คนต่างจังหวัดที่เข้ามากรุงเทพมหานครครั้งแรกมักจะเคยประสบปัญหาอย่างหนึ่งคือหลงทาง อาจขึ้นรถเมล์ผิดสาย หรืออาจมัวเพลินกับความเจริญสวยงามต่างๆของเมืองหลวงเป็นต้น ในขณะเดียวกันกับคนเมืองหลวงก็ประสบปัญหาเดียวกันคือมักจะหลงทางเสมอเมื่อเดินทางไปต่างจังหวัด ผู้ที่หลงทางในต่างประเทศอาจต้องเสียเวลาเป็นวัน ส่วนคนที่เกิดมาแล้วหลงเดินในเส้นทางที่ผิดพลาดอาจต้องเสียเวลาไปทั้งชีวิต
หากรู้ตัวว่ากำลังหลงทางแล้วสอบถามจากผู้รู้ก็อาจจะเดินถูกทางได้ ผู้รู้ก็ต้องพิจารณาด้วยว่ารู้จริงหรือไม่ หากถามผิดคนก็มีแต่จะทำให้หลงทางหนักเข้าไปอีก มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งมีนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งเดินทางท่องเที่ยวไปในชนบทแห่งหนึ่งวันหนึ่งได้เดินทางมาถึงชายทะเล ขณะนั้นได้พบกับเด็กชาวประมงคนหนึ่งกำลังพาสุนัขวิ่งเล่นตามชายทะเลอย่างสบายใจ จึงแวะเข้าไปหาแล้วบอกว่า “ข้าคือนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าอยากรู้อะไรอนุญาตให้ถามได้หนึ่งคำถาม” เด็กคนนั้นจึงถามว่า “บนท้องฟ้ามีดาวกี่ดวง” นักปราชญ์ใหญ่ตอบไม่ได้ จึงบอกว่า “เจ้าถามไกลไป ถามใกล้กว่านี้หน่อย”ก็ได้เด็กชาวเลตอบพร้อมกับเอ่ยถามว่า “ขนตาของท่านมีกี่เส้น”นักปราชญ์ใหญ่ยืนงงพลางบอกว่า “เจ้าถามอะไรใกล้เกินไป ใครจะมีเวลาไปนับขนตาตัวเองเล่า”

“เป็นอันว่าเจ้าถามแล้วแต่ข้าตอบไม่ได้ คงต้องกลับไปศึกษาวิชาดาราศาสตร์และวิชากายภาพศาสตร์แล้วจะกลับมาตอบคำถามเจ้าอีกในโอกาสหน้า แต่ข้าอยากรู้ว่าถนนสายข้างริมชายหาดนี้จะไปไหน” นักปราชญ์เอ่ยถาม
เด็กคนนั้นจึงตอบว่า “ไหนว่าเป็นผู้หยั่งรู้ไง ทำไมไม่รู้ว่าถนนสายนี้จะไปไหน มันไม่ไปไหนหรอกมันอยู่ของมันอย่างนี้แหละ” เป็นอันว่านักปราชญ์ท่านนั้นไม่ได้อะไรเลยจากเด็กชาวประมงคนนั้น
ในพระพุทธศาสนาได้แสดงทางไว้หลากหลายเช่นทางไปสวรรค์ ทางไปนรก ทางไปนิพพานเป็นต้น มนุษย์เกิดมาต้องมีทางของตนเองนั่นคือมีหลักความเชื่อมีแนวทางในการปฏิบัติของตนเอง บางคนไม่เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง เกิดหนเดียวตายหนเดียว เลยเป็นเหตุให้ไม่ทำคุณงามความดี คนประเภทนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นเหมือนคนหลงทาง แต่ไม่เข้าหาผู้รู้เพราะยึดมั่นในความเห็นของตนเองเป็นหลัก ความเห็นของมนุษย์มีอยู่สองอย่างคือเห็นผิด(มิจฉาทิฐิ) และเห็นถูก(สัมมาทิฐิ)

