบกิโลเมตร แต่หากไม่อยากไปไกลก็ต้องบอกว่ามีแหล่งปราสาทหินที่น่าจะมีอายุร่วมสมัยกับปราสาทหินพิมายคือเมืองเสมาชุมชนเก่าของชาวโคราช ปราสาทเมืองแขก ปราสาทเมืองเก่าเป็นต้น ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอสูงเนิน
สองวันมาแล้วที่ต้องนั่งประชุมฟังเขาพูดที่แทบไม่รู้เรื่อง วันแรกที่กรมการศาสนาว่าด้วยการส่งเสริมศาสนา อันนี้พอฟังรู้เรื่อง แต่พอวันที่สองต้องเดินทางไกลไปประชุมที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา นั่งฟังเรื่องการบริหาร เรื่องเทคโนโลยีรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ส่วนมากจะไม่รู้ แต่เพราะภาระหน้าที่ก็ต้องนั่งฟังท่านศาสตราจารย์ทั้งหลายพูดกันไปจนจบ
หลังเลิกการประชุม เจ้าหน้าที่พาเที่ยวชมมหาวิทยาลัยที่มีเนื้อที่เจ็ดพันไร่ ก็ต้องใช้เวลาอีกครึ่งวัน จากนั้นจึงได้เดินทางกลับ มีเวลาเป็นส่วนตัวขึ้นมาบ้าง จึงได้ตกลงกันว่าควรจะไปเยี่ยมชมโบราณสถานในที่ใกล้เคียงแห่งนี้บ้างและได้ตกลงใจร่วมกันว่าน่าจะไปไหว้พระไสยาสน์หินที่เคยได้ยินมาว่ามีขนาดใหญ่และมีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย พระนอนที่ว่านี้อยู่ที่วัดธรรมจักรเสมาราม บ้านคลองขวาง อำเภอสูงเนิน

ในช่วงที่เดินทางไปถึงแดดกำลังดีแสงสีทองลอดผ่านอาคารกระทบกับองค์พระงดงามอย่างประหลาด องค์พระพุทธรูปหันพระเศียรไปทางทิศใต้ และผินพระพักตร์ ไปทางเบื้องตะวันออก แสดงปางปรินิพพาน เป็นศิปะพื้นเมืองอิทธิพลทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรตที่ 13-14 ก่อด้วยหินทรายหลายขนาดเรียงซ้อนกัน ขนาดองค์พระยาว 13.30 เมตร ห่างจากองค์พระนอนประมาณ 20 เมตรมีหินวงกลมรูปเสมาธรรมจักรขนากเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 31 เซ็นติเมตรมีอายุในยุคเดียวกัน แสดงว่าพระพุทธรูปหินองค์นี้และเสมาธรรมจักรมีอายุประมาณ 1200 ปี
ห่างจากวัดธรรมจักรฯไปไม่ไกลนักก็จะพบเมืองเสมา เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่รูปร่างค่อนข้างกลม มีคูเมืองและกำแพงดินล้อมรอบ ขนาดของเมืองกว้างประมาณ 3 กิโลเมตร ยาว 4 กิโลเมตร จากการขุมค้นทางโบราณคดีทำให้ทราบว่า เมืองเสมามีการเข้าอยู่อาศัยในสมัยทวารวดี ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 สันนิษฐานว่าเมืองนี้อาจจะมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรศรีจนาคะ มีการค้นพบจารึกเมืองเสมาที่กล่าวนามกษัตริย์ขอมองค์หนึ่งคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 5

