วันนี้เริ่มต้นทำงานวันแรก หลังจากที่ได้หยุดสงกรานต์มาหลายวัน บางท่านได้บันทึกความทรงจีๆกลับมา แต่บางคนอาจโชคร้ายที่เห็นเรื่องที่ไม่อยากเห็น แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป อดีตเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วแก้ไขไม่ได้ แต่อนาคตเป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึงอาจเป็นไปตามที่เราตั้งความหวังไว้หรืออาจจะไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ก็ได้ แต่ปัจจุบันกำลังดำเนินไป หากทำชีวิตให้อยู่ในปัจจุบันได้ ชีวิตก็ยังสามารถทำงานตามความหวังได้ เพียงแต่ทำใจให้ลืมความหลังไม่ฝังใจอดีต ลืมความชังขังความรักไว้สักครู่
ความชังมาจากภาษาบาลีว่า “โทสะ” แปลว่าความประทุษร้าย ความโกรธ ความขัดเคือง ความเกลียดชัง ความมุ่งร้าย โทษ ความเสียหาย ความผิดพลาด ข้อบกพร่อง ข้อควรตำหนิ ส่วนคำว่า “ฉันทะ” แปลว่าความพอใจ ความรักใคร่ ความมุ่งหมาย
โทสะนั้นเป็นเหมือนไฟที่พร้อมจะเผาผลาญโลกทั้งโลกให้เป็นมอดไหม้ไปได้ เมื่อเกิดขึ้นในใจของใครแล้วนอกจากจะเผาไหม้ตัวเองแล้วยังพร้อมจะทำร้ายผู้อื่นได้ทุกเมื่อ การสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในจิตใจจึงเป็นสิ่งที่ควรละเว้น เพราะเป็นฝ่ายทำลายล้าง
ส่วนคำว่าความรักอาจตีความหมายได้หลายอย่าง เพราะความรักมีหลายประเภท ตรงกันข้ามกับความเกลียดชัง แต่ก็ยังจัดเป็นกิเลสประเภทหนึ่งเพราะทำให้ผู้ที่รักมากเกินไปเกิดความทุกข์ได้ง่าย ตอนที่ยังมีความรักก็เป็นเหมือนกับโลกทั้งโลกเป็นของเรา แต่พอสูญเสียก็ดูเหมือนกับว่าโลกจะโหดร้ายกับเราคนเดียว

หลวงตาแดงกับหลวงตาเหลือง(นามสมมุติ) ชอบคนละสีคนหนึ่งชอบคนเสื้อแดง อีกคนหนึ่งชอบคนเสื้อเหลือง หลวงตาแดงเฝ้าดูการถ่ายทอดการปราศรัยของคนเสื้อแดงมานาน เมื่อโทรทัศน์ของคนเสื้อแดงถูกปิดก็ไม่มีความสุขด่ารัฐบาลว่าไม่เป็นธรรมไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ปิดหูปิดตาประชาชน หันมาฟังวิทยุแทนก็ถูกปิดอีก วันนี้หากหลวงตาแดงพบใครก็จะโจมตีรัฐบาลว่าทำไม่ถูก
หลวงตาเหลืองคอยติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายพันธมิตรเสื้อเหลือง ทุกอย่างที่ฝ่ายเสื้อเหลืองนำเสนอก็ถูกอกถูกใจไปหมด ในขณะเดียวกันก็โจมตีพวกเสื้อเหลืองว่าไม่เคารพกฎหมาย เอากฎหมู่เข้าข่มขู่รัฐบาล เป็นพวกผู้ก่อการร้ายทำลายเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม พูดจาก้าวร้าวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของเยาวชน

หลวงตาทั้งสองก็ชอบมาสนทนากับหลวงตาไซเบอร์เสมอ แต่มักจะมาคนละเวลากัน เพราะถ้ามาพร้อมกันเมื่อไหร่จะมีเรื่องถกเถียงกันทุกที ความเห็นต่างกันทำให้คนเกิดความเกลียดชังและเกิดความชอบความรักไม่เหมือนกัน หากมัวแต่หวังจะเอาชนะกันอย่างเดียวก็ยิ่งจะก่อให้เกิดความรุนแรง แต่หลวงตาทั้งสองยังอยู่ในสมณเพศ แม้จะมีความเห็นต่างแต่ก็อยู่ร่วมกันได้ หลวงตาไซเบอร์เสนอว่าไม่เอาทั้งสองสีนั่นแหละ พระสงฆ์ไม่ควรมีสีอื่นควรมีสีเดียวคือ “สีเลน” หมายถึงควรมีศีลอย่างเดียว
การที่จะทำให้สองฝ่ายประสานประโยชน์กันได้ควรมีคนกลางที่ทั้งสองเคารพนับถือเชื่อถือได้เป็นผู้คนกลางในการเจรจา ไม่ควรปล่อยให้เจรจากันเอง เพราะจะไม่มีวันจบ เหมือนกับนักมวยก็ต้องมีกรรมการคอยห้ามการแข่งขันจึงจะดำเนินไปตามกติกา

ในพระพุทธศาสนาเมื่อสงฆ์เกิดแตกกัน พระพุทธเจ้าได้วางกฎไว้ว่าต้องมีพระภิกษุผู้เป็นกลางทำให้เกิดความสมานฉันท์กัน ภิกษุรูปนั้นต้องมีคุณสมบัติดังที่แสดงไว้ในวินัยปฏก ปริวาร (8/975/305)ว่า ในการทำงานนี้ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักประกอบด้วยองค์สี่ย่อมสมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้สามัคคีได้คือไม่มีฉันทาคติ ไม่มีโทสาคติ ไม่มีโมหาคติ ไม่มีภยาคติ” คนกลางเมื่อไม่ใจลำเอียงเพราะความชอบ ลำเอียงเพราะความชัง ลำเอียงเพราะความหลง และลำเอียงเพราะความกลัว ย่อมสามารถสานประโยชน์ทั้งสองฝ่ายได้
ส่วนผู้ที่มีความลำเอียงในใจท่านเปรียบเหมือนหยากเยื่อในท่ามกลางฝูงชน ดังที่ปรากฎในภัตตุเทสกสูตร อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต(21/20/18)ว่า ผู้มีปรกติถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ เราเรียกว่าเป็นหยากเยื่อในบริษัท อันสมณะผู้รู้กล่าวแล้วอย่างนี้ ส่วนชนเหล่าใดตั้งอยู่ในธรรม มีปรกติไม่ถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ย่อมไม่กระทำกรรมอันลามก เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นสัตบุรุษที่น่าสรรเสริญ ก็แลบุคคลนี้เราเรียกว่าเป็นผู้ผุดผ่องในบริษัท อันสมณะผู้รู้กล่าวแล้วอย่างนี้

เก็บความชังขังความรักไว้สักครู่ แล้วหันหน้ามาดูสภาพความเป็นจริง เปิดการเจรจากันเพื่อหาทางให้เกิดความสงบสันติ คนทั่วไปก็เหมือนกันในที่ทำงานอาจมีหลายสี หากไม่ระมัดระวังอาจเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ สีที่ไม่ทะเลาะกับใครคือ “สีเลน” เพราะศีลแปลว่าความเป็นปกติทางกายและวาจา อย่าเป็นหยากเยื่อในท่ามกลางฝูงชนเลย ควรพยายามเป็นผู้ผุดผ่องจะดีกว่า หากไม่ลืมซึ่งความหลัง หากแต่ละคนยังมีใจเอนเอียงในความรัก ความเกลียดชัง ความหลง และความกลัว อย่าหวังว่าสังคมจะเกิดการปรองดองกันได้เลย
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
19/04/53