Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 4 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

สารบัญ



พระพุทธเจ้าแสดงธรรมด้วยภาษามคธหรือบาลี

              ภาษาบาลี เป็นภาษาปรากฤตภาษาหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาพระเวท ภาษาบาลี คือ ภาษาที่ชาวมคธใช้พูดกันในแคว้นมคธ เรียกว่า “ภาษามาคธี” พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษานี้ประกาศพระศาสนาของพระองค์ ภาษามาคธีนี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
                            ๑. สุทธมาคธี เป็นภาษาของชนชั้นสูง คือภาษาของกษัตริย์หรือภาษาทางราชการ
                            ๒.เทสิยาหรือปรากฤต ได้แก่ ภาษาประจำถิ่น
              พระพทุธเจ้าทรงใช้สุทธมาคธีเป็นหลักในการประกาศคำสั่งสอนของพระองค์ และในสมัยนั้นทรงเผยแผ่พระธรรมด้วยวิธีมุขปาฐะ โดยมิได้มีบันทึกหรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ภาษาบาลีนี้นำมาใช้บันทึกพุทธวจนะเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ ปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช ถือเป็นภาษาประจำพุทธศาสนานิกายหินยาน ส่วนศาสนานิกายมหายานใช้ภาษาสันสกฤตบันทึกพุทธวจนะ  และต่อก็ใช้ภาษาบาลีจารึกพระธรรมลงในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นตำราหลักทางพระพุทธศาสนาอย่างไรก็ตาม ภาษาบาลีก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับภาษาสันสกฤต คือใช้เป็นภาษาเขียนในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ได้ใช้พูดหรือใช้เขียนในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีวิวัฒนาการเหมือนกับภาษาอื่นๆ ภาษาอสุทธมาคธีในสมัยพุทธกาลได้รับการปรับปรุงมาเป็นสุทธมาคธีในปัจจุบัน ดังที่มีผู้บันทึกอ้างไว้ว่า “ภาษามคธส่วนที่เป็นสุทธมาคธี ในปัจจุบันมีปรากฏอยู่ทั่วไป ทั้งในคัมภีร์พระไตรปิฎก ทั้งในอรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์อื่นๆ แต่ภาษามคธส่วนที่เป็นอสุทธมาคธียุคพุทธกาล ที่ทรงใช้ประกาศพระศาสนา แสดงธรรมสั่งสอนประชาชนนั้น ในปัจจุบันไม่อาจนำมาแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างได้ เพราะพระเถรอรหันตสาวกท่านได้ชำระปรับปรุงเรียบเรียงเป็นสุทธมาคธีไปหมดแล้ว  (โปร่ง  ชื่นใจ น.ท.,พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาอะไรแสดงพระธรรมเทศนา,พิมพ์ครั้งที่ ๒,(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๒),หน้า ๒๔)
              ดังนั้นภาษามคธหรือภาษาบาลีที่ใช้ศึกษาในปัจจุบันตามคัมภีร์ต่างๆจึงเป็นประเภทภาษาที่ได้รับการปรับปรุงมาจากภาษามคธในสมัยพุทธกาล

ลำดับชั้นคัมภีร์ภาษาบาลี   
              คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านจารึกไว้ในคัมภีร์ต่างๆ ด้วยภาษาบาลีซึ่งสามารถแบ่งลำดับชั้นของคัมภีร์ต่างๆ ได้ดังนี้
                            ๑.พระไตรปิฏก เป็นหลักฐานชั้นหนึ่ง เรียกว่า บาลี
                            ๒.คำอธิบายพระไตรปิฏกเป็นหลักฐานชั้นสอง เรียกว่า อรรถกถา หรือ วัณณนา
                            ๓.คำอธิบายอรรถกถา เป็นหลักฐานชั้นสาม เรียกว่า ฎีกา
