Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

              กรณีปราสาทเขาพระวิหารที่ประเทศกัมพูชาต้องการที่จะสเนอชื่อเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่รัฐบาลไทยไม่เห็นด้วยจึงเสนอคัดค้าน ในที่สุดมติที่ประชุมก็ได้เลื่อนการพิจารณาออกไปอีกเป็นเวลาหนึ่งปี ปราสาทเขาพระวิหารจึงยังคงเป็นปัญหาต่อไป ทำให้บริเวณชายแดนไทยและกัมพูชาร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้ง และมีแนวโน้มว่าเหตุการณ์จะไม่ยุติง่ายๆ สามชายแดนใต้ก็ร้อนระอุ อีสานใต้ก็ร้อนรุ่ม ไหนจะมีปัญหาเรื่องสีแดงสีเหลืองที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดความอาฆาต ในที่สุดก็กำลังจะกลายเป็นความพยาบาทจองเวรกันในสังคม 
             ในโลกมีคนที่ผูกความอาฆาตพยาบาทจองเวรกันโดยเจตนาเพราะความไม่พอใจ ไม่ได้อย่างที่ใจคิด เลยกลายเป็นคู่เวรกันหลายชาติ ความอาฆาตมักจะมาพร้อมกับความพยาบาท คนทั่วไปเมื่อพูดถึงอาฆาต จึงมักจะพูดว่าอาฆาตพยาบาทท่านให้ความหมายเชื่อมโยงไปถึงการผูกโกรธดังที่ปรากฏในอรรถกถา วินัยปิฎก มหาวิภังค์ว่า  “เมื่อให้ความผูกโกรธเกิดขึ้น   ชื่อว่าได้ผูกความโกรธของตนไว้ในบุคคลผู้นั้น อธิบายว่าให้ความอาฆาต เกิดขึ้น บ่อย ๆ (วิ. มหา.อ.  4/ 525) ความโกรธ การผูกโกรธ ความพยาบาทอาฆาตเป็นผลสืบเนื่องกัน
เหตุแห่งการผูกอาฆาต
             เหตุแห่งการผูกอาฆาตนั้นท่านแสดงไว้ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค(ที. ปา11/ 351/ 237) แสดงถึงอาฆาตวัตถุไว้  9 ประการว่า
             1. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่าผู้นี้ได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แก่เราแล้ว
             2. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่าผู้นี้กำลังประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
             3. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่าผู้นี้จักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา 
             4. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่าผู้นี้ได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเราแล้ว   
             5. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่าผู้นี้กำลังประพฤติสิ่งที่ ไม่เป็นประโยชน์ก็บุคคลผู้เป็นที่รัก ป็นที่ชอบใจของเรา
             6. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่าผู้นี้จักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของเรา
             7. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่าผู้นี้ได้ประโยคพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รัก  ไม่เป็นที่ชอบใจของเราแล้ว
             8. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่าผู้นี้กำลังประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รัก   ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา
             9. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่าผู้นี้จักประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รัก  ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา 

 

 

             ในช่วงแห่งการแข่งขันทางการเมืองคงมีคนผู้อาฆาตกันหลายคู่ เพราะแต่ละฝ่ายเพื่อจะยกความดีของตน  อย่าว่าแต่เรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้เลยซึ่งเป็นเรื่องของการเมืองและปัญหาระหว่างประเทศที่คนยังเป็นปุถุชนยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส แม้แต่พระพุทธเจ้าผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้ก็ยังมีคนผูกอาฆาตจองเวรมาหลายแสนชาติ บางครั้งการจองเวรเกิดขึ้นโดยที่เราก็ไม่ได้รู้สึกตัว กรรมเราทำเอง แต่เวรต้องมีผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่สองคนขึ้นไป

