Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 4 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

สารบัญ



ความมหัศจรรย์ของภาษาบาลี 
              ศาสนาทั้งหลายในโลกนี้  ต่างมีภาษาสำหรับจารึกศาสนธรรมคำสอนของพระศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนานั้นๆ  ภาษาสันสกฤตผู้นับถือศาสนาพราหมณ์นับถือว่าเป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์  เพราะจารึกคำสอนอขงพระเวทฉันใด  แม้ภาษาบาลีก็เป็นเช่นเดียวกัน  ชาวพุทธทั้งหลายฝ่ายเถรวาทก็นับถือว่าเป็นภาษาศักดิ์สิทธ์  เพราะจารึกพระธรรมอันเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่อนุพุทธยุคหลักได้ศึกษาเรียนรู้พระพุทธธรรมได้โดยง่าย  พระมหาเถระทั้งหลายผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถา  และฎีกา  เป็นต้น  ต่างใช้ภาษาบาลีเป็นหลักในการแต่งคัมภีร์เหล่านั้น
              ฉะนั้นการที่จะมีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทโดยถูกต้องและ  สมบูรณ์แบบที่สุดนั้น  ขึ้นกับภูมิความความแตกฉานภาษาบาลีเป็นสำคัญ  เพราะพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ปัจจุบันเรียกกันว่า  “พระไตรปิฎก” นั้น  ล้วนอยู่ในรูปของภาษาบาลีทั้งสิ้น  เนื่องจากภาษาบาลีเป็นภาษารักษาไว้ซึ่งพระพุทธวจนะ ภาษาบาลีมีความมหัศจรรย์พอสรุปได้ดังต่อไปนี้
๑. ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ไม่เสื่อม
              ภาษาบาลีนับว่าเป็นภาษาที่สูงกว่าภาษาทั้งหลาย  เพราะสมบูรณ์ด้วยคุณวิเศษและสภาวนิรุตติ  คำว่า  สภาวนิรุตตินั้น  หมายถึงภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงความหมายและอธิบาย  มีอำนาจในการแสดงอรรถและอธิบายได้แน่นอน  เป็นภาษาที่ผู้วิเศษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงใช้อยู่  กล่าวอีกนัยหนึ่ง  สภาวนิรุตติ  หมายถึงภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ไม่เสื่อม  ตั้งอยู่โดยปกติ  ส่วนภาษาอื่นๆ เมื่อถึงกาลหนึ่งย่อมเปลี่ยนแปลง  และเสื่อมได้  สำหรับภาษาบาลีแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมเลย ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ  ในกาลไหนๆ  หากจะมีการเปลี่ยนแปลง  หรือเสื่อมสลายก็เป็นเพราะผู้ศึกษา  ผู้แสดง  ผู้สอน  เรียนผิด  แสดงผิด  และสอนผิด  แม้ถึงกระนั้น  ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยตลอดกาล  เพราะท่านกล่าวไว้ในสัมโมทวิโนทนีว่า  สถานที่พูดภาษาบาลีมากที่สุดคือ  นรก  ดิรัจฉาน  เปรต  โลกมนุษย์  สวรรค์  และพรหมโลก  กล่าวอธิบายว่า  เมื่อโลกแตกสลาย  พรหมโลกมิได้เข้าข่ายการแตกสลายด้วย  ฉะนั้น  พรหมโลกแตกสลาย พรหมโลกมิได้เข้าข่ายการแตกสลายด้วย  ฉะนั้น  พรหมโลกจึงตั้งอยู่ได้สภาพเดิม
๒.  ภาษาบาลีเป็นมูลภาษา
              ภาษาบาลีจัดเป็นภาษาของมนุษย์ในยุคแรกของโลก  เพราะเมื่อโลกถึงการแตกสลาย  พรหมโลกมิได้แตกสลายไปด้วย  ฉะนั้นพรหมโลกจึงตั้งอยู่ในสภาพเดิม  โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง  มีอธิบายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่า มนุษย์ในยุคแรกของโรคนั้น  เป็นผู้จุติมาจากพรหมโลกด้วยอุปาทปฏิสนธิ  มนุษย์ดังกล่าวนั้นพูดภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันในพรหมโลกเป็นต้น  ฉะนั้น  นักไวยากรณ์จึงมีความเชื่อว่า  ภาษาบาลี  เป็นมูลภาษาคือเป็นภาษาที่มนุษย์ในยุคแรกใช้พูดกัน  ดังที่คัมภีร์ปทรูปสิทธิ  ได้กล่าวว่า
        