                            ๔.คำอธิบายฏีกา เป็นหลักฐานชั้นสี่ เรียกว่า อนุฏีกา
                            ๕.นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่แต่งขึ้นภายหลังเป็นทำนองอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีใน
              คัมภีร์พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ หนังสือประเภทนี้ เรียกว่า “ทีปนี” หรือ “ทีปิกา” หรือ “ปทีปิกา” และหนังสือที่อธิบายเรื่องปลีกย่อยต่างๆ ที่มีในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา หนังสือประเภทนี้ เรียกว่า “โยชนา” หนังสือทั้งสองประเภทนี้จัดเป็นคัมภีร์อรรถกถา  ส่วนคัมภีร์ชื่ออย่างอื่นต่อจากนี้ไปมีหลายประเภทบางทีท่านก็ใช้คำรวมๆกันไปว่า ตัพพินิมุต แปลว่าคัมภีร์ที่พ้นหรือนอกเหนือจากนนั้น (พระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ ปยุตฺโต),พระไตรปิฎก: สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้,(กรุงเทพฯ: ธรรมสภา,๒๕๕๐),หน้า ๕๓)
              คำสอนที่อยู่ในคัมภีร์เหล่านี้ คำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฏกเป็นหลักฐานสำคัญที่สุด เพราะเป็นหลักฐานชั้นแรกสุด คำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฏกนั้นมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ โดยจัดแบ่งเป็น ๓ หมวด คือคือพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ภาษาบาลีเป็นภาษาที่จารึกคำสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาท ในขณะที่ภาษาสันสกฤตใช้บันทึกคำสอนของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
              จะเห็นได้ว่า คำสอนที่อยู่ในคัมภีร์เหล่านี้ คำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฏกเป็นหลักฐานสำคัญที่สุด เพราะเป็นหลักฐานชั้นแรกสุด คำสอนที่อยู่ในพระไตร ปิฏกนั้นมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์แบ่งเป็น ๓ หมวด คือ  หมวดที่หนึ่ง พระวินัย ว่าด้วยเรื่อง ระเบียบ กฎ ข้อบังคับควบคุมกิริยา มารยาท ของภิกษุสงฆ์ มีทั้งข้อห้ามและข้ออนุญาต ทั้งนี้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในหมู่สงฆ์ มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์  หมวดที่สอง พระสูตร ว่าด้วยเรื่องราว นิทาน ประวัติศาสตร์ ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนและทรงสนทนากับบุคคลทั้งหลายอันเกี่ยวกับชาดกต่างๆ ที่ทรงสอน เปรียบเทียบเป็นอุปมาอุปไมย เป็นต้น มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และ  หมวดที่สาม พระอภิธรรมว่าด้วยธรรมขั้นสูง คือ ว่าด้วยเรื่องเฉพาะคำสอนที่เป็นแก่น เป็นปรมัตถ์ ในรูปปรัชญาล้วนๆ มี ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์  คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น เรียกว่า “ธรรมวินัย”
              ธรรมวินัยเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดของชาวพุทธ เพราะถือเป็นสิ่งแทนองค์พระศาสดา ดังพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระอานนท์ก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมวินัยอันใดที่เราบัญญัติไว้แล้ว แสดงแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมะและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว” ดังนั้น กล่าวได้ว่า พระไตรปิฏกเป็นคัมภีร์ที่สำคัญมากที่สุดของชาวพุทธ 