พระเทวทัตผูกอาฆาตพระพุทธเจ้า
 
        ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนามีเรื่องของการผูกอาฆาตที่ชาวพุทธรู้จักกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือเรื่องพระเทวทัตผูกอาฆาตพระพุทธเจ้าเพราะพระพุทธองค์ไม่ให้พระเทวทัตปกครองสงฆ์ตามคำทูลขอ มีเรื่องปรากฏในพระวินัยปิฎก จุลวรรค(วิ. จุล. 7/ 361 / 283)ว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าอันบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อมแล้ว   ประทับนั่งแสดงธรรมแก่บริษัทพร้อมทั้งพระราชา   ครั้งนั้นพระเทวทัตลุกจากอาสนะห่มผ้าเฉวียงบ่า นั่งกระโหย่งประคองอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า  “พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระชราแล้ว เป็นผู้เฒ่าแก่หง่อมแล้ว ล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว  บัดนี้ขอพระองค์จงทรงขวนขวายน้อย  ประกอบทิฏฐธรรมสุขวิหารอยู่เถิด  ขอจงมอบภิกษุสงฆ์แก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจักปกครองภิกษุสงฆ์เอง” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า อย่าเลยเทวทัต เธออย่าพอใจที่จะปกครองภิกษุสงฆ์เลย
           พระเทวทัตกราบทูลถึงสามครั้ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนเทวทัต  แม้แต่สารีบุตรและโมคคัลลานะเรายังไม่มอบภิกษุสงฆ์ให้  ไฉนจะพึงมอบให้เธอผู้เช่นซากศพผู้บริโภคปัจจัย เช่นก้อนเขฬะ(น้ำลาย)เล่า”
           พระเทวทัตคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรุกรานเรากลางบริษัทพร้อมด้วยพระราชา ด้วยวาทะว่าบริโภคปัจจัยดุจก้อนเขฬะ  ทรงยกย่องแต่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ  จึงโกรธ  น้อยใจ  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทำประทักษิณแล้วกลับไป   นี่แหละพระเทวทัตได้ผูกอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นครั้งแรก
             การผูกอาฆาตของพระเทวทัตนำไปสู่บทสรุปที่น่าเศร้าใจคือถูกแผ่นดินสูบ ถ้าพระเทวทัตไม่ผูกอฆาตในพระพุทธเจ้าก็อาจจะได้รับอริยผลแทน 
             การผูกอาฆาตของพระเทวทัตกับพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลเกิดจากการต้องการอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ แต่หากย้อนไปในอดีตเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นนายวาณิชก็เคยผูกอาฆาตไว้ต่อกันดังมีเรื่องเล่าในอรรถกถาเสรีววาณิชชาดก เมื่อครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งผู้ละความเพียรแล้วได้ทรงนำเอาอดีตนิทานมาแสดงว่า  “ในอดีตกาล  ในกัปที่ 5 แต่ภัทรกัปนี้  พระโพธิสัตว์ได้เป็นพ่อค้าเร่ชื่อว่าเสรีวะ ในแคว้นเสริวรัฐ  เสรีววาณิชนั้นเมื่อไปเพื่อต้องการค้าขายกับพ่อค้าเร่ผู้โลเลคนหนึ่ง ข้ามแม่น้ำนีลพาหะ เข้าไปยังพระนครอริฏฐปุระ  แยกกันไปคนละทางกัน เที่ยวขายสินค้าในถนนที่มีคนมาชุมนุมกัน ฝ่ายวาณิชนอกนี้ยึดเอาถนนอีกสายหนึ่ง ในนครนั้นได้มีตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง เป็นตระกูลเก่าแก่  บุตรพี่น้องและทรัพย์สินทั้งปวงได้หมดสิ้นย่อยยับไปเหลืออยู่แต่เด็กหญิงคนหนึ่งอยู่กับยาย   ยายหลานกระทำการรับจ้างคนอื่นเลี้ยงชีวิต  ก็ในเรือน ได้มีถาดทองที่มหาเศรษฐีของยายกับหลานนั้น  เคยใช้สอยถูกเก็บไว้กับภาชนะอื่น ๆ   เมื่อไม่ได้ใช้สอยนานาน  เขม่าก็จับ  ยายและหลานเหล่านั้น  ย่อมไม่รู้แม้ความที่ถาดนั้นเป็นถาดทอง

            วาณิชโลเลคนนั้นเที่ยวร้องขายของว่าจงถือเอาเครื่องประดับ จงถือเอาเครื่องประดับ ได้ไปถึงประตูบ้านนั้น  กุมาริกานั้นเห็นวาณิชนั้นจึงกล่าวกะยายว่า ยาย ขอยายจงซื้อเครื่องประดับอย่างหนึ่งให้หนู  ยายกล่าวว่าหนูเอ๋ยเราเป็นคนจนจักเอาอะไรไปซื้อ  กุมาริกากล่าวว่าพวกเรามีถาดใบนี้อยู่  และถาดใบนี้ไม่เป็นอุปการะเกื้อกูลแก่พวกเรา  จงให้ถาดใบนี้แล้วถือเอาเครื่องประดับเถิด ยายจึงให้เรียกนายวาณิชมาแล้วให้นั่งบนอาสนะให้ถาดใบนั้นแล้ว กล่าวว่าเจ้านายท่านจงถือเอาถาดนี้แล้วให้เครื่องประดับอะไรก็ได้แก่หลานสาวของท่าน   นายวาณิชเอามือจับถาดนั่นแล   คิดว่าจักเป็นถาดทอง   จึงพลิกเอาเข็มขีดที่หลังถาดรู้ว่าเป็นทอง   จึงคิดว่าเราจักไม่ให้อะไรแก่สองคนนี้  จะนำเอาถาดนี้ไป แล้วกล่าวว่าถาดใบนี้จะมีราคาอะไร ราคาของถาดใบนี้แม้กึ่งมาสกก็ยังไม่ถึง จึงโยนไปที่ภาคพื้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป

             พระโพธิสัตว์คิดว่า คนอื่นย่อมได้เพื่อจะเข้าไปยังถนนที่นายวาณิชนั้น เข้าไปแล้วออกไป   จึงเข้าไปยังถนนนั้นร้องขายของว่า   จงถือเอาเครื่องประดับได้ไปถึงประตูบ้านนั้น  นางกุมาริกานั้นกล่าวกะยายเหมือนอย่างนั่นแหละอีก  ลำดับนั้นยายได้กล่าวกะกุมาริกานั้นว่าหลานเอ๋ยนายวาณิชผู้มายังเรือนนี้  โยนถาดนั้นลงบนภาคพื้นไปแล้ว บัดนี้เราจักให้อะไรแล้วถือเอาเครื่องประดับ  กุมาริกากล่าวว่ายายนายวาณิชคนนั้น  พูดจาหยาบคายส่วนนายวาณิชคนนี้น่ารักพูดจาอ่อนยนคงจะรับเอา ยายกล่าวว่าถ้าอย่างนั้นจงเรียกเขามา  กุมาริกานั้นจึงเรียกนายวาณิชนั้นมา  จากนั้นยายและหลานได้ให้ถาดใบนั้นแก่พระโพธิสัตว์  พระโพธิสัตว์นั้น  รู้ว่าถาดนั้นเป็นถาดทอง   จึงกล่าวว่าแม่ถาดใบนี้มีค่าตั้งแสนสินค้าอันมีค่าเท่าถาด  ไม่มีในมือของเรา   ยายและหลานจึงกล่าวว่า   เจ้านายนายวาณิชผู้มาก่อนพูดว่า ถาดใบนี้มีค่าไม่ถึงแม้กึ่งมาสก  แล้วเหวี่ยงถาดลงพื้นไป   แต่ถาดใบนี้จักเกิดเป็นถาดทอง  เพราะบุญของท่าน   พวกเราให้ถาดใบนี้ แก่ท่าน  ท่านให้อะไรก็ได้แก่พวกเรา  แล้วถือเอาถาดใบนี้ไปเถิด  ขณะนั้นพระโพธิสัตว์จึงให้กหาปณะ  500    ซึ่งมีอยู่ในมือและสินค้าซึ่งมีราคา 500 กหาปณะทั้งหมดแล้วขอเอาไว้เพียงเท่านี้ว่า   ท่านทั้งหลายจงให้ตาชั่งนี้กับถุงและกหาปณะ  8  กหาปณะแก่ข้าพเจ้าแล้วถือเอาถาดนั้นหลีกไป พระโพธิสัตว์นั้นรีบไปยังฝั่งแม่น้ำให้นายเรือ  8  กหาปณะแล้วขึ้นเรือไป  ฝ่ายนายวาณิชพาลหวนกลับไปเรือนนั้นอีก   แล้วกล่าวว่าท่านจงนำถาดใบนั้นมา  เราจักให้อะไรบางอย่างแก่ท่าน   หญิงนั้นบริภาษนายวาณิชพาลคนนั้นแล้วกล่าวว่า ท่านได้กระทำถาดทองอันมีค่าตั้งแสนของพวกเราให้มีค่าเพียงกึ่งมาสก แต่นายวาณิชผู้มีธรรมคนหนึ่งเหมือนกับ นายท่านนั่นแหละให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่พวกเราแล้วถือเอาถาดทองนั้นไปแล้ว    นายวาณิชพาลได้ฟังดังนั้น คิดว่าเราเป็นผู้เสื่อมจากถาดทองอันมีค่าตั้งแสน   วาณิชคนนี้ทำความเสื่อมอย่างใหญ่หลวงแก่เราหนอ เกิดความโศก ไม่อาจดำรงสติไว้ได้  จึงสลบไป   พอฟื้นขึ้นมาได้โปรยกหาปณะที่อยู่ในมือ   และสิ่งของไว้ที่ประตูเรือนนั่นแหละ  ทิ้งผ้านุ่งผ้าห่ม   ถือคันชั่งทำเป็นไม้ค้อน หลีกไปตามรอยเท้าของพระโพธิสัตว์    ไปถึงฝั่งแม่น้ำนั้น      เห็นพระโพธิสัตว์กำลังไปอยู่จึงกล่าวว่านายเรือผู้เจริญท่านจงกลับเรือ   พระโพธิสัตว์ห้ามไว้
             เมื่อนายวาณิชพาลเห็นพระโพธิสัตว์ไปอยู่นั้นก็เกิดความโศก  หทัยร้อน   เลือดพุ่งออกจากปาก  หทัยแตก   เหมือนโคลนในบึงฉะนั้น  วาณิชพาลนั้นผูกอาฆาตพระโพธิสัตว์   ถึงความสิ้นชีวิตลง  ณ ที่นั้นนั่นเอง  นี้เป็นการผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์ของพระเทวทัตเป็นครั้งแรก พระโพธิสัตว์การทำบุญมีทานเป็นต้นได้ไปตามยถากรรม
             พระศาสดาทรงถือเอายอดด้วยพระอรหัต  ทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้    แก่ภิกษุนี้อย่างนี้แล้วทรงประกาศสัจจะทั้งสี่ ในเวลาจบสัจจะภิกษุผู้ละความเพียรดำรงอยู่ในพระอรหัตอันเป็นผลเลิศ  แม้พระศาสดาก็ทรงตรัสเรื่องสองเรื่องสืบต่อกัน  แล้วทรงประชุมชาดกว่า   “วาณิชพาลในกาลนั้น ได้เป็นพระเทวทัตในบัดนี้  นายวาณิชผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้นได้เป็นเราตถาคต”
             จะเห็นได้ว่ามิใช่แต่คนธรรมดาเท่านั้นที่ผูกอาฆาต แม้แต่พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลผู้เลิศในโลกยังมีผู้อาฆาตไว้ยาวนาน 

