Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

สารบัญ


4. พระพุทธศาสนาสอนให้รู้จักกฎแห่งกรรม
              คำว่ากฎแห่งกรรม เมื่อจะถอดความง่ายๆ ก็คือ กฎแห่งเหตุและผล หรือที่เราเข้าใจกันว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เพราะเหตุที่พระพุทธศาสนา ถือว่า โลกย่อมเป็นไปตามกรรมคือการกระทำ ย่อมจำแนกหรือแยกประเภทให้มนุษย์และสัตว์ดีเลวต่างๆ กันจึงได้แสดงหลักธรรมไว้
              ทางพระพุทธศาสนา ไม่ยอมซัดให้ไปอยู่ที่ควรบังเอิญหรืออำนาจลึกลับ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน พระพุทธศาสนาพยายามสู้หน้ากับเหตุผลทุกอย่าง โดยไม่ยอมโยนเรื่องอะไรไปให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เลย เพราะฉะนั้น คำตอบของพระพุทธศาสนา จึงมีต่อเหตุการณ์ทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ว่าเกี่ยวเนื่องมาจากเหตุคือการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น   เรื่องของกฎแห่งกรรม  เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องการความเข้าใจอย่างถี่ถ้วนลึกซึ้ง ในการอธิบายเรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยอุปมาอุปไมยประกอบ ตังต่อไปนี้:-
              1. การปลูกพืชต่างชนิด จะเป็นข้าว ถั่วเขียว มะม่วง ทุเรียน หรือผลไม้อื่นใดก็ตาม มิใช่ว่าพอวางเมล็ดพืชลงไปที่ดินเอาน้ำรด แล้วพืชนั้นจะเจริญงอกงามให้ผลทันตาทันใจ ก็ต้องมีการกินเวลาบ้าง และการกินเวลาของพืชต่างชนิดก็ต่างกันไป เร็วบ้าง ช้าบ้าง ระหว่างข้าวกับทุเรียนทิ้งระยะเวลาให้ผลต่างกันเป็นเวลาหลายปี นี้เป็นตัวอย่างของกรรมที่ให้ผลเร็วช้าต่างกัน
              2. คนที่ทำเมรัย เอาน้ำตาลสดจากต้นแช่ปนกับเปลือกไม้บางชนิด ในขณะที่แช่นั้น ยังไม่เป็นเมรัยทันที ต้องอาศัยเวลา 2-3 คืน ที่น้ำตาลสดจะทำปฏิกิริยากับเปลือกไม้นั้นจึงกลายเป็นเมรัยได้ นี้เป็นตัวอย่างของการกินเวลาในการให้ผล
              3. การที่แกว่งลูกตุ้มนาฬิกา เมื่อแกว่งมาทางซ้ายมากเท่าไรเวลาเหวี่ยงกลับไปทางขวามากเท่านั้น ข้อนี้เป็นตัวอย่างของปฏิกิริยาหรือการให้ผลทันที ภายหลังประกอบเหตุ
              4. เหตุผลที่เกี่ยวเนื่องกัน อาจมีทั้งสายยาวและสายสั้น คนที่มองแต่เหตุผลสายสั้นไปพบเหตุผลสายยาวเข้าก็อ่านเรื่องราวไม่ออก พระพุทธศาสนาสอนให้มองทั้งเหตุผลสายยาวและเหตุผลสายสั้นตามประเภทที่เป็นจริงของมัน จึงมีทางอธิบายความได้อย่างละเอียดทุกแง่มุม เหตุผลสายสั้น เช่นเราด่าเขาเดี๋ยวนี้ เขาด่าตอบเรามาทันที  เราทำร้ายร่างกายเขา เขาทำร้ายตอบเรามาทันที