Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 4 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

สารบัญ



ความมุ่งหมายทางพระพุทธศาสนา
            เมื่อกล่าวโดยทั่วไป ความมุ่งหมายทางพระพุทธศาสนาก็คือ ประโยชน์ ซึ่งอาจแบ่งประโยชน์ดังกล่าวได้เป็น 3 ประการ คือ :-
            1. ประโยชน์ปัจจุบัน ได้แก่การตั้งตัวได้ทางโลกเป็นหลักฐาน
            2. ประโยชน์อนาคต ได้แก่การตั้งตัวได้ทางศีลธรรม เป็นเหตุช่วยให้การตั้งตัวทางโลกเป็นไปโดย   ราบรื่นไม่ล่มจม ทำให้อนาคตแจ่มใสและได้หลักศีลธรรมเข้าค้ำจุน
            3. ประโยชน์อย่างยิ่ง หรืออย่างสูงสุดได้แก่การสามารถดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้โดยเด็ดขาด ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้           อำนาจของความชั่วทางจิตใจ และความทุกข์ร้อนกลัดกลุ้มต่อไป
            กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาเมื่อย่อให้สั้นที่สุด หรือกล่าวแต่แก่นแท้ ๆ ก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง ข้อที่ 3 เป็นข้อสำคัญที่สุด แต่เรียกชื่ออีกสำนวนหนึ่งว่า วิมุติ (ความหลุดพ้น) ดังพระพุทธภาษิตว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรย่อมมีรสเดียว คือรสเค็มฉันใด ธรรมวินัยก็มีรสเดียว คือวิมุติ ความหลุดพ้นฉันนั้น”
            ความหลุดพ้นในพระพุทธศาสนา หมายถึงหลุดพ้นจากกิเลส (ความชั่วในจิตใจ ทำจิตใจให้เศร้าหมอง) อย่างหนึ่ง หลุดพ้นจากความทุกข์ อันแบ่งออกเป็นทุกข์ประจำ กับทุกข์จรอย่างหนึ่ง ความหลุดพ้นอาจมีได้ชั่วขณะหรือด้วยคุณธรรมบางอย่าง อาจเป็นความหลุดพ้นชนิดเด็ดขาดก็ได้ จะบรรลุความหลุดพ้นขั้นไหนย่อมขึ้นอยู่กับความประพฤติปฏิบัติที่จะเป็นเหตุละความชั่วในจิตใจได้มากน้อยเพียงไร  ผู้เขียนขอตั้งหลักไว้สั้น ๆ อย่างนี้ก่อน เมื่อถึงคราวอธิบายเปรียบเทียบจะได้ชี้ให้เห็นเป็นข้อ ๆ ไป

สรุปความ
            พระพุทธศาสนาสอนข้อปฏิบัติรวมที่ร่างกายและจิตใจ แต่ในส่วนสำคัญเน้นในเรื่องจิตใจเป็นพิเศษ ความมุ่งหมายในการสอนนั้นเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้รับประโยชน์ 3 ชั้น และชั้นสูงคือประโยชน์อย่างยิ่ง ได้แก่ความหลุดพ้นทุกข์โดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นอุดมคติสูงสุด  เพราะเหตุที่พระพุทธศาสนาสอนให้จัดการกับจิตใจเป็นพิเศษจึงมีข้อปฏิบัติเกี่ยวกับจิตใจอยู่เป็นอันมาก ทั้งเป็นข้อปฏิบัติประกอบด้วยเหตุผลซึ่งผู้ฟังอาจตรองตามและพิสูจน์ทดลองให้เห็นจริงได้ ชาวตะวันตก ผู้หันมานับถือพระพุทธศาสนา จึงขนานนามให้ว่าเป็น วิทยาศาสตร์ทาง จิตใจ (Spiritual and Mental Science)

แนวขนานระหว่างพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์