 

ลักษณะแห่งความอาฆาต
             ลักษณะแห่งความอาฆาตพระสารีบุตรเถระแสดงไว้ว่าอาฆาตเป็นหน้าที่ของความโกรธดังที่แสดงไว้ใน อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์เล่มหนึ่งภาคหนึ่ง(ม. มู.อ. 1/253) ว่า “ โกธะมีลักษณะเฉพาะ คือความเดือดดาลหรือความดุร้าย  มีหน้าที่คือผูกอาฆาตและผลที่ปรากฏออกมาคือความประทุษร้าย อุปนาหะ มีลักษณะเฉพาะคือความผูกโกรธ    มีหน้าที่คือไม่ยอมสลัดทิ้งการจองเวร     และผลที่ปรากฏออกมาคือโกรธติดต่อเรื่อยไป  สมด้วยคำที่พระโบราณาจารย์กล่าวไว้อย่างนี้ว่า  โกธะเกิดก่อน อุปนาหะจึงเกิดภายหลังเป็นต้น  มักขะมีลักษณะเฉพาะคือลบหลู่คนอื่นมีหน้าที่คือทำคุณของคนอื่นนั้นให้พินาศและผลที่ปรากฏออกมาคือการปกปิดคุณของคนอื่นนั้น 

วิธีบรรเทาความอาฆาต
             เมื่อความอาฆาตเกิดขึ้นท่านแสดงวิธีบรรเทาความอาฆาตไว้ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค อาฆาตปฏิวินัย  9  ว่า
             1. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่าเขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้วเพราะเหตุนั้นการที่จะไม่ให้มีการประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน 
              2. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่าเขาประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราเพราะเหตุนั้นการที่จะไม่ให้มีการประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน
                3. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่าเขาจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา เพราะเหตุนั้นการที่จะไม่ให้มีการประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน
               4.  บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่าเขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว  เพราะเหตุนั้นการที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน       
                  5.  บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่าเขาประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลเป็นที่รักที่ชอบใจของเรา  เพราะเหตุนั้นการที่จะไม่มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน
                 6. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า  เขาจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคล  ผู้เป็นที่ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ  เพราะเหตุนั้นการที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน
                   7. บรรเทาความอาฆาตด้วยคิดว่าเขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รัก  ไม่เป็นที่ชอบใจของเราแล้ว  เพราะเหตุนั้นการที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน
                   8. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่าเขาประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รัก  ไม่เป็นชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน 
                   9. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่าเขาจักประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รัก  ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้นการที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน (ที. ปา. 11/352/ 246)