เราหุงข้าวตอนเช้าก็ได้กินข้าวตอนเช้า หุงกลางวันหรือเย็นก็ได้กินข้าวกลางวันหรือเย็น อันนี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ง่าย แต่เหตุผลสายยาวซึ่งข้ามวันข้ามเดือนข้ามปีนั้น บางครั้งคนก็มองข้ามไป เด็กชาย ก. เรียนหนังสือเมื่ออายุ 6 ขวบ เรียนไปๆ ก็อ่านหนังสือออก กาลเวลาล่วงไป เด็กชาย ก. กลายเป็น นาย ก. อายุ 50 ปี ผลการเรียนเมื่อหลาย 10 ปี ล่วงมาแล้วยังคงส่งให้ นาย ก. อ่านหนังสือได้อยู่ จากอายู่ 40 ถึง 50 นาย ก. ไม่ได้เรียนเลย แต่ นาย ก. ได้รับผลของเหตุการณ์เมื่อ 30-50 ปีมาแล้ว หรือในตัวอย่างอื่นอีก นาย ก. ไปพูดสบประมาทดูหมิ่น นาย ข. ไว้ในวันนี้ อีก 5 ปี หรือ 6 ปีต่อมา นาย ข. ได้โอกาสแก้แค้น เขาจึงลอบทำร้าย นาย ก. ถ้าเราคิดว่าเรื่องเท่านี้ ทำไมผลจึงแฝงอยู่ในระยะยาวนัก ขอตอบว่ายาวเท่าไรก็ได้ เปรียบเหมือนข้าวเปลือกที่เก็บไว้ เมื่อใดได้โอกาสและเหตุแวดล้อมที่จะให้งอกก็งอกได้เมื่อนั้น แม้จะเก็บไว้นานก็ยังปลูกขึ้น คนที่คิดแต่เหตุผลสายสั้นย่อมตอบปัญหาได้เฉพาะเหตุผลสายสั้น พอไปพบเหตุผลสายยาวก็งงไปหมด ถ้าเทียบวันหนึ่งกับชาติหนึ่งเหตุการณ์ในวันนี้อาจเกี่ยวข้องไปถึง 1,000 วันข้างหน้าก็ได้ เหตุการณ์เมื่อ 1,000 ชาติล่วงมาแล้ว อาจเกี่ยวมาถึงชาตินี้ก็ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลระยะยาวนี้ ถ้าเข้าใจดีแล้วอาจช่วยข้อข้องใจและทำให้ตอบปัญหาชีวิตได้ดีที่สุด
              5. ปัญหาที่เรามักพูดกันอยู่เสมอก็คือ ทำดีไม่เห็นได้ดี คนชั่วคนโกงทำไมจึงกลับร่ำรวย เป็นเสมือนหนึ่งคนเอาเปลือกมะเกลือใส่ลงในน้ำตาลสดแล้วก็ลองชิมดู และกล่าวว่ามันก็รสน้ำตาลสดอยู่อย่างนั้น ไม่เห็นเป็นน้ำตาลเมาเลย โดยมากเราใจร้อนจะดูอะไรให้เป็นเหตุผลสายสั้นหมด ไม่ยอมมองเหตุผลสายยาว คือระยะฟักตัวของความดี ความชั่วเลย เราจึงเข้าใจไขว้เขวไป ถ้าใจเย็นดูให้ตลอดสายสักหน่อยเพียงชั่วชีวิตนี้เท่านั้น เราก็คงได้เห็นคนที่ฉ้อโกงพินาศล่มจมกันมามากต่อมากแล้ว แต่เราเป็นโรคคอยอะไรนานไม่ได้ ตอนที่เขาพินาศล่มจมเราจึงหมดความสนใจเสียแล้ว
              6. เหตุผล หรือกิริยา ปฏิกิริยานี้มี 2 ชั้น ขอให้เราพิจารณาให้ดี เหตุผล 2 ชั้นที่กล่าวนี้ก็คือ เหตุชั้นธรรมดาสามัญกับเหตุผลทางศีลธรรม เหตุผลชั้นธรรมดาสามัญนั้น จะไม่คำนึงถึงหลักความชอบธรรมหรือไม่ พอมีเหตุก็จะมีผลตามเรื่องของมัน ส่วนเหตุผลทางศีลธรรมนั้นเป็นชั้นที่ 2 คือการ กระทำต่างๆ นั้นถูกหรือผิด ชั่วหรือดี ผลดีผลร้าย ยังจะเกิดตามมาได้อีก ดังจะยกตัวอย่างให้เห็น นาย ก. ลอบเอาไฟเผาบ้าน นาย ข. เหตุผลชั้นธรรมดาสามัญก็คือ เมื่อนำไฟไปจุดบ้าน ถ้าบ้านนั้นมีเชื้อไฟหรือเป็นเชื้อไฟก็จะติดลุกขึ้น โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นบ้านของใคร ควรหรือไม่ควรผิดหรือชอบ  นาย ก. ไปขโมยเพชรมาจากบ้าน นาย ข. ในขณะเจ้าของนอนหลับ นำเพชรมาไว้ในบ้านของตน เหตุผลชั้นธรรมดาสามัญก็คือเมื่อหยิบเพชรมามันก็เคลื่อนที่ตามมือที่หยิบมา มือนั้นพาไปวางไว้ที่ไหนมันก็อยู่ที่นั้น มันไม่มีการประท้วงว่าผิดศีลธรรม มันไม่คำนึงว่าเพชรนี้ นาย ข. ถนอมและหวงแหนมันมากน้อยเท่าไร เราดูคนโกงที่ได้ดีตอนแรกๆ ก็เพราะเราดูเพียงแค่เหตุผลธรรมดาสามัญข้อนี้ข้อเดียว เมื่อเขาโกงได้เงินมา เงินมันก็อยู่ในกระเป๋าเขาให้เขาใช้จ่ายได้ แต่เหตุผลขั้นที่ 2 คือขั้นศีลธรรม ที่ว่าการกระทำนั้นผิดหรือถูก ชอบธรรมหรือไม่ ยังจะมีมาตามมาอีกชั้นหนึ่ง กล่าวคือ นาย ก. ที่ไปเผาบ้าน นาย ข. นั้น ไม่ใช่เหตุผลระหว่างไฟเผาบ้านกับบ้านไหม้ไฟ จะหยุดอยู่เพียงนั้น เหตุขั้นต่อไปเกี่ยวกับศีลธรรมยังจะตามมาอีกว่า การทำเช่นนั้นควรหรือไม่ควร ถ้าไม่ควรก็กฎหมายลงโทษไว้หรือเปล่า คราวนี้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายก็จะสืบจับนาย ก. ไปฟ้องร้องโทษเป็นเรื่องของเหตุผลทางศีลธรรมต่อไป
              แม้ในเรื่อง นาย ก. ไปขโมยเพชร นาย ข. ก็เช่นเดียวกัน เหตุคือการขโมย ผลคือการได้มา เป็นเพียงเหตุผลขั้นแรก หรือธรรมดาสามัญ แต่เหตุผลทางศีลธรรมขั้นที่ 2 ที่ตำรวจจะสืบจับ หรือนำตัวไปฟ้องร้องโทษ ยังมีอีกชั้นหนึ่ง เราจึงดูให้ตลอดสาย อย่าเพิ่งมองสายสั้นอย่างเดียว
              7. ยังมีเหตุผลซ้อนระหว่างศีลธรรมขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของกรรมจัดสรรจริงๆ คือในกรณีที่การกระทำนั้นผิดศีลธรรม แต่เจ้าหน้าที่จับไม่ได้หรือไม่มีใครลงโทษได้เหตุผลก็มิได้หยุดลงแค่นั้น มันคงตามเผาจิตใจของผู้ทำผิดให้หวาดระแวงเป็นวัวสันหลังหวะตลอดเวลา เห็นใครแต่งตัวคล้ายตำรวจเดินผ่านไปมาก็ให้นึกไปว่าเขาจะมาจับกุมลงโทษ หรือบางทีผลยังแสดงให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายเป็นพยาน เป็นเครื่องเตือนใจอยู่ก็มีเป็นอันมาก ขอยกตัวอย่างทั้งที่ปรากฏในเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ทั้งที่เป็นเรื่องเล่าสืบกันมา และที่ได้เห็นเองคือ:-