            จากการแยกพูดถึงวิทยาศาสตร์พร้อมด้วยรายละเอียดและขอบเขตก่อน แล้วจึงพูดถึงพระพุทธศาสนาพร้อมด้วยขอบเขตตลอดจนจุดมุ่งหมายเพื่อให้เห็นว่าทางไหนมุ่งไปในทิศทางของตนอย่างไร เช่นนี้แล้ว เวลาเปรียบเทียบเราจะได้ไม่หลง จะได้ไม่เกณฑ์ให้พระพุทธศาสนาต้องคล้อยตามวิทยาศาสตร์ไปทุกอย่าง หรือเกณฑ์ให้วิทยาศาสตร์ต้องอนุโลมตามพระพุทธศาสนาไปทุกฝีก้าว แต่ละอย่างก็มีทิศทางและความมุ่งหมายของตนเองความลงรอยกันจึงอยู่ที่วิธีการและหลักการ ไม่ใช่ในเนื้อหาของแต่ละอย่างเมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ก็อาจเข้าใจพระพุทธศาสนา และวิทยาศาสตร์ได้ทั้ง 2 อย่าง ไม่ลำเอียง หรือไม่เอาความรู้ด้านเดียวมาพูดข่มอีกฝ่ายหนึ่งให้หมดความสำคัญลงไป การรู้ด้านเดียวนี้เสียประโยชน์มาก อาจทำให้เข้าใจผิดอะไรต่ออะไรไปได้อย่างสำคัญ ดังจะกล่าวชี้ให้เห็นข้างหน้า
            เท่าที่ชาวตะวันตกได้พิจารณากันแล้ว ได้ลงความเห็นว่า วิชาวิทยาศาสตร์ทางโลก เป็นวิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุ ส่วนพระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตใจ
            ผู้เขียนขอนำข้อความในหนังสือ What is Buddhism ? (พระพุทธศาสนาคืออะไร ?) ฉบับของพุทธสมาคมลอนดอน หน้า 191 ถึง 192 มาแปลเสนอท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้ :-
            พระพุทธเจ้าทรงอธิบายหลักทั่วไปแห่งจิตใจในฐานะเป็นมูลฐานแห่งคำสอนของพระองค์ ส่วนโลกทางวัตถุเป็นเขตแดนของนักวิทยาศาสตร์ในสมัยปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างโลกทางจิตใจกับทางวัตถุทั้ง 2 เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหากับสิ่งที่สะท้อนไปจากเนื้อหา ผู้ศึกษาสิ่งหนึ่งโดยอุปมาน (analogy เปรียบเทียบ) และโดยอนุมาน (inference คาดจากเหตุผล) ย่อมได้รับความรู้ถึงอีกสิ่งหนึ่งด้วย เพราะทั้งพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ มีรากฐานอยู่บนการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ (ในแนวทาง) ของตนเองโดยลำดับ ในการสรุปผลจึงมีสภาพอันเข้ากันได้ วิทยาศาสตร์แปลว่า “ความรู้” และพระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสอนว่า ความรู้ธรรมต้องได้มาโดยการวิเคราะห์, ทดลอง, และหาเหตุผล เช่นเดียวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาทุกวันนี้, ไม่ใช่ความเชื่ออย่างงมงายในลัทธิศาสนาหรือโดยความเชื่อที่ไม่ใช้เหตุผล กล่าวโดยย่อ พุทธศาสนิกชนจึงชื่อว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางวิญญาณหรือทางจิตใจ”
            เมื่อฝรั่งที่นับถือพระพุทธศาสนาภาคภูมิใจตนเอง ถึงกับกล่าวว่าพุทธศาสนิกชน ชื่อว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตใจเช่นนี้ เราจึงควรจะได้พิจารณากันต่อไปอีกในรายละเอียดว่า พระพุทธศาสนาเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์อย่างไร เป็นอันขอสรุปไว้ในขั้นนี้ก่อนว่า แนวขนานระหว่างพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ก็คือ พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ ต่างต้องการพิสูจน์ความจริงโดยมีเหตุผล โดยการสังเกตทดลอง โดยไม่ให้เชื่ออะไรอย่างงมงาย พระพุทธศาสนามีแนวเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตใจส่วนวิทยาศาสตร์มีแนวทางวัตถุ จึงต่างเป็นแนวขนานของกันและกันด้วยประการฉะนี้

ความรู้สองด้านทำให้เข้าใจดี
            เมื่อเราเข้าใจว่าพระพุทธศาสนา เป็นวิทยาศาสตร์ฝ่ายจิตใจ คู่กับวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน ซึ่งเป็นฝ่ายวัตถุแล้ว ในบางกรณีควรเข้าใจความหมายในการใช้ถ้อยคำของแต่ละฝ่ายด้วย มิฉะนั้นจะเข้าใจสับสนกันไป
            ขอยกตัวอย่างแห่งคำว่า ธาตุ (elements) มีนักวิทยาศาสตร์บางคนซึ่งไม่เข้าใจหรือไม่เคยศึกษาพระพุทธศาสนาเคยกล่าวว่า ธาตุตามที่เข้าใจกันในทางพระพุทธศาสนานั้น เป็นความเข้าใจผิดและเป็นการไม่รู้จักธาตุที่แท้จริง ธาตุที่แท้จริงนั้นจะต้องวิเคราะห์ลงไปถึงที่สุดได้โดยมีปรมาณูเป็นแบบเดียวกัน จะวิเคราะห์อีกสักเท่าไรก็คงส่วนประกอบหรือโครงสร้างปรมาณู (atomic structure) อยู่เท่านั้น ไม่เปลี่ยนแปลง ธาตุแต่ละชนิดในทางวิทยาศาสตร์ย่อมมีกำหนดของมันตายตัวแล้ว ตามที่นักวิทยาศาสตร์ค้นได้คือมีน้ำหนักของแต่ละปรมาณูเท่ากัน โดยใช้น้ำหนักปรมาณูของธาตุไฮโดรเจนซึ่งเบาที่สุดเป็นหลัก จะแยกหรือทำการวิเคราะห์ทางเคมีให้มากไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว เมื่อปรมาณูของแต่ละธาตุเป็นสิ่งมีน้ำหนัก (atomic weight) สิ่งซึ่งชั่งไม่ได้ตวงไม่ได้จึงไม่จัดเป็นธาตุ การที่ทางพระพุทธศาสนาแสดงว่าธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นธาตุแต่ละอย่าง ๆ นั้นนับว่าเข้าใจธาตุผิดเพราะดินก็ไม่ใช่ธาตุแท้ เมื่อแยกธาตุแล้วอาจพบว่าเป็นธาตุผสม คือมีธาตุต่าง ๆ หลายอย่างผสมกันเป็นดิน น้ำก็ไม่ใช่ธาตุแท้เป็นสิ่งผสมระหว่างธาตุไฮโดรเจน 2 ส่วน กับออกซิเจน 1 ส่วน ไฟยิ่งไม่ใช่ธาตุเลย เพราะไฟไม่มีน้ำหนัก ไม่มีขนาด ชั่งไม่ได้ตวงไม่ได้ แยกหาปรมาณูไม่ได้, ลมก็เป็นธาตุผสม ระหว่าอ๊อกซิเจน ไนโตรเจน และธาตุอื่น ๆ อีก ตกลงทางพระพุทธศาสนาจึงเข้าใจผิดเรื่องธาตุ โดยประการทั้งปวง เหตุผลของผู้รู้ด้านเดียวนั้น ฟัง ๆ ดูก็ทำให้เห็นจริงไปบ้าง แต่เมื่อได้ศึกษาให้รู้ความมุ่งหมายในการบัญญัติคำขึ้นใช้ในทางศาสนาแล้วก็จะหายเข้าใจผิด คือเราจะต้องรู้จักว่าคำจำกัดความหรือคำนิยาม (definition) ในแต่ละทางหรือแต่ละวิชานั้นย่อมมีความมุ่งหมายต่างกัน บางครั้งใช้ศัพท์พ้องกัน