มิจฉาทิฐิ คือเห็นผิด ได้แก่เห็นผิดจากคลองธรรมตามหลักกุศลกรรมบถอันประกอบด้วยกายกรรมสามประการคือฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม วจีกรรมสี่ประการได้แก่พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ และมโนกรรมสามประการคือเพ่งเล็งอยากได้ของเขา คิดร้ายผู้อื่น เห็นผิดจากคลองธรรม ความเห็นผิดเป็นความเห็นที่ไม่นำไปสู่การพ้นทุกข์ เราเรียกบุคคลผู้ยึดถือความเห็นเช่นนี้ว่าเป็นผู้หลงทาง
สัมมาทิฐิ คือการเห็นชอบได้แก่เห็นอริยสัจ เห็นไตรลักษณ์ หรือรู้จักทางแห่งความดี รู้จักทางแห่งความชั่ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฐิท่านแสดงไว้ในมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์(12/497/381) ความว่า ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มีสองประการคือ ความได้สดับแต่บุคคลอื่น และความทำในใจโดยแยบคาย” คนประเภทนี้เรียกว่าผู้เดินถูกทาง

คนส่วนหนึ่งไม่รู้ว่าทางที่กำลังเดินอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่ เส้นทางชีวิตที่กำลังดำเนินไปนั้นจะไปทางไหน นำไปสู่นรกหรือนำไปสู่สวรรค์กันแน่ แต่เพราะมีความยึดมั่นในความเห็นของตน อาจถือว่าตนเองก็เป็นผู้รู้คนหนึ่ง จึงไม่ยอมถามทางกับใคร มีแต่จะทำให้หลงทางจนกู่ไม่กลับ
ผู้รู้คนนั้นแม้จะถามถึงเส้นทางทั่วไป ก็ถามผิดคน เพราะเด็กไม่รู้ว่าคนถามต้องการอะไร จึงตอบตามประสาเด็กซึ่งมีธรรมชาติบริสุทธิ์ ถนนหนทางที่เขาเห็นไม่ได้ไปไหนจริงๆอยู่ที่นั่นมานานแล้ว ตามความเข้าใจของแก แต่คนถามมีเจตนาอยากรู้ว่าถนนสายที่กำลังเดินอยู่ในขณะนั้นมีจุดหมายอยู่ที่ใด บางครั้งถ้าเดินทางผิดก็ไปไม่ถึงจุดหมาย เหมือนกับคนที่อยากไปสวรรค์แต่กลับกำลังเดินไปตามเส้นทางที่นำไปสู่นรก เป็นประเภทคนหลงไม่ยอมถามทาง

คำว่า “ถูกจองจำกลับยินดี” เป็นปริศนาธรรมอย่างหนึ่งหมายความว่า เครื่องจองจำที่สำคัญที่สุดของมนุษย์มีสามอย่างคือบุตร สามีหรือภรรยา และทรัพย์สมบัติ คนส่วนมากยินดีที่มีสามีหรือภรรยา มีความยินดีที่ได้บุตร และยินดีที่มีทรัพย์ คนส่วนหนึ่งถูกสามสิ่งนี้จองจำไว้ โบราณจารย์ท่านกล่าวไว้เป็นภาษิตว่า “มีลูกเหมือนเชือกผูกคอ มีภรรยา(สามี)เหมือนปอผูกศอก มีทรัพย์เหมือนปลอกผูกขา” ทั้งบุตร ภรรยา(สามี)และทรัพย์จึงเหมือนเครื่องจองจำให้มนุษย์หลงติดอยู่ในสังสารวัฎ จนบางครั้งลืมสัจธรรมความจริงไป คนส่วนมากอยากเป็นคนรวยมากกว่าเป็นคนดี อยากเป็นเศรษฐีมากกว่าเป็นสาธุชน
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
26/04/53