              (1) ไฟไหม้บ้านริมน้ำแห่งหนึ่ง คนในบ้านใกล้เคียงตกใจขนของกันเป็นการใหญ่ มีเรือลำหนึ่งเทียบเข้าไปแล้วเจ้าของเรือก็ร้องตะโกนให้เขาขนของลงเรือ พอเห็นว่าของเต็มเรือดีแล้ว เจ้าของเรือก็แจวออกไปเป็นการโกงซึ่งๆ หน้า ซึ่งผู้กำลังเดือดร้อนไม่รู้จะไปเรียกร้องเอากับใครได้ อยู่มาผู้ที่โกงนั้นเกิดอาการเจ็บไข้ไม่สบายในถิ่นของตน อาการที่ปรากฏคือ ต้องการกินแต่น้ำร้อนจัดๆ ยิ่งร้อนเท่าไรยิ่งพอใจเท่านั้น ในที่สุดไม่พอใจคนรินน้ำร้อน หาว่าเอาน้ำร้อนไม่จริงมาให้ จึงให้นำเอาถ่านและกาน้ำไปต้มในที่ใกล้กับที่นอนเจ็บอยู่ พอน้ำเดือดพล่านมีควันพลุ่งออกมาเต็มที่แล้ว ก็ลุกขึ้นยกกาน้ำร้อนนั้นดื่มทางพวยกา พอดื่มเสร็จร้องเฮ้อ คล้ายกับว่าชื่นใจเสียเหลือเกินแล้วก็ตายไป เรื่องนี้เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทราวาส เคยเล่ามีผู้ฟังรู้เห็นกันมาก
              (2) มีชายคนหนึ่งมีฝีมือดีในทางแทงหัวใจหมู คือเมื่อทุบหมู แล้วใช้มีดคมปลายแหลมแทงให้ตรงหัวใจ หมูจะตายทันที ชายผู้นี้นำมีดคู่มือไปด้วย ในร้านจีนขายของใกล้ๆ ที่อยู่ วันหนึ่งผิดใจกับคนอื่น คนที่ไม่พอใจจับมีดจ้วงแทงถูกหัวใจล้มลงขาดใจตายในลักษณะเดียวกับหมูที่ตนฆ่านั้น เรื่องนี้นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คนหนึ่งที่มาบวชในพระพุทธศาสนามาเล่าให้ฟัง
              (3) มีชายคนหนึ่งชอบเล่นสนุก ชอบเห็นเหตุการณ์แปลกๆ จึงจับแมวตัวหนึ่งพร้อมทั้งเรียกสุนัขให้ติดตามไปด้วย ต้องการให้สุนัขกัดแมว แต่ ถ้านำไปในที่มีต้นไม้หรืออาคารบ้านเรือนแมวก็จะหนีได้ จึงอุ้มแมวไปในที่โล่งซึ่งกะว่าแมวจะไม่มีที่กำบังหรือปีนป่าย สุนัขก็ตามเห่าไปด้วย ข้างแมวก็กลัวขนพองแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร พอไปถึงที่โล่ง เขาก็ทุ่มแมวลงไปที่สุนัขทันที เพื่อจะได้ดูเหตุการณ์ที่สนุกตื่นเต้นที่สุด แต่ผลปรากฏว่าแมวนั้นวิ่งปราดมาที่ตัวชายผู้นั้น ตะกายพรวดเดียวขึ้นไปอยู่ที่คอ หน้าตาแขนขาของชายผู้นั้นถูกเล็บแมวตะกุยเลือดโทรมไปหมด เรื่องนี้ท่านมหาผิว วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งได้ย้ายไปอยู่วัดเสนาสนารามในภายหลังเป็นผู้เล่าว่าเป็นเรื่องจริงและเหตุผลก็น่าเชื่อว่าเป็นจริง
              (4) จีนผู้หนึ่งมีอาชีพในทางเชือดไก่ขาย เวลาเช้าจะนำไก่ที่ฆ่าแล้ว ใส่ถังสังกะสีสำหรับตักน้ำ เอาไม้คานใส่เข้าไประหว่างหูหิ้วของถังผ่านวัดไปตลาดเสมอ ตอนบ่ายขายไก่ได้แล้วก็กินเหล้าเดินกลับ นานๆ ก็เชือดคอตนเองครั้งหนึ่งจนคอมีรอยแผลเป็น ผู้เขียนเป็นเด็กเรียนหนังสืออยู่ในวัดต่างจังหวัดได้เห็นและรู้จักเอง แกชื่อกัง ใครๆ เรียกแกว่าเจ็กกัง ครั้งหลังสุดดูเหมือนแกเชือดคอตัวเองจนตาย