              สา  มาคธี  มูลภาสา      นรา  ยายาทิกปฺปิกา
                       พฺรหฺมาโน  จสฺสุตาลาปา   สมฺพุทฺธา  จาปิ  ภาสเร ฯ
              แปลว่า นรชนผู้เกิดในปฐมกัป พรหม แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย และบุคคลผู้มิได้สดับคำพูดของมนุษย์เลย กล่าวด้วยภาษาใด ภาษานั้นคือมาคธี ภาษามคธเป็นภาษาดั้งเดิม (หลวงเทพดรุณานุศิษฎ์ (ทวี  ธรมธัช),บาลีไวยากรณ์พิเศษ,(กรุงเทพฯ: มหามกุกราชวิทยาลัย,๒๕๓๔),หน้า ๑)
             ภาษามาคธี  เป็นภาษาดั้งเดิมที่ใช้พูดกันโดยมนุษย์ต้นกัปป์  พวกพรหม  พระพุทธเจ้า  และบุคคลผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินคำพูดจากบุคคลอื่น 
๓. ภาษาบาลีเป็นสภาวนิรุตติ
 
              ท่านแสดงไว้ในสัมโมมหวิโนทนีว่า ภาษาบาลีเป็นสภาวนิรุตติหมายความว่าเป็นภาษา ธรรมชาติ อธิบายว่า  แม้ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังภาษาอื่นมาก่อน หากมีความสามารถในการคิดและพูดได้เอง เขาคงจัดพูดภาษาบาลีอันเป็นภาษาที่เขาสนใจเท่านั้น  หมายความว่า  ในหนทางอันยืดยาวแห่งสังสารวัฏอันกำหนดนับไม่ได้นั้น มีการกำหนดเม็ดพืชของภาษาบาลีอยู่  ผู้ที่เดินทางไกลในสังสารวัฏล้วนเคยพูดเคยท่องบ่นภาษาบาลีมาแล้ว  โดยนับไม่ถ้วน  นั้น  เมื่อถึงเวลาพูดจริงแม้จะไม่เคยพูดภาษาบาลีมาก่อน ก็สามารถพูดภาษาบาลีได้เอง ทั้งนี้ปรากฏขึ้นมาเพราะพืชพันธ์แห่งสภาวนิรุตตินั่นเอง
๔.ภาษาบาลีเป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ
              ภาษาบาลี นอกจากจะได้ชื่อว่าสภาวนิรุตติแล้ว ยังชื่อว่าเป็นเหตุแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณอีกด้วย ผู้ที่ได้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณแล้ว จะสามารถรู้ภาษาบาลีได้เอง  เช่นเดียวกันความแตกฉานในภาษาบาลีก็เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งแห่งการได้บรรลุปฏิสัมภิทาญาณ
๕.  ภาษาบาลีเป็นภาษารักษาพระศาสนา
              ภาษาบาลี  มิใช่จะสมบูรณ์ด้วยคุณดังกล่าวมาแล้วเท่านั้น   ยังได้ชื่อว่าเป็นภาษารักษาพระ