แต่ความหมายไปคนละอย่าง เช่นคำว่า อารมณ์ ในความหมายทางพระพุทธศาสนา มิได้หมายอย่างที่เราเข้าใจกันในภาษาไทย ที่ตรงกับคำว่า ความสะเทือนใจ หรือคำว่า emotion ในภาษาอังกฤษเลย ในภาษาไทยเรามีคำพูดว่า อารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดี แต่ในทางพระพุทธศาสนา คำว่า อารมณ์ หมายถึงสิ่งที่ผ่านมาทางตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ ซึ่งได้แก่รูป (สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา), เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย), ธรรม (สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ) เมื่อไทยเรานำคำนี้มาใช้จนเข้าใจกันว่า หมายถึงความสะเทือนใจไปแล้วก็ใช้ไป แต่ต้องรู้ไว้ว่า นี้หมายความตามภาษาไทย ไม่ใช่ความหมายในทางพระพุทธศาสนา ทางพระพุทธศาสนาหมายไปอีกอย่างหนึ่ง จะว่าใครผิดก็ไม่เชิงต้องศึกษาให้รู้ความหมายไว้ 2 ทางนั่นแหละจึงจะไม่ยุ่ง หรือคำอื่นอีก เช่น สงสาร ไทยเราใช้หมายว่าเอ็นดู ไหวใจไปตาม หรือใจอ่อนคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ ถ้าจะแปลคำนี้ตามความหมายทางศาสนาแล้ว ก็ไม่ตรงกันเลย เพราะในทางพระพุทธศาสนา หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด ตามศัพท์แท้ ๆ แปลว่าท่องเที่ยว คือ ท่องเที่ยวไปสู่ชาติกำเนิดต่าง ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางศาสนาจะติคนที่ใช้ศัพท์นี้โดยไม่รู้ความหมาย หรือคนไทยจะโทษว่าทางศาสนาทำไมไม่ใช้ศัพท์ให้ตรงกับภาษาไทย ดังนี้ก็ไม่ถูกด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ที่ถูกควรจะรู้ความหมายของทั้ง 2 ฝ่ายแล้วใช้ให้ถูกในทางของแต่ละฝ่ายนั่นแหละจึงจะเรียกว่า มีความรู้ไม่เป็นพิษแก่ตนเอง
            คำว่า “ธาตุ” ในทางศาสนาก็เช่นเดียวกัน มิได้หมายถึงสิ่งที่จะแยกออกไปอีกไม่ได้ทางเคมี อย่างที่ทางวิทยาศาสตร์หมาย หากหมายถึงลักษณะที่เห็นได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย แยกประเภทได้ง่าย ของสิ่งทั้งหลายในโลกซึ่งตาสีตาสาก็อาจเข้าใจได้ กล่าวคือสิ่งใดมีลักษณะแข้นแข็ง สิ่งนั้นจัดเป็นธาตุดิน สิ่งใดมีลักษณะเหลวหรือเอิบอาบ สิ่งนั้นจัดเป็นธาตุน้ำ สิ่งใดมีลักษณะร้อน สิ่งนั้นจัดเป็นธาตุไฟ และสิ่งใดมีลักษณะพัดไปมา สิ่งนั้นจัดเป็นธาตุลม เมื่อจัดประเภทอย่างง่าย ๆ เช่นนี้ เวลาสอนคนให้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ เพื่อสอนใจตนเอง คนเหล่านั้นก็แยกประเภทแห่งสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวพบเห็นให้เป็นส่วน ๆ ได้ตามลักษณะง่าย ๆ นั้น คงได้ผลดีในการสอนเพื่อไม่ให้ยึดถือในสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เพราะมองเห็นลักษณะเพียงแข็งบ้าง เหลวบ้าง ร้อนบ้าง พัดไปมาบ้าง