              (5) มีจีนคนหนึ่งที่ตลาดพลู ธนบุรี มีอาชีพฆ่าหมู คราวหนึ่งไม่สบายส่งเสียงร้องเหมือนหมู ร้องเรียกเมียซึ่งแต่งงานด้วยกันไม่ถึงเดือนให้เอาอ่าง (รองเลือด) มาให้ เอามีดหมูมา พอได้ของเหล่านี้มาพร้อมก็ขาดใจตาย ท่านผู้นี้เป็นที่เคารพของท่านผู้เขียนเป็นผู้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตนเอง เพราะได้ยืนดูอยู่ด้วยเป็นผู้เล่า
              (6) ในครั้งพุทธกาลมีชายคนหนึ่งชื่อจุนทะ เป็นคนฆ่าหมูขาย เวลาไม่สบายคลาน 4 เท้าเหมือนหมู ส่งเสียงร้องเหมือนหมูทรมานอยู่หลายวันจึงตาย มีเรื่องปรากฏในอรรถกถาธรรมบท
              (7) มีชายคนหนึ่งชื่ออิ่ม เล่นโขนเก่ง แสดงเป็นตัวพระราม มีชื่อเสียงจนคนเรียกชื่ออิ่มพระราม เป็นคนชอบชนไก่มาก เวลาจะตายเอามือชนกันร้องโป๊กพ่อๆ จนมือเน่าแล้วในที่สุดก็ตายไป เหตุเกิดที่ตลาดโรงหมู อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งท่านเป็นที่เคารพของผู้เขียน ได้เห็นเหตุการณ์มาเอง
              (8) ท่านผู้ชอบพอกันคนหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังเองถึงเหตุการณ์ในชีวิตของท่านว่า ท่านเคยนึกสนุกเอาไม้ขีดเผามดแดงเล่น ทันใดนั้นเองไฟที่ไม้ขีดได้ตกลงไปที่ขาพับของท่านไหม้เป็นแผลเห็นผลทันตา
              (9) ในครั้งพุทธกาลมีเรื่องเล่าถึงภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเป็นผู้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเครื่องใช้หรือบริขารจะเป็นผ้านุ่งห่มเกิดขึ้น ท่านมักแบ่งปันให้เพื่อนพระด้วยกัน ด้วยการที่เป็นผู้ปรารถนาดีไม่สะสม บำเพ็ญสาราณิยธรรมอย่างนี้เสมอมา ท่านก็กลายเป็นผู้มีโชคดีอย่างประหลาดอยู่เสมอ มีพระหลายรูปไปบิณฑบาตไม่ได้เลยในบางแห่ง แต่พอท่านไปมีคนใส่บาตรเต็มนำมาเลี้ยงพระที่ไม่ได้อะไร คราวหนึ่งมีพระเจ้าแผ่นดินมีประสงค์จะถวายผ้าแก่พระทั้งวัด เผอิญมีผ้าดีอยู่ 2 ผืน (คงเป็นผ้านุ่งผืนหนึ่ง ผ้าห่มผืนหนึ่ง) พระองค์นั้นทราบมีผ้าเนื้อดี 2 ผืน นอกนั้นเป็นผ้าเนื้อธรรมดา ท่านก็พูดไว้ล่วงหน้าว่าผ้าเนื้อดีมีทั้ง 2 ผืนนั้นแหละจะต้องตกมาถึงท่าน อำมาตย์ได้ยินก็นำเรื่องไปกระซิบบอกพระราชา พระราชาเป็นผู้ถวายผ้าเอง ก็สังเกตผ้าที่วางซ้อนๆ กันไว้นั้นพอมาถึงลำดับภิกษุหนุ่มรูปนั้น ก็เป็นผ้าเนื้อดีทั้ง 2 ผืนพอดี ทั้งอำมาตย์และพระราชาต่างมองหน้ากัน เมื่อทำพิธีถวายผ้าเสร็จแล้ว พระราชาจึงเข้าไปหาพระภิกษุหนุ่มรูปนั้น เข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์มีญาณวิเศษ จึงถามว่า ท่านได้บรรลุโลกุตรธรรมตั้งแต่เมื่อไร ภิกษุหนุ่มรูปนั้นถวายพระพรว่า เปล่าเลยท่านมิได้บรรลุโลกุตรธรรม หรือธรรมวิเศษอะไรเลย พระราชาจึงตรัสถามว่า ถ้าอย่างนั้นท่านรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะได้ผ้าเนื้อดี