พุทธศาสนาอีกด้วย  “การดำรงไว้ซึ่งวินัยกรรมที่รู้กันว่าเป็นอายุของพระศาสนา” นั้น จัดเป็นคำพูดที่ถูกทีเดียวเพราะในการทำสังฆกรรมมี อุโบสถ ปวารณา อุปสมบท และสมมติสีมา เป็นต้น  จะสำรวจได้ด้วยดีและถูกต้องตามแบบแผนพุทธบัญญัติ  ถ้าไม่มีวินัย  กรรมเกี่ยวเนื่องด้วยการสวดกรรมวาจาแล้ว  ถือว่ากรรมไม่สำเร็จ  แต่สังฆกรรมนั้นๆ จะสำเร็จได้ด้วยดีก็ด้วยผู้สวดกรรมวาจาสามารถสวดกรรมวาจา  ออกเสียงสิถิล  ธนิต  วิมุตติ  และนิคคหิต  ได้ถูกต้องชัดเจน  และผู้ที่สวดได้ถูกต้องชัดเจน  จะต้องมีความรู้แตกฉานในพยัญชนะพุทธิ  ๑๐  ประการมีสิถิลและธนิตเป็นต้น  ซึ่งแสดงถึงวิธีสวดภาษาบาลี  เมื่อมีความรู้แตกฉานในพยัญชนะพุทธิ  ๑๐  ประการแล้ว  จึงสวดกรรมวาจาได้ถูกต้องชัดเจน  และสังฆกรรมย่อมสำเร็จสมบูรณ์ตามพุทธประสงค์  หากไม่เรียนรู้ภาษาบาลีก็ไม่สามารถสวดกรรมวาจาให้สำเร็จได้  เมื่อเป็นเช่นนั้น  จึงกล่าวสรุปได้ว่า  ภาษาบาลีเป็นภาษาที่มีความสำคัญอันสูงสุดต่อความดำรงมั่นสิ้นกาลนานแห่งพระพุทธศาสนา
๖.  ภาษาบาลีเป็นภาษาอจินไตย
              กล่าวกันว่า   พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมจักกัปปวัตตนสูต ซึ่งเป็นปฐมเทศนาด้วยภาษาบาลี   เมื่อเป็นเช่นนั้นน่าจะมีปัญหาว่า  ผู้ที่ฟังพระธรรมจักรเทศนาทั้งหลาย (หมายถึงพระปัญจวัคคีย์) หากไม่รู้ภาษาบาลีแล้วจะเข้าใจพระธรรมจักรเทศนาที่พระองค์ทรงแสดงได้อย่างไร?  ตอบได้ว่า  ข้อที่กล่าวว่าพระองค์ทรงแสดงพระธรรมจักรด้วยภาษามคธนั้นเป็นความจริงทีเดียว  ถึงแม้ว่าปฏิคคาหกบุคคลผู้รับฟังธรรมทั้งหลาย จะรู้เฉพาะภาษาของตนอย่างเดียวก็จริง ขอยกตัวอย่างเช่น ชนชาวทมิฬก็นึกว่า (พระพุทธองค์) แสดงธรรมโปรดเขาด้วยภาษาทมิฬ ชนชาวอันธกะทั้งหลายก็นึกว่า (พระพุทธองค์) ทรงแสดงธรรมโปรดเขาด้วยภาษาอันธกะเช่นเดียวกัน การที่ผู้ฟังทั้งหลายนึกเช่นนั้นเป็นเพราะอานุภาพแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรียกว่า “วาจาอจินไตย” อันมีอยู่ในอจินไตย ด้วยเหตุดังกล่าว การที่จะศึกษาพุทธธรรมหมีความรู้ความเข้าใจแตกฉาน อย่างลุ่มลึกในอรรถธรรมได้ดีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้เข้าใจในภาษาบาลี ที่เรียกว่ามูลภาษาเสียก่อน ดังนั้น คัมภีร์นิรุตติทีปนี จึงนับได้ว่าเป็นตำราพื้นฐานของ การศึกษาภาษาบาลี ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เข้าใจหลักภาษาก่อน จากนั้นจึงค่อยเข้าไป ศึกษาพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา เป็นต้นสืบต่อไป  (เวทย์ บรรณกรกุล,ความอัศจรรย์ของภาษาบาลี, http://www.medeepali.net/pali.html(13/02/05)
              เนื่องจากภาษาเป็นภาษาที่มีหลักไวยากรณ์ ดังก่อนที่จะศึกษาภาษาบาลีจึงต้องรู้จักไวยากรณ์ภาษาบาลีตามสมควร