อย่างนี้ก็เห็นได้ว่าคำจำกัดความของศาสนามีประโยชน์และใช้การได้ดีในทางของตนอย่างไร ทางศาสนาไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะไปชั่งตวงวัดปรมาณูของธาตุต่าง ๆ แบบวิทยาศาสตร์และถ้าศาสนาจะสอนแบบวิทยาศาสตร์ก็จะเสียผล ในการที่คนไม่สามารถจะแยกธาตุได้ง่าย ๆ เลย เพราะจะต้องมีเครื่องมือแยกธาตุทางเคมี ซึ่งจะยุ่งยากไม่น้อย ไม่เหมือนกับที่เข้าใจตามคำจำกัดความทางศาสนาอันอาจมองเห็นอะไรก็แยกธาตุได้ทันที นอกจากนั้นทางศาสนายังมีการกล่าวถึงธาตุทางจิตใจหรือนามธรรมด้วย เพราะฉะนั้น การรู้ทั้ง 2 ทาง คือ ทั้งความหมายทางวิทยาศาสตร์ และความหมายทางศาสนา จึงดีกว่าเอาความหมายอย่างหนึ่งไปข่มอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยความรู้เพียงด้านเดียว การชี้แจงเรื่องนี้จึงเป็นการซ้อมความเข้าใจไว้ก่อน ในเมื่อเราจะเปรียบเทียบพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ต่อไป
ข้อที่พระพุทธศาสนาเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์
            ผู้เขียนขอประมวลหลักการที่ตรงกันระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นข้อ ๆ เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ :-
            1.ทางพระพุทธศาสนาสอนไม่ให้เชื่ออะไรอย่างงมงาย แต่ให้เชื่ออย่างมีเหตุผลมีการพิสูจน์ทดลองแล้งจึงเชื่อ วิทยาศาสตร์ก็สอนไม่ให้เชื่ออะไรอย่างงมงาย ต้องมีการพิสูจน์ สังเกตทดลองเช่นเดียวกัน
            2. ทางพระพุทธศาสนาสอนว่า ผลทุกอย่างย่อมมาจากเหตุ ไม่ใช่เกิดขึ้นลอย ๆ หรือบังเอิญ การที่โทษว่าบังเอิญนั้นเพราะยังหาเหตุไม่พบต่างหาก พระพุทธศาสนาจึงไม่สอนซัดไปที่เทวดาหรือพระเจ้าว่าเป็นผู้ดลบันดาล แต่ชี้ไปที่การกระทำของแต่ละบุคคล ว่าเป็นเครื่องทำให้ดีให้ชั่ว ทางวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าผลทุกอย่างย่อมมาจากเหตุ ไม่ใช่เกิดขึ้นลอย ๆ หรือบังเอิญ หรือเพราะอำนาจดลบันดาลทั้งหลาย การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เป็นการค้นผลโดยสาวไปหาเหตุบ้าง ค้นเหตุแล้วสาวไปหาผลบ้าง
            3. ทางพระพุทธศาสนาสอนไม่ให้เชื่อหรือติดในโชคลางต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งบูชาความจริงก็สอนไม่ให้เชื่อถือหรือติดในโชคลางต่าง ๆ เช่นกัน คือต่างฝ่ายต่างสอนอย่างตรงไปตรงมา
            4. ทางพระพุทธศาสนาสอนให้เข้าใจลักษณะ 3 ประการแห่งสิ่งทั้งหลาย คือ ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่เป็นแก่นสารตัวตน เพื่อไม่ติดไม่ยึด ทางวิทยาศาสตร์ทั้งกายภาพและชีวภาพก็สอนให้เข้าใจถึงกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงของสิ่งทั้งหลาย และเมื่อวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ลงไปแล้วไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตก็ไม่มีแก่นสารตัวตนอะไร ประกอบขึ้นหรือรวมขึ้นจากปรมาณูของธาตุต่าง ๆ นั้น อนึ่ง เมื่อจะวิเคราะห์ไปให้ถึงที่สุดแล้ว ลงท้ายก็เป็นพลังงานซึ่งไม่ใช่ตัวตนอะไรเลย การทำระเบิดปรมาณูก็คือ การแยกปรมาณูเพื่อให้เกิดพลังงาน