ธรรมระงับความอาฆาต
             ธรรมระงับความอาฆาตท่านแสดงไว้ในพระสูตรไว้ว่าในอาฆาตวรรคที่สอง ปฐมอาฆาตวินยสูตร พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจกว่าด้วยธรรมระงับความอาฆาตห้าประการว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ระงับความอาฆาตซึ่งเกิดขึ้น แก่ภิกษุโดยประการทั้งปวงห้าประการนี้คือ  (1) ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใดพึงเจริญเมตตาในบุคคลนั้น  (2)ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใดพึงเจริญกรุณาในบุคคลนั้น (3)  ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด  พึงเจริญอุเบกขาในบุคคลนั้น (4)  ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใดพึงถึงการไม่นึกไม่ใฝ่ใจในบุคคลนั้น  (5) ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใดพึงนึกถึงความเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ  ตนให้มั่นในบุคคลนั้นว่าท่านผู้นี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน เป็นทายาทแห่งกรรม  มีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่ง  จักทำกรรมใดดีก็ตามชั่วก็ตามจักเป็นทายาท  (ผู้รับผล)   ของกรรมนั้น   ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้น   ด้วยประการฉะนี้   (องฺ ปญฺจก.14/161/338)
             ในอรรถกถาปฐมอาฆาตวินยสูตร  มีคำอธิบายว่าที่ชื่อว่า   อาฆาตวินยะ  เพราะอรรถว่า   สงบระงับอาฆาต   เมื่อความอาฆาตเกิดขึ้นแก่ภิกษุในอารมณ์ใด   พึงระงับความอาฆาตทั้งหมดนั้นในอารมณ์นั้นด้วยอาฆาตฏิวินัย ( ธรรมระงับอาฆาต)  5  เหล่านี้     พึงเจริญเมตตาด้วยติกฌาน(ฌานหมวด 3) และจตุกฌาน (ฌานหมวด 4)  แม้ในกรุณาก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่อุเบกขาควรเจริญด้วยจตุกฌาน  (ฌานหมวด 4)  และปัญจกฌาน  (ฌานหมวด 5)   ก็เพราะจิต   (อาฆาต )  ของผู้ที่เห็นบุคคลใดยังไม่ดับ  มุทิตาจึงไม่ปรากฏในบุคคลนั้น  ฉะนั้นท่านจึงไม่กล่าวถึงมุทิตา      พึงตัดความระลึกถึงในบุคคลนั้นโดยอาการที่บุคคลนั้นไม่ปรากฏเป็นเหมือนเอาฝาเป็นต้น กั้นไว้ฉะนั้น  (องฺ ปญฺจก.อ.36/161/338)
             ท่านยังแสดงธรรมระงับความอาฆาตไว้ในทุติยอาฆาตวินยสูตร  ว่าด้วยธรรมระงับความอาฆาตอีก 5 ประการความว่าครั้งนั้น   ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว  ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่าดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย  ธรรมเป็นที่ระงับความอาฆาต    ซึ่งเกิดขึ้นแก่ภิกษุโดยประการทั้งปวงห้าประการคือ(1)บุคคลบางคนในโลกนี้   เป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ แต่  เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์   ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลแม้เช่นนี้ (2) อนึ่งบุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ แต่เป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์   ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลแม้เช่นนี้ (3) อนึ่งบุคคลบางคนในโลกนี้    เป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์   เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์   แต่ย่อมได้ทางสงบใจ   ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร  ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลแม้เช่นนี้   (4)อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้      เป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์   เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์   และย่อมไม่ได้ทางสงบใจ ไม่ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร  ภิกษุพึงรู้งับความอาฆาตในบุคคลแม้เช่นนี้  (5)อนึ่ง  บุคคลบางคนในโลกนี้   เป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์     เป็นผู้มีความประพฤติวาจาบริสุทธิ์   และย่อมได้สงบทางใจ   ย่อมได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควรภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลแม้เช่นนี้