ภิกษุหนุ่มถวายพระพระว่า ท่านเป็นผู้บำเพ็ญสาราณิยธรรมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อยู่เนืองนิตย์ ตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญมาก็ได้ผลประหลาดอยู่เสมอ อะไรที่ดีที่สุดจะต้องตกมาถึงมือท่าน พระราชาก็ทรงชื่นชมอนุโมทนา และตรัสชมเชยภิกษุรูปนั้นแล้วหลีกไป เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาสาราณิยธรรมสูตร ภาค 3 หน้า110 ถึง 112
              (10) ผู้ชอบพอกับผู้เขียนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าที่จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อ 15-20 ปี มาแล้ว มีจีนคนหนึ่งเป็นผู้มีอาชีพทางต้มหอยแมลงภู่ใช้กระทะใบบัวขนาดใหญ่เป็นเครื่องต้ม เทหอยลงไปแล้วก็ตักขึ้น ทำดังนี้เสมอมา วันหนึ่งเมื่อตักหอยขึ้นหมดแล้ว แต่น้ำเดือดยังมีอยู่กว่าครึ่งกระทะ ไม่ทราบว่าจะล้างกระทะหรืออย่างไร จีนผู้นั้นกลับตกลงไปในกระทะนั้นเอง ดิ้นพรวดพราด มีผู้ช่วยเอาขึ้นมาได้นอนร้องโหยหวน ส่งเสียงดัง ชาวบ้านไม่เป็นอันหลับอันนอนกันตลอดคืน และในที่สุดก็ตาย
              เรื่องต่างๆ ที่นำมาเล่านี้ พอจะเป็นตัวอย่างพิจารณาเหตุผลทางศีลธรรม อันเป็นเหตุผลขั้นที่ 2 จากเหตุผลธรรมดา ท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ เป็นสิทธิของท่านที่จะพิจารณาเอาเอง เพราะในทางพระพุทธศาสนา เราไม่นิยมให้เชื่ออะไรอย่างง่ายๆ หรืองมงาย เรื่องกฎแห่งกรรมนี้ยังมีเงื่อนแง่พิสดารต่อไปอีก การกระทำบางอย่างเพียงเล็กน้อย ทำไมผลที่ปรากฏจึงมากกว่าการกระทำหลายเท่าไม่ว่าความดีหรือความชั่ว ถ้าท่านลองเทียบเคียงดูก็จะเห็นได้ ขโมยคนหนึ่งลักบุหรี่ซองเดียว แต่ศาลตัดสินจำคุกตั้งเดือน ซึ่งไม่คุ้มกันเลย มะม่วงลูกเดียวที่นำไปปลูก พอมีผลก็ให้ผลปีละหลายร้อยลูก บางปีถึงพันๆ ลูก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
              จากตัวอย่างเหล่านี้ บุคคลจึงไม่ควรดูหมิ่นคุณความดีแม้สักเล็กน้อยว่าไม่มีความหมายอะไร และโดยทำนองเดียวกัน ก็ไม่ควรดูหมิ่นความชั่วว่า เพียงเล็กน้อยไม่เป็นไร ไม้ขีดก้านเดียวอาจจะเผาผลาญหมู่บ้านทั้งหมู่ทำความพินาศให้ยิ่งกว่าที่จะคิดถึง ฉะนั้น ทางพระพุทธศาสนาจึงสอนให้พยายามหลีกเลี่ยงความชั่ว และพยายามประพฤติคุณงามความดีเท่าที่จะมีโอกาสกระทำได้โดยไม่มองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไป

อาจารย์สุชีพ  ปุญญานุภาพ เรียบเรียง
พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน รวบรวม
13/12/53

 

Go to top