            5. ทางพระพุทธศาสนาสอนว่า ผลซึ่งเกิดมาจากเหตุอันหนึ่งแล้วอาจจะเป็นเหตุของผลอันอื่นต่อไปอีกได้ เช่น การแสดงเรื่องวัฏฏะคือวน 3 ได้แก่ กิเลส เป็นเหตุให้ทำกรรม ๆ เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ๆ เป็นเหตุให้เกิดกิเลส ๆ เป็นเหตุให้ทำกรรม ฯ ล ฯ หรือทฤษฎีปัจจยาการที่ว่าอวิชชาเป็นเหตุให้เกิดสังขาร สังขารซึ่งเป็นผลนั้นเป็นเหตุให้เกิดวิญญาณ วิญญาณซึ่งเป็นผลเป็นเหตุให้เกิดนามรูปต่อไปอีกเป็นต้น ทางวิทยาศาสตร์ก็สอนถึงความที่เหตุผลเกี่ยวโยงกัน เช่นเมล็ดพืชเป็นเหตุให้เกิดต้นไม้ ต้นไม้เป็นเหตุให้เกิดเมล็ดพืช หรือในการหาเหตุผลทางตรรกวิทยาที่เรียกว่า Sorites คือกระบวนการหาเหตุผลแบบลูกโซ่ยืดยาวเป็นทอด ๆ ซึ่งเข้า
ลักษณะปัจจยาการทางพระพุทธศาสนา
            6. พระพุทธศาสนาสอนว่าร่างกายของมนุษย์ที่รวมกันเป็นก้อนเป็นกองนั้น อาจแยกออกได้เป็นธาตุ 4 คือมีลักษณะที่เห็นได้ง่าย ๆ 4 อย่าง คือ แข้นแข็งเป็นดิน เอิบอาบเป็นน้ำ อบอุ่นหรือร้อนเป็นไฟ พัดไปมาเป็นลม เพื่อสอนใจไม่ให้ยึดถืออะไรมากนัก ทางวิทยาศาสตร์ก็ว่าร่างกายของมนุษย์ประกอบขึ้นด้วยธาตุต่าง ๆ มากมายหลายชนิด เป็นแต่วิธีกำหนดธาตุในทางวิทยาศาสตร์ กำหนดประเภทด้วยจำนวนของปรมาณู ไฟฟ้าคือโปรตรอน อีเลคตรอน และนิวตรอน ใน 1 ปรมาณูของธาตุอันมีส่วนประกอบไม่เหมือนกัน มีน้ำหนักต่างกัน เช่น ระหว่างธาตุตะกั่ว ทองแดง กับทองคำ ตะกั่ว 1 ปรมาณูมีจำนวนปรมาณูไฟฟ้า 82 มีน้ำหนัก 207.21 (เท่าของไฮโดรเจน) ทองแดง 1 ปรมาณูมีจำนวนปรมาณูไฟฟ้า 29 ปรมาณู มีน้ำหนัก 63.54 (เท่าของไฮโดรเจน) ทองคำ 1 ปรมาณู มีจำนวน ปรมาณูไฟฟ้า 79 มีน้ำหนัก 197.2 (เท่าของไฮโดรเจน)
            7. พระพุทธศาสนากล่าวถึงดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และโลกที่มีมนุษย์อยู่ว่า มิใช่มีเพียงเท่าที่มองเห็นด้วยตาจากโลกของเรา แต่ยังมีอีกมากมาย ดาราศาสตร์ก็กล่าวว่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์แบบโลกเราที่อาจมองเห็นได้จากกล้องโทรทัศน์นั้นมีจำนวนมาก หลักฐานของพระพุทธศาสนาเรื่องนี้ ปรากฏในสังขารรูปปัตติสูตร พระสุตตันตปิฎก เล่ม 14 หน้า 221 และพระสุตตันตปิฎก เล่ม 20 หน้า 292-293