            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในบุคคล 5  จำพวกนั้น  บุคคลใด เป็นผู้ความประพฤติทางกายไม่ริสุทธิ์   (แต่)  เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์  ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างไร  เหมือนอย่างว่า   ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุล  เป็นวัตร  เห็นผ้าเก่าที่ถนน  เหยียบให้มั่นด้วยเท้าซ้าย  เขี่ยออกดูด้วยเท้าขวาส่วนใดเป็นสาระ     ก็เลือกถือเอาส่วนนั้นแล้วหลีกไปแม้ฉันใด บุคคลใดเป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์  (แต่)  เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์  ความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ส่วนใดของเขา ภิกษุไม่พึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้น   ส่วนความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ส่วนใดของเขา   ภิกษุพึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้นฉันนั้น   ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้น อย่างนี้            
           ดูก่อนอาวุโสทั้งหลายบุคคลใดเป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์  (แต่)   เป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์      ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างไร   เหมือนอย่างว่า  สระน้ำที่ถูกสาหร่ายและแหนคลุมไว้บุรุษผู้เดินทางร้อนอบอ้าว  เหนื่อยอ่อน  ระหายน้ำ   เขาลงสู่สระน้ำนั้น    แหวก สาหร่ายและแหนด้วยมือทั้งสองแล้วกอบน้ำขึ้นดื่มแล้วพึงไปแม้ฉันใด บุคคลใด    เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์   (แต่)   เป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์  ความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ส่วนใดของเขาภิกษุไม่พึงใส่ใจในส่วนนั้นในสมัยนั้น  ส่วนความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ส่วนใดของเขา   ภิกษุพึงใส่ใจในส่วนนั้นในสมัยนั้น    ฉันนั้น    ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนี้อย่างนี้                                                              
           ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย  บุคคลใดเป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์  แต่ย่อมได้ทางสงบใจได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างไร  เหมือนอย่างว่า  น้ำเล็กน้อยมีอยู่ในรอยโค  บุรุษผู้เดินทางร้อนอบอ้าวเหนื่อยอ่อน  ระหายน้ำ   เขาพึงเกิดความคิดอย่างนี้ว่า   น้ำเล็กน้อยมีอยู่ในรอยโคนี้   ถ้าเราจะกอบขึ้นดื่มหรือใช้ภาชนะตักขึ้นดื่มไซร้    เราก็จักทำน้ำนั้นให้  ไหวบ้าง   ให้ขุ่นบ้าง   ให้ไม่เป็นที่ควรดื่มบ้าง   ถ้ากระไรเราพึงคุกกเข่าก้มลงดื่มน้ำอย่างโคดื่มน้ำแล้วหลีกไปเถิด  เขาคุกเข่าก้มลงดื่มน้ำอย่างโคดื่มน้ำแล้วไปแม้ฉันใด บุคคลใดเป็นผู้มิความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์  เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์  แต่ย่อมได้ทางสงบใจได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร    ความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ส่วนใดของเขา   ภิกษุไม่พึงใส่ใจส่วนนั้นสมัยนั้น  แม้ความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ส่วนใดของเขาภิกษุก็ไม่พึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้น แต่การได้ทางสงบใจได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควรส่วนใดของเขา    ภิกษุพึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้น  ฉันนั้นภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนั้น
          ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย  บุคคลใดเป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์  เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์และย่อมไม่ได้ทางสงบใจไม่ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร   ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างไร  เหมือนอย่างว่า  บุรุษผู้อาพาธ  มีทุกข์   เป็นไข้หนัก    เดินทางไกลแม้ข้างหน้าเขาก็มีบ้านอยู่ไกล     แม้ข้างหลังเขาก็มีบ้านอยู่ไกล  เขาไม่พึงได้อาหารที่สบายถูกโรค เภสัชที่สบาย   ผู้พยาบาลที่สมควร   และผู้นำทางไปสู่บ้าน   บุรุษบางคนผู้เดินทางไกลพึงเห็นเขา  บุรุษนั้นพึงเข้าไปตั้งความกรุณาความเอ็นดู     ควานอนุเคราะห์ในเขาว่า   โอคน  ๆ นี้พึงได้อาหารที่สบายเภสัชที่สบาย   ผู้พยาบาลที่สมควร   และผู้นำทางไปสู่บ้าน   ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะเหตุว่า     คน ๆ นี้อย่าถึงความพินาศฉิบหาย  ณ ที่นี้เลย      แม้ฉันใดบุคคลใดเป็นผู้มีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์     เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์และย่อมไม่ได้ทางสงบใจ ไม่ได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควรภิกษุพึงเข้าไปตั้งความกรุณา   ความเอ็นดู   ความอนุเคราะห์  ในบุคคลแม้เห็นปานนี้ว่า   โอท่านผู้นี้พึงละกายทุจริตแล้ว  อบรมกายสุจริต  พึงละวจีทุจริตแล้วอบรมวจีสุจริต  พึงละมโนทุจริตแล้ว   อบรมมโนสุจริต     ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะเหตุว่า  ท่านผู้นี้เมื่อตายไปแล้ว   อย่าเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต  นรกฉันนั้น   ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้.
           ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บุคคลใด  เป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์     ย่อมได้ทางสงบใจ    และย่อมได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร       ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างไรเหมือนอย่างว่า  สระน้ำที่มีน้ำใส  มีน้ำอร่อยดี  มีน้ำเย็น  มีน้ำขาว    มีท่าน้ำราบเรียบ      น่ารื่นรมย์ดาดาษไปด้วยต้นไม้พันธุ์ต่าง ๆ บุคคลผู้เดินทางร้อนอบอ้าว  เหนื่อย  อ่อน  ระหายน้ำ   เขาพึงลงสู่สระน้ำนั้น    อาบบ้าง   ดื่มบ้างแล้วขึ้นมานั่งบ้าง  นอนบ้าง     ที่ร่มไม้ใกล้สระน้ำนั้น    แม้ฉันใด    บุคคลใดเป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์     เป็นผู้มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ ย่อมได้ทางสงบใจ      และย่อมได้ความเลื่อมใสโดยกาลอันสมควร     แม้ความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ส่วนใดของเขา   ภิกษุพึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้น  แม้ความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ส่วนใดของเขา     ภิกษุพึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้น    แม้การได้ทางสงบใจ   ได้ความเลื่อมใสโดยการอันสมควร    ส่วนใดของเขา  ภิกษุพึงใส่ใจส่วนนั้นในสมัยนั้นฉันนั้น     ภิกษุพึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นอย่างนี้.  ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย  เพราะอาศัยบุคคลผู้เป็นที่น่าเลื่อมใสโดยประการทั้งปวง   จิตย่อมเลื่อมใส.
           ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย  ธรรมเป็นที่ระงับความอาฆาต ซึ่งเกิดขึ้นแก่ภิกษุโดยประการทั้งปวง  5  ประการนี้แล   (องฺ.ปญจก. 22/ 162/ 342)
                    