การใช้คำที่ยืมมาจากภาษาบาลี        
              ภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบันมีคำที่ยืมมาจากภาษาบาลีเป็นจำนวนมาก ซึ่งคำยืมจากภาษาบาลีสามารถแบ่งเป็นประเภทได้ตามลักษณะการใช้ดังต่อไปนี้   ศุภรางศุ์  อินทรารุณ,ภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย, <http://www.huso.buu.ac.th/thai/web/personal/subhrang/208322/208322chap1-2.htm>(17/05/51)
              ๑.ใช้เป็นราชาศัพท์ คำว่า”ราชาศัพท์”แปลตามตัวอักษรว่า "คำที่ใช้สำหรับพระราชา" แต่ที่จริงราชาศัพท์เป็นคำที่ใช้สำหรับกล่าวถึงและติดต่อสื่อสารกับพระมหากษัตริย์    พระราชินี องค์รัชทายาท ตลอดไปจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์ โดยแบ่งตามลำดับชั้น และใช้คำแตกต่างกันออกไป  (ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมไทย,(กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖), หน้า ๙๕๒)
               ราชาศัพท์ที่สร้างจากคำบาลีมีมาก  เช่น  พระบรมราโชวาท  พระราชเสาวนีย์  พระวรกาย  พระสุณิสา  พระราชทาน  พระโอษฐ์  พระบรมสาทิสลักษณ์  ธารพระกร  พระสุธารส  เป็นต้น
              ในทางปฏิบัติ คำว่าราชาศัพท์หมายรวมถึงคำที่คฤหัสถ์ใช้กับพระสงฆ์และพระสงฆ์ใช้ในหมู่พระสงฆ์กันเองด้วย  เช่น  อาพาธ  มรณภาพ  นมัสการ  อีกทั้งยังหมายรวมถึงคำภาษาแบบแผนและคำสุภาพทั่ว ๆ ไปซึ่งใช้กับข้าราชการและสุภาพชนอีกด้วย (ราชบัณฑิตยสถาน, หน้า ๙๕๒) 
              ๒.ใช้เป็นศัพท์เฉพาะทางศาสนา ในที่นี้คำว่าศัพท์เฉพาะทางศาสนาใช้ในความหมายที่แยกจากราชาศัพท์สำหรับพระสงฆ์  คือหมายถึงแต่คำที่มีความหมายที่เข้าใจกันเป็นการเฉพาะในศาสนาใดศาสนาหนึ่ง อันอาจเป็นพุทธศาสนา  ศาสนาพราหมณ์  ศาสนาอิสลาม  ศาสนาคริสต์  หรือศาสนาอื่น ๆ ก็ได้ศัพท์เฉพาะเหล่านี้นิยมสร้างหรือยืมจากบาลี  เช่น  นิวรณ์  มุสาวาท  โผฏฐัพพะ อิทธิบาท  เวทนา  ตันตระ  ศีลมหาสนิท แต่บางครั้งราชาศัพท์สำหรับพระสงฆ์กับศัพท์เฉพาะทางศาสนาอาจปนกันก็ได้ เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ทำพิธีทางศาสนา
              ๓.ใช้ในภาษาแบบแผน แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม
              ก. คำภาษาแบบแผนทั่วไป คือ คำที่ระบุไว้ในพจนานุกรมว่า "แบบ" มีใช้แต่ในภาษาหนังสือ ไม่ได้ใช้พูดเป็นประจำ ใช้ได้ทั้งในร้อยแก้วและร้อยกรองการเปลี่ยนแปลงเสียงของคำจากภาษาเดิม มักเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่เจตนาหรือไม่มีเลย เช่น กนก นารี กมล จารุ เป็นต้น
              ข.คำภาษาร้อยกรอง คือคำที่ระบุไว้ในพจนานุกรมว่า "กลอน" ใช้เฉพาะในร้อยกรอง และโดยปรกติการเปลี่ยนแปลงเสียงของคำมักเป็นไปเพื่อความเหมาะสมกับบทประพันธ์     ที่เรียกว่าการกลายเสียงโดยเจตนาด้วย  เช่น  เวหน  สุริยง  เกศา  มยุเรศ  มาลี  ราตรี