            8. พระพุทธศาสนากล่าวถึงกฎธรรมดาของการดึงดูดว่า น้ำตกจากที่สูงย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำ (อุนฺนโต อุทกํ วุฏฺฐํ ยถา นินฺนํ ปวตฺตติ) คราวนี้กล่าวถึงเรื่องของจิตใจ พระพุทธศาสนาแสดงว่ามีจิตที่ถูกกระแสโลกดึงดูดให้ไหลไปตามโลก ซึ่งเรียกว่า โลกิยจิต และจิตที่สูงเหนือโลกหรือข้ามพ้นโลก แต่ไม่ใช่สูงขึ้นได้เอง ต้องมีวิธีการอบรมฝึกหัด จิตที่สูงข้ามพ้นจากกระแสโลกนี้ เรียกโลกุตตรจิต ในวิทยาศาสตร์กายภาพแสดงว่าน้ำย่อมไหลลงที่ต่ำ แต่น้ำอาจไหลขึ้นที่สูงได้ถ้ามีแรงดูดหรือแรงผลักดัน ยิ่งกว่านั้นโดยอาศัยความร้อน น้ำกลายเป็นไอ ลอยขึ้นสู่ที่สูงกลายเป็นเมฆได้ในวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เฉพาะวิชาจิตวิทยามีการแสดงถึงการยกไลเมน (Limen) ให้สูงกว่าสิ่งเร้า (Stimulus) ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือ ยกระดับจิตให้สูงกว่าอำนาจฝ่ายต่ำ
ลีลาแห่งคำสอนทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์
            การกล่าวถึงลีลาแห่งคำสอนทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้เราได้มีโอกาสพิจารณาถึงการสอนอย่างมีเหตุผลและเป็นวิทยาศาสตร์ในตัวของพระพุทธศาสนาเป็นข้อ ๆ ไป :-
            (1) ทฤษฎีเรื่องทำอย่างไร จึงจะหลุดพ้นจากทุกข์ ซึ่งใช้ศัพท์ว่าของจริงอย่างประเสริฐ “อริยสัจ” ของพระพุทธศาสนา มีลักษณะหรือลีลาเป็นวิทยาศาสตร์โดยสมบูรณ์ คือ :-
            1. แสดงผล คือ ความทุกข์ว่าได้แก่อะไร
            2. แสดงเหตุ คือ ความทะยานอยากว่า ทำให้ทุกข์เกิด
            3. แสดงผล คือ ความดับทุกข์ว่าได้แก่ดับความทะยานอยากได้
            4. แสดงเหตุ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ที่เรียกว่า อริยมรรค หรือมรรคมีองค์ 8
            คุณลักษณะพิเศษ ในการแสดงเรื่องอริยสัจ ที่มีลีลาเป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ก็คือคำสรุปที่ว่า ตราบใดพระองค์ก็ยังมิได้ปฏิบัติได้ผลเห็นจริงในอริยสัจ 4 ประการนี้ ตราบนั้นพระองค์ก็ยังไม่ประกาศพระองค์ว่าตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อันแสดงว่าทฤษฎีอริยสัจไม่ใช่ทฤษฎีเฉย ๆ แต่เป็นภาคปฏิบัติที่ได้ลงมือกระทำจนประจักษ์ผลมาแล้วด้วย ฉะนั้น การที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจในพระธรรมเทศนาครั้งแรกของพระองค์จึงเป็นการเริ่มต้นศักราชวิทยาศาสตร์ทางจิตใจ
            (2) คำสอนเรื่องทางสายกลาง (The Middle Way) ซึ่งไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป เป็นการไม่ตกอยู่ในฝ่ายสุดโต่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (Extremes) ก็ดี คำสอนเรื่องมัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ (Moderation) คือ ความพอเหมาะพอควรก็ดี มีลีลาเป็นวิทยาศาสตร์ ก็เพราะในทางวิทยาศาสตร์เองถึงกับมีเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อเป็นมาตรวัดความพอเหมาะพอดี เช่นวัดอุณหภูมิ วัดความเร็ว วัดความชื้น วัดกระแสไฟฟ้า และวัดความดันของไอน้ำเป็นต้น เพราะความพอเหมาะพอดี ย่อมเป็นเครื่องกันความผิดพลาดทั้งหลายได้เป็นอย่างดี