เหตุกำจัดความอาฆาต
   
           เหตุกำจัดความอาฆาต 9 ประการมีแสดงไว้ในทุติยอาฆาตสูตรว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เหตุเครื่องกำจัดความอาฆาต  9  ประการนี้คือ (1) บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาตได้ด้วยคิดว่าคนโน้นได้ประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่เราแล้วเพราะเหตุนั้นที่ไหนเราจะพึงได้การประพฤติประโยชน์ในบุคคลนี้เล่า (2) คนโน้นย่อมประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่เรา เพราะเหตุนั้นที่ไหนเราจะพึงได้การประพฤติประโยชนในบุคคลนี้เล่า  (3) คนโน้นจักประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่เรา    เพราะเหตุนั้น   ที่ไหนเราจะพึงได้การประพฤติประโยชน์ในบุคคลนี้เล่า    (4)   บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาต  ด้วยคิดว่าคนโน้นได้ประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว     เพราะเหตุนั้น     ที่ไหนเราจะพึงได้การประพฤติประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราในบุคคลนี้    (5)   คนโน้นย่อมประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา     เพราะเหตุนั้น    ที่ไหนเราจะพึงได้การประพฤติประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราในบุคคลนี้เล่า    (6)    คนโน้นจักประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา    เพราะเหตุนั้น   ไหนเราจะพึงได้การประพฤติประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราในกาลนี้เล่า   (7)  บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยคิดว่า   คนโน้นได้ประพฤติประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว  เพราะเหตุนั้น  ที่ไหนเราจะพึงได้การประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราในบุคคลนี้เล่า     (8)   คนโน้นย่อมประพฤติประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราเพราะเหตุนั้น     ที่ไหนเราจะพึงได้การประพฤติสิ่งที่มิใช่ประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราในบุคคลนี้เล่า     (9)   คนโน้นจักประพฤติประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราเพราะเหตุนั้น    ที่ไหนเราจะพึงได้การประพฤติสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราในบุคคลนี้เล่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เหตุเครื่องกำจัดความอาฆาต 9  ประการนี้แล  (องฺ.นวก. 23/ 234  / 818)

              
อุบายเป็นเครื่องกำจัดความอาฆาต

             การกำจัดความอาฆาตยังมีอุบายด้วยท่านแสดงไว้ในอาฆาตปฏิวินยสูตร      ว่าด้วยอุบายเป็นเครื่องกำจัดความอาฆาต10 ประการว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อุบายเป็นเครื่องจำกัดความอาฆาต  10  ประการนี้คือ(1)บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาตว่าบุคคลได้ประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว  การประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน  (2) บุคคลกำลังประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่เรา  การประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน  (3)  บุคคลจักประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่เรา  การประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน  (4)  ย่อมกำจัดความอาฆาตว่า  บุคคลได้ประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว  การประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน  (5)  กำลังประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา  การประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน  (6) จักประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา  การประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน  (7)  ย่อมกำจัดความอาฆาตว่า  บุคคลได้ประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเราแล้ว  การประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน   (8)   กำลังประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่เป็น ที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา     การประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน (9) จักประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา    การประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน (10) ย่อมไม่โกรธในที่อันไม่ควร  (องฺ ทสก.24/80/254)
             การกำจัดความอาฆาตจึงเป็นทั้งวินัยและธรรม อาฆาตเป็นไปทางเสื่อมการกำจัดอาฆาตเป็นธรรมฝ่ายดี   ดังคำที่แสดงในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ว่า “ธรรม  9  อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อมได้แก่เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต   9    ธรรม  9 อย่างเป็นไปในส่วนข้างวิเศษได้แก่ ความกำจัดความอาฆาต  9   (ที.ปา. 11/459,460/446)