              พระไตรปิฏกแต่เดิมเป็นภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่มีในมัชฌิมประเทศที่เรียกว่า แคว้นมคธ ในครั้งพุทธกาล ต่อมาพุทธศาสนาแพร่หลายไปในนานาประเทศที่ใช้ภาษาอื่น ประเทศต่างๆ เหล่านั้น มีธิเบตและจีนเป็นต้นได้แปลพระไตรปิฏกจากภาษาบาลีเป็นภาษาของตน เพื่อประสงค์ที่จะให้เรียนรู้ได้ง่าย จะได้มีคนเลื่อมใสศรัทธามาก ครั้นไม่มีใครเล่าเรียนพระไตรปิฏก ต่อมาก็ค่อยๆ สูญสิ้นไป สิ้นหลักฐานที่จะสอบสวนพระธรรมวินัยให้ถ่องแท้ได้  ลัทธิศาสนาในประเทศฝ่ายเหนือเหล่านั้นก็แปรผันวิปลาสไป
              ส่วนประเทศฝ่ายใต้มี ลังกา พม่า ไทย ลาว และ เขมร ประเทศเหล่านี้คิดเห็นมาแต่เดิมว่า ถ้าแปลพระไตรปิฏกเป็นภาษาอื่นโดยทิ้งของเดิมเสียแล้ว พระธรรมวินัยก็คงคลาดเคลื่อน จึงรักษาพระไตรปิฏกไว้ในเป็นภาษาบาลี
              การเล่าเรียนคันถธุระก็ต้องเรียนภาษาบาลีให้เข้าใจเสียชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงเรียนพระธรรมวินัยในพระไตรปิฏกต่อไป ด้วยเหตุนี้เองประเทศฝ่ายใต้จึงสามารถรักษาลัทธิศาสนาตามหลักธรรมวินัยยั่งยืนมาได้ การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี นอกจากจะเป็นการศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนแล้วยังได้ชื่อว่า เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาไว้อีกด้วย โดยเฉพาะการศึกษาภาษาบาลี เพราะถ้าไม่รู้ภาษาบาลีแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถรู้และเข้าใจพระพุทธวจนะในพระไตรปิฏก ถ้าขาดความรู้เรื่องพระไตรปิฏกแล้ว พระพุทธศาสนาก็จะต้องเสื่อมสูญไปด้วยด้วยเหตุนี้
              พระมหากษัตริย์ผู้เป็นศาสนูปถัมภกตั้งแต่โบราณมาจึงทรงทำนุบำรุง สนับสนุนการเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และทรงยกย่องพระภิกษุสามเณรที่เรียนรู้พระพุทธวจนะให้มีฐานันดร พระราชทานราชูปการต่างๆ มีนิตยภัตเป็นต้น จึงได้ทรงจัดให้มีวิธีการสอบพระปริยัติธรรมเพื่อให้ปรากฏต่อชาวโลกทั่วไปว่า พระภิกษุสามเณรรูปใดมีความรู้มากน้อยแค่ไหนเพียงไร
              เมื่อปรากฏว่า พระภิกษุสามเณรรูปใดมีความรู้ถึงขั้นที่กำหนดไว้ พระมหากษัตริย์ก็ทรงยกย่องพระภิกษุสามเณรรูปปั้นให้เป็น “มหาบาเรียน” ครั้นอายุพรรษาถึงชั้นเถรภูมิ ก็ทรงตั้งให้มีสมณศักดิ์ในสังฆมณฑลตามควรแก่คุณธรรมและความรู้เป็นครู อาจารย์ สั่งสอนพระปริยัติสืบๆ กันมาจนปัจจุบัน

วิวัฒนาการของภาษาบาลี
              ภาษาบาลีมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ สามารถศึกษาได้จากคัมภีร์ที่จารึกคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งคัมภีร์ภาษาบาลีมีการจำแนกความสำคัญตามลำดับคือ

๑. คัมภีร์พระไตรปิฎก
     พระไตรปิฎก หมายถึงคัมภีร์ที่บันทึกพระพุทธพจน์ไว้ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ คัมภีร์ คือพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม
           พระวินัยปิฎกมี ๕ พระคัมภีร์ แบ่งเป็น ๘ เล่ม   พระสุตตันตปิฎกมี ๕ นิกาย ๓๗ พระคัมภีร์ จัดเป็น ๒๕ เล่ม จากเล่มที่ ๙-๓๓  พระอภิธรรมปิฎก ๑๒ เล่ม จากเล่มที่ ๓๔-๔๕  นักศึกษาจะได้ศึกษาในชั้นต่อๆไป

๒. คัมภีร์อรรถกถา
           คัมภีร์อรรถกถาได้แก่คัมภีร์ที่วรรณนาธิบายลีนัตถบทในพระไตรปิฎกให้กระจ่างชัดโดยอรรถสมบัติ พยัญชนสมบัติ บาลีมุตตกะ นานาวินิจฉัย ตลอดจนอาจริยวาทระดับต่าง ๆ หรือที่เรียกว่าปกิณณกเทศนา อันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในที่ต่าง ๆ แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,คัมภีร์พุทธศาสตร์ http://oldaad.mcu.ac.th/html/scripture.html (13/02/05)
              ๑. พุทธสังวัณณิตะ คำอธิบายที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเอง เรียกว่าปกิณณกเทศนา ดังคำว่า “ตตฺถ ตตฺถ ภควา ปวตฺติตา ปกิณฺณกเทสนาเยว หิ อฏฺฐกถา” หรือดังคำว่า ปฐมสงฺคีติยํ ยา อฏฺฐกถา สงฺคีตาติ วจเนน สา ภควโต ธรมานกาเลปิ อฏฺฐกถา สํวิชฺชตีติ” 
              ๒. อนุพุทธสังวัณณิตะ คำอธิบายไขความที่พระสาวกทั้งหลายได้พรรณนาไว้
     คัมภีร์อรรถกถาตามที่กล่าวมานั้น เมื่อจะแยกออกโดยยุคสมัย สามารถแบ่งอรรถกถาเหล่านั้นออกได้เป็น ๒ คือ
                       ๑. โบราณอรรถกถา ได้แก่อรรถกถารุ่นเก่า
                       ๒. อภินวอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่เรียบเรียงรจนาขึ้นใหม่
              ๑. โบราณอรรถกถา เป็นอรรถกถาที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งได้ยกขึ้นสู่สังคายนาทั้ง ๓ ครั้ง และพระมหินทเถระนำไปลังกา ต่อมาถูกแปลเป็นภาษาสิงหล ซึ่งนิยมเรียกว่า สีหลอรรถกถา ได้แก่คัมภีร์เหล่านี้ คือ
                      ๑. มูลอรรถกถา ได้แก่พุทธสังวัณณิตะและอนุพุทธสังวัณณิตะที่ยกขึ้นสู่การสังคายนาทั้ง ๓ ครั้งแล้วพระมหินทเถระนำไปสู่ลังกา ต่อมาพระชาวสิงหลแปลเป็นภาษาสิงหล
                      ๒. มหาอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาเก่าที่พระพุทธโฆสาจารย์เป็นต้นถือเป็นเค้าโครงในการรจนาอภินวอรรถกถา
                      ๓. มหาปัจจรีอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่พระมหาเถระรจนาบนแพ
                      ๔. กุรุนทีอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่รจนาโดยพระมหาเถระผู้อยู่ในกุรุนทีวัลลิวิหาร
                      ๕. อันธกอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่พระเถระรจนาด้วยอันธกภาษา
                      ๖. สังเขปอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่พระเถระรจนาโดยการย่อความของคัมภีร์มหาปัจจรีอรรถกถา หรือบางทีเรียกว่าจูฬปัจจรีอรรถกถา
                      ๗. อริยอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่รจนาด้วยอริยภาษา
                      ๘. ปันนวารอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่รวบรวมคำวินิจฉัยออกมาจากคัมภีร์มหาอรรถกถา
              ๒. อภินวอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่พระพุทธโฆสาจารย์เป็นต้นแปลเรียบเรียงจากสีหลอรรถกถาขึ้นใหม่ด้วยภาษามคธแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ
                            ๑. วิตถารอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่แต่งโดยพิสดาร แต่ไล่เนื้อความไปตามลำดับบทที่มีในพระไตรปิฎกคือ
                                          อรรถกถาพระวินัยปิฎก  พระพุทธโฆสาจารย์ผู้รจนาวินยอรรถกถาชื่อสมันตปาสาทิกา เพื่ออธิบายความในพระวินัยปิฎกทั้ง ๘ เล่ม
                                          อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก พระพุทธโฆษาจารย์ได้แต่งอรรถกถาพระสุตตันตปิฎกคือทีฆนิกายอรรถกถาชื่อสุมังคลวิลาสินี  มัชฌิมนิกายอรรถกถาชื่อปปัญจสูทนี สังยุตตนิกายอรรถกถาชื่อสารัตถัปปกาสินี  อังคุตตรนิกายอรรถกถาชื่อมโนรถปูรณี 
              ในขุททกนิกาย คือขุททกปาฐอรรถกถา ปรมัตถโชติกาและธัมมปทัฏฐกถา อิติวุตตกอรรถกถา ปรมัตถทีปนี สุตตนิบาตอรรถกถา ปรมัตถโชติกา เปตวัตถุอรรถกถา ปรมัตถทีปนี  เถรคาถาอรรถกถา ปรมัตถทีปนี ชาตกัฏฐกถา  สันนิษฐานว่าพระพุทธโฆสาจารย์เป็นผู้แต่ง
              อุทานอรรถกถา ปรมัตถทีปนี วิมานวัตถุอรรถกถาปรมัตถทีปนี จริยาปิฏกอรรถกถา ปรมัตถทีปนีพระธัมมปาลเถระเป็นผู้แต่ง นิเทสอรรถกถา สัทธัมมัปปัชโชติกา พระอุปเสนเถระเป็นผู้แต่ง ปฏิสัมภิทามรรคอรรถกถา สัทธัมมปกาสินี พระมหานามะเป็นผู้แต่ง พุทธวังสอรรถกถา มธุรัตถวิสาลินี พระพุทธทัตตเถระเป็นผู้แต่ง      อปทานอรรถกถา วิสุทธชนวิลาสินี ไม่ทราบผู้แต่ง
              อรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก พระพุทธโฆสาจารย์เป็นผู้รจนาคือ ธัมมสังคณีอรรถกถา อัฏฐสาลินี วิภังค์อรรถกถา สัมโมหวิโนทนี กถาวัตถุอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ปุคคลบัญญัติอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ธาตุกถาอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ยมกอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ปัฏฐานอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา
              สังคหอรรถกถา พระเถระผู้รจนาเลือกเฉพาะบาลีนัตถบทมาอธิบาย หรือรวบรวมอรรถาธิบายในส่วนที่เป็นบาลีมุตตกะ หรือย่อความอรรถกถา เพื่อสะดวกแก่การทรงจำ เช่น ๑. กังขาวิตรณีอรรถกถา พระพุทธโฆสาจารย์  ๒. วินยสังคหอรรถกถา พระสารีบุตรเถระแห่งวัดเชตวันในลังกาทวีป ๓. วินยสังคหอรรถกถา (ฉบับย่อ) พระชินกูมีนเถระ ในสมัยอังวะ ๔. วินยสังเขป พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม ๕. วินยวินิจฉยะและอุตตรวินิจฉยะพระพุทธทัตตเถระผู้รจนาพุทธวังสอรรถกถา  ๖. ขุททสิกขา พระธัมมสิริเถระ ๗. มูลสิกขา นิปุณปทสังคหะ สีลาวหะ พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม ๘. สีมาลังการะ สีมาสังคหะ พระวาจิสสรเถระ ๙. สิกขาปทวลัญชนะ ปาติโมกขวิโสธนี สีมาสัมพันธนี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม  ๑๐. ปาติโมกขปทัตถอนุวัณณนา พระวิจิตตาลังการเถระ ๑๑. วินยคูฬหัตถทีปนี พระสัทธัมมโชติปาลเถระ สุตตันตสังคหอรรถกถา  วิสุทธิมัคคปกรณะ พระพุทธโฆสาจารย์
              อภิธัมมสังคหอรรถกถา ๑. อภิธัมมัตถสังคหะ ปรมัตถวินิจฉัย นามรูปริจเฉท พระอนุรุทธเถระ ๒. อภิธรรมาวตาร รูปารูปวิภาค พระพุทธทัตตะเป็นผู้รจนา ๓. เขมาปกรณ์