            (3) คำสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแบ่งเป็นเหตุผลสายเกิดส่วนหนึ่ง เหตุผลสายดับส่วนหนึ่ง มองในแง่เกิดก็เป็นเหตุผลส่งต่อ ๆ กันให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ตลอดสาย มองในแง่ดับ ก็เป็นเหตุผลส่งต่อ ๆ กันให้ดับสิ่งต่าง ๆ ตลอดสาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงอวิชชา (ไม่รู้ความจริงที่จะเป็นเหตุพ้นทุกข์ได้) ว่าเป็นรากเหง้าฝ่ายเวียนว่ายตายเกิด และแสดงถึงอวิชชาตัวเดียวกันนั้นแหละว่าถ้าดับเสียได้ คือแก้ให้เป็นรู้ความจริงที่จะเป็นเหตุพ้นทุกข์ได้ ก็เป็นต้นเหตุให้ดับเครื่องเวียนว่ายตายเกิดต่อไปเป็นทอด ๆ การแสดงอย่างนี้มีลีลาเป็นวิทยาศาสตร์ดังได้กล่าวไว้แล้วในข้อ 5 ของการเปรียบเทียบข้อที่พระพุทธศาสนาเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ แต่ในที่นี้ได้กล่าวถึงลีลาแห่งคำสอนว่าได้ให้เหตุผลติดต่อกันอย่างน่าสนใจ
            จากการที่พระพุทธศาสนามีคุณลักษณะพิเศษ ที่มีคำสอนอันเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ให้เชื่ออย่างงมงาย นิยมให้มีการค้นคว้าพิสูจน์ทดลองนั้นย่อมแสดงว่า พระพุทธศาสนาได้ให้แนวทางวิทยาศาสตร์มาก่อนที่วิทยาศาสตร์ของโลกจะเกิดเป็นเนื้อเป็นตัวขึ้นอย่างไร
            ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ ย่อมจะทราบดีว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ถูกทางการศาสนาจับฆ่าเผาไฟ เพราะความเชื่อไม่ลงรอยกันมากต่อมาก แต่ประวัติศาสตร์การบีบคั้นความเชื่อเช่นนั้นไม่มีในพระพุทธศาสนา
            แม้ความคิดเห็นเรื่องสร้างโลก ทางพระพุทธศาสนาจะมิได้สอนไว้ให้เชื่ออย่างที่บางศาสนาถือเป็นหัวใจของศาสนาที่จะต้องให้มนุษย์เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลกก็ตาม แต่ในทางพระพุทธศาสนาก็สอนไว้เป็นกลาง ๆ ว่า สิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลายย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย คำว่า เหตุปัจจัยในที่นี้เป็นคำกลาง ๆ นักวิทยาศาสตร์สาขาดาราศาสตร์เชื่อว่าหมอกเพลิง (Nebula) เป็นต้นเหตุให้เกิดดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เป็นเหตุให้เกิดโลก โลกหรือดาวเคราะห์ (Planets) เป็นเหตุให้เกิดดวงจันทร์ ซึ่งเป็นการขัดกับบางศาสนา แต่ก็ไม่ขัดกับหลักเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนา ถ้าสนใจในวิชาวิทยาศาสตร์ก็จะทำให้ศึกษาเปรียบเทียบได้ดียิ่งขึ้น


อาจารย์สุชีพ  ปุญญานุภาพ เขียน
พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน  รวบรวม
06/01/54

 

 

 

 


 

Go to top