พระตถาคตพุทธเจ้าไม่มีความอาฆาต
             พระตถาคตไม่มีความอาฆาตในบุคคลใดๆเลยดังที่พระพุทธองค์ตรัสยืนยันไว้ในพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม 1 ภาค 2 - หน้าที่ 297 ว่า   “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมบัญญัติทุกข์   และความดับทุกข์  ทั้งในกาลก่อนและในกาลบัดนี้     ถ้าว่าบุคคล เหล่าอื่นย่อมด่า  บริภาส   โกรธ   เบียดเบียน กระทบกระเทียบตถาคต  ในการประกาศสัจจะ 4 ประการนั้น  ตถาคตก็ไม่มีความอาฆาต ไม่มีความโทมนัส ไม่มีจิตยินร้าย  ถ้าว่าชนเหล่าอื่นย่อมสักการะ  เคารพ    นับถือ    บูชาตถาคต ในการประกาศสัจจะ  4  ประการนั้น  ตถาคตก็ไม่มีความยินดี  ไม่มีความโสมนัส ไม่มีใจเย่อหยิ่งในปัจจัยทั้งหลายมีสักการะเป็นต้นนั้น  ถ้าว่าชนเหล่าอื่น    ย่อมสักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาตถาคต    ในการประกาศสัจจะสี่ประการนั้นตถาคตมีความดำริ  ในปัจจัยทั้งหลายมีสักการะเป็นต้นนั้นอย่างนี้ว่า     สักการะเห็นปานนี้บุคคลกระทำแก่เราในขันธปัญจกที่เรากำหนดรู้แล้วแต่กาลก่อน  เพราะเหตุนั้นแลภิกษุทั้งหลายแม้ถ้าว่าชนเล่าอื่นพึงด่าบริภาส  โกรธ  เบียดเบียน  กระทบกระเทียบท่านทั้งหลาย    ท่านทั้งหลายไม่พึงกระทำความอาฆาต ไม่พึงกระทำความโทมนัส   ไม่พึงกระทำความไม่ชอบใจ  ในชนเหล่าอื่นนั้น    (ม.มู 12/287/297)
             การทำตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำไว้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก แต่ชาวพุทธควรทำ เพราะสิ่งที่ทำได้ยากเมื่อทำสำเร็จย่อมจะมีคุณค่ามากตามไปด้วย



             ความอาฆาตพยาบาทมีปรากฏทั้งในวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎกและอภิธรรมปิฎก จึงเป็นทั้งวินัย และอภิธรรมไปด้วย ในส่วนของการผูกความอาฆาตและกำจัดความอาฆาตนั้นพระพุทธองค์แสดงไว้ทั้งวิธีกำจัด วิธีระงับ มีทั้งธรรมระงับเหตุและอุบายสำหรับขจัดกิเลสตัวนี้ ดังนั้นหากได้ทราบความเป็นไปตลอดจนผลกระทบที่เกิดจากความอาฆาตพยาบาทแล้วควรละเสียตามวิธีการที่นำเสนอมานี้ ธรรมะในหมวดนี้ หากศึกษาอย่างเป็นกระบวนการโดยค้นคว้าจากพระไตรปิฎกโดยตรงจะเห็นกระบวนการแห่งความอาฆาตพยาบาทได้อย่างชัดเจน
             ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข มีคนเคยกล่าววว่า “ปัญหามีไว้แก้ รักแท้ต้องมีอุปสรรค” ในบ้านเมืองของแต่ละประเทศย่อมมีปัญหามากมายเกิดขึ้นในแต่ละวัน ส่วนหนึ่งมาจากมนุษย์นั่นเอง หากจะบอกว่ามนุษย์นั่นแหละคือตัวปัญหาน่าจะไม่ผิด ปราสาทเขาพระวิหารสร้างมาหลายพันปีแล้ว ปราสาทยังคงอยู่ หากร่วมมือกันอนุรักษ์ไว้น่าจะเป็นผลดีมากกว่า แต่ทำไมต้องมาแย่งกันแสดงความเป็นเจ้าของอันจะก่อให้เกิดความโกรธและอาฆาตพยาบาทต่อกันด้วยเล่า

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
เรียบเรียง
01/08/53

บรรณานุกรม

กรมการศาสนา.พระไตรปิฏกภาษาบาลี ฉบับสยามรัฐ.กรุงเทพ ฯ:กรมการศาสนา,2525.
กรมการศาสนา.พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ.กรุงเทพ ฯ:กรมการศาสนา,2525.
กรมการศาสนา.พระไตรปิฏกภาษาไทยพร้อมอรรถกถา.กรุงเทพ ฯ:มหามกุฏราชวิทยาลัย,2525.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Go to top