              ๔.ใช้ในภาษามาตรฐานหรือใช้เป็นคำสุภาพ ใช้ทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน  เช่น  คำพูดอย่างเป็นพิธีการหรือเอกสารของทางราชการ  เช่น  บิดา  มารดา  สามี  ภริยา  ภรรยา  บุตร ธิดาเป็นต้น
              ๕. ใช้เป็นศัพท์บัญญัติ หรือศัพท์เฉพาะทางวิชาการ คือคำที่สร้างขึ้นในสมัยหลังเพื่อให้มีความหมายตรงกับคำภาษาตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษในวิชาการแขนงต่าง ๆ โดยมากมักสร้างขึ้นในลักษณะคำสมาสหรือคำประสม จากคำภาษาบาลี และ/หรือ สันสกฤตที่มีใช้อยู่ในภาษาไทยแล้ว แต่บางทีก็อาจมีการหาคำใหม่ที่ยังไม่เคยใช้ในภาษาไทยมาใช้ก็ได้ เช่น เจตคติ นันทนาการ บรรณรักษ์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ มัณฑนศิลป์ โทรทัศน์ โทรศัพท์ วิศวกร ปรนัย อัตนัย
              ๖.    ใช้เป็นคำสามัญ คือคำภาษาพูดที่ใช้สนทนาทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น อายุ เศรษฐี โรค ปัญหา ภาษา ชาติ ประเทศ สัตว์ หิมะ เวลา อาหาร
              ๗.    ใช้เป็นชื่อเฉพาะ  แบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ
              ก.    ชื่อวัน  เดือน  ดวงดาวและกลุ่มดาวบนท้องฟ้า  เทพเจ้าทั้งชายและหญิง  ตลอดจนชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์  ตำนาน  และเทพนิยายต่าง ๆ ฯลฯ ของอินเดีย  ซึ่งรับมาโดยตรงไม่เปลี่ยนแปลงจากชื่อในภาษาบาลีสันสกฤต ชื่อเหล่านี้บางครั้งจะมีหน่วยคำนำหน้าว่า พระ (phrá-) หรือ พระนาง (phrá-naŋ)  สุดแต่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เพื่อแสดงความยกย่องนับถือ เช่น (พระ, ดวง, วัน) อาทิตย์ (พระ, ดวง, วัน) จันทร์ (พระ, ดาว, วัน) อังคาร  มกราคม (มกร-อาคม)  เมษายน (เมษ-อายน)  กุมภ์  มีน  พฤษภ  พระศิวะ  พระวิษณุ  พระ(นาง)ลักษมี  พระราม  พระลักษมณ์  ศกุนตลา เป็นต้น
              ข.    ชื่อสถานที่และอื่น ๆ เช่น  ชื่อจังหวัด  อำเภอ  แม่น้ำ  และภูเขา  เป็นต้น  ซึ่งประกอบขึ้นหรือนำมาจากภาษา บาลีเช่น  กาญจนบุรี  ชัยนาท  นครราชสีมา  นราธิวาส  มุกดาหาร สกลนคร  สุราษฏร์ธานี  นครชัยศรี  พิบูลมังสาหาร  ไพศาลี  อุทุมพรพิสัย  อินทนนท์
              นอกจากชื่อสถานที่เหล่านี้  ชื่อเฉพาะอื่น ๆ ในประเทศไทยก็มักตั้งขึ้นโดยใช้คำหรือประสมคำขึ้นจากภาษาบาลีสันสกฤต เช่น  ชื่อบุคคล  บริษัทห้างร้าน  สิ่งก่อสร้าง  สมาคม  วัด  สถานศึกษา สถานที่ราชการ  องค์การ  สถาบันต่าง ๆ  เป็นต้น  โดยที่ผู้ตั้งมักเปลี่ยนเสียงและความหมายให้เข้ากับความต้องการของตน 
              ภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบันจึงยืมคำภาษาบาลีมาใช้เป็นจำนวนมาก การได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการของภาษาบาลีก็จะทำให้รู้จักและเข้าใจภาษาบาลีมากยิ่งขึ้น