ชุมชนโบราณแห่งนี้เชื่อกันว่าคือเมืองโคราชเก่า คาดว่าจะเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีชึ่งเป็นชุมชนแรกของโคราช มีการค้นพบโบราณวัตถุในบริเวณนี้มากมาย ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียงเนินดินเป็นแนวยาวคล้ายกำแพง เมืองเสมาเมืองแห่งนี้น่าจะเคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน จากนั้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ศูนย์กลางการปกครองเปลี่ยนไปอยู่ที่เมืองพิมาย เมืองโบราณแห่งนี้จึงถูกลดความสำคัญลง และถูกทิ้งร้างไป แต่ปัจจุบันมีหมู่บ้านหลายหมู่บ้านตั้งหลักแหล่งใกล้ๆบริเวณเมืองเก่าแห่งนี้
ข้างๆองค์พระนอนศิลามีหญิงสองคนๆหนึ่งร้อยพวงมาลัยดอกพิกุลขายพวงละยี่สิบบาท วันนั้นเราให้ยาย100 บาทแต่อยากได้ดอกไม้เพียงสามพวง ยายตอบด้วยรอยยิ้มที่น่ารักว่า “ไม่ได้หรอก เดี๋ยวก็เป็นการโกงลูกค้า ค้ากำไรเกินควร ดังนั้นควรหยิบไปให้ครบทั้งห้าพวงหรือไม่ก็ต้องรับเงินทอนอีก 40 บาท ยายอยู่กับพระไม่อยากโกงใครกิน" เราเลยต้องยอม แต่พอยื่นเงินให้แกกลับรับเงินไม่ถูกปล่อยให้เงินปลิวไปกับสายลมต่อหน้าต่อตา

ยายจึงบอกความจริงให้ฟังว่า "ยายตาบอดมองเห็นข้างเดียวซึ่งก็ริบหรี่เต็มทีแล้ว" แกหัวเราะแหะๆ ที่ได้บอกความจริง หญิงวัยกลางคนๆหนึ่งจึงเดินมาหยิบเงินส่งให้ เราพยายามสอบถามราคาดอกไม้ธูปเทียน แต่หญิงวัยกลางคนๆนั้นได้แต่ยิ้มและมองหน้าเฉย คุณยายจึงเฉลยว่า “มันไม่ได้ยินหรอก เพราะหูหนวก”อ้าวทำไมไม่บอกแต่แรกเราเอ่ยขึ้น
คุณยายยิ้มอย่างมีความสุข “ยายลืมไปนึกว่ามันตาบอด ยายหูหนวก” พูดจบคุณยายหัวเราะอย่างอารมณ์ดี คนหนึ่งตาบอดแต่หูดี อีกคนตาดีแต่หูหนวก ทำมาหากินด้วยกันได้ คนหนึ่งเป็นตาคนหนึ่งเป็นหู อยู่ด้วยกันได้พอดิบพอดี ธรรมชาติก็ไม่ได้โหดร้ายเกินไปนัก

หลังจากไหว้พระนอนหินเก่าแก่อายุนับพันปี และได้พูดคุยกับยายชรา ทำให้รู้สึกว่าชีวิตจริงของแต่ละคนนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการมากนัก ยายอยากดูความงามของสิ่งต่างๆ แต่มองไม่เห็น ส่วนหญิงวัยกลางคนมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัด แต่ไม่ได้ยินที่คนพูด หญิงสองคนอยู่ดูแลพระนอนหินเก่าแก่อย่างมีความสุข ฟังได้จากเสียงหัวเราะอย่างเพลิดเพลิน แม้ว่าวันเวลาในโลกนี้จะเหลืออยู่ไม่มากแล้วก็ตาม ชีวิตที่มีความสุขบางครั้งก็อาจจะได้มาจากการที่ได้ทำงานในสิ่งที่เรารัก การขายดอกไม้ให้นักท่องเที่ยวนำไปบูชาพระคงได้กำไรไม่มากนัก แต่หญิงสองคนก็ยังคงทำงานตามหน้าที่ต่อไป
พระไสยาสน์ศิลาโบราณบนแท่นบูชาเหมือนจะส่งรอยยิ้มคอยเตือนใจคนที่ไปนมัสการว่าสักวันหนึ่งพวกท่านก็ต้องนอนพักยาวเหมือนกัน ทั้งๆที่เศียรองค์พระศิลาเค้าโครงหน้าได้สึกกร่อนจนมองไม่เห็นพระพักตร์ที่แท้จริงแล้ว แต่ไฉนวันนั้นฉันจึงมองเห็นรอยยิ้มขององค์พระได้ชัดเจน
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
20/06/53