สรุปท้ายบท
              ประวัติและวิวัฒนาการของภาษาบาลีนั้น ผ่านกาลเวลามายาวนาน บางครั้งอาจมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นภาษาของตนเอง แท้จริงแล้วคำบางคำมีรากฐานมาจากภาษาบาลี  ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลกล่าวกันว่ามีการแต่งคัมภีร์ภาษาบาลีแล้วเช่นเนตติปกรณ์ รจนาขึ้นโดยพระมหากัจจายนะ ซึ่งเชื่อกันว่ามีชีวิตในสมัยพุทธกาล  ในบทนี้ไม่ประสงค์จะวิเคราะห์คัมภีร์ให้ลึกซึ้งนัก เพียงต้องการให้ผู้เริ่มศึกษาทราบว่าภาษามคธหรือภาษาบาลีนั้นมีประวัติและวิวัฒนาการมาตามลำดับ มีหลักไวยากรณ์เฉพาะ และปัจจุบันภาษาบาลีก็ยังใช้ศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณรในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำก็ยังมีวิชาเอกว่าภาษาบาลีโดยเฉพาะ ดังนั้นกุลบุตรผู้ศึกษาภาษาบาลีจึงควรภาคภูมิใจว่าเราได้ศึกษาภาษาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธศาสนา



คำถามทบทวนประจำบท


๑. ภาษาบาลีหรือภาษามคธมีความเป็นมาอย่างไร
๒.ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงใช้ภาษาบาลีในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
๓. คำว่า “ปาลี” หมายถึงอะไร
๔. ท่านคิดว่าภาษาบาลีนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร
๕. ภาษาบาลีมีความสัมพันธ์กับภาษาไทยหรือไม่ อย่างไร
๖. ทำไมพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจึงต้องสวดด้วยภาษาบาลี
๗. ภาษาบาลีเป็นภาษาอจินไตยหมายความว่าอย่างไร
๘. ภาษาบาลีเป็นภาษารักษาศาสนาได้อย่างไร
๙. คำว่า “นวังคสัตถุศาสน์” หมายถึงอะไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง
๑๐.ภาษาบาลีกับภาษามาคธีเป็นภาษาเดียวกันหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร
๑๑. การศึกษาภาษาบาลีหรือภาษามคธมีประโยชน์ต่อการศึกษาและค้นคว้าพระพุทธศาสนาอย่างไร
๑๒. คัมภีร์อรรถกถาหมายถึงคัมภีร์เช่นใด ท่านเคยอ่านคัมภีร์อรรถกถาเล่มใดมาบ้าง
      มีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องอะไร จงอธิบาย
๑๓. คัมภีร์มังคลัตถทีปนีจัดอยู่ในคัมภีร์ชั้นใด เนื้อเรื่องโดยย่อว่าด้วยเรื่องอะไร
      มีประโยชน์อย่างไรต่อการศึกษาทางพระพุทธศาสนา
๑๔. คัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์จัดอยู่ในคัมภีร์ชั้นใด   ใครเป็นผู้แต่ง เนื้อหาว่าด้วยเรื่องอะไร
๑๕. ไวยากรณ์ภาษาบาลีที่ใช้เรียนในประเทศไทยปัจจุบันเป็นคัมภีร์ไวยากรณ์สายใด จงอธิบาย
๑๖.  ปัจจุบันนี้ควรส่งเสริมการแต่งคัมภีร์ด้วยบาลีหรือไม่  เพราะเหตุใด
๑๗. พระเถระชาวไทยที่แต่งคัมภีร์ด้วยภาษาบาลีมีใครบ้าง   จงบอกเท่าที่ทราบ
๑๘.  ท่านจะมีวิธีการในการศึกษาบาลีอย่างไร
๑๙.  คัมภีร์ภาษาบาลีเล่มใดที่ควรส่งเสริมให้ศึกษาในระดับอุดมศึกษา
๒๐. ท่านคิดว่าอนาคตของภาษาบาลีจะเป็นอย่างไร
๒๑. จงบอกภาษาไทยที่ยืมมาจากภาษาบาลี พอสังเขป
๒๒. ประโยชน์ของการศึกษาบาลีคืออะไร
๒๓. ภาษาบาลีมีความมหัศจรรย์อย่างไร
๒๔. หลักสูตรบาลีที่ใช้ในปัจจุบันนี้เอื้อต่อการศึกษาภาษาบาลีมากน้อยเพียงใด จงอธิบาย
๒๕. การสวดมนต์ของพระภิกษุไทยในปัจจุบันทำไมต้องสวดเป็นภาษาบาลี จงให้เหตุผล


บรรณานุกรม

ฉลาด บุญลอย.ประวัติวรรณคดีบาลีตอน ๑.พระนคร:มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๕.
โปร่ง  ชื่นใจ น.ท..พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาอะไรแสดงพระธรรมเทศนา.พิมพ์ครั้งที่ ๒,กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๒.
พระมหาฉลาด  ปริญฺาโณ.คู่มือการเรียนบาลีไวยากรณ์.กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง,๒๕๓๐.
พระเทพดิลก(ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งที่ ๕,กรุงเทพฯ:มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๒.
พระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ ปยุตฺโต).พระไตรปิฎก: สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้.กรุงเทพฯ: ธรรมสภา,๒๕๕๐.
พระเทพเมธาจารย์ (เช้า ฐิตปุญฺโ).แบบเรียนวรณคดีประเภทคัมภีร์บาลีไวยากรณ์.พระนคร: โรงพิมพ์ประยูรวงศ์,๒๕๐๔.
พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณณวณฺโณ. โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.พระนคร: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชช,๒๕๑๔.
มหามกุฏราชวิทยาลัย.อรรถกถาวินัย มหาวิภังค์,เล่ม ๑ ภาค ๑.กรุงเทพฯ:,มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๒๕.
มหามกุฏราชวิทยาลัย.อรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค.กรุงเทพฯ:,มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๒๕.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมไทย.กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖.
เสนาะ  ผดุงฉัตร.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณคดีบาลี.กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๒.
เสถียร  โพธินันทะ.ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งที่ ๔,กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๓.
หลวงเทพดรุณานุศิษฎ์ (ทวี  ธรมธัช).บาลีไวยากรณ์พิเศษ.กรุงเทพฯ: มหามกุกราชวิทยาลัย,๒๕๓๔.
     
Website:
     http://oldaad.mcu.ac.th/html/scripture.html
     http://www.medeepali.net/pali.html
     http://www.huso.buu.ac.th/thai/web/personal/subhrang/208322/208322chap1-2.htm

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
เรียบเรียง
แก้ไขปรับปรุง 30/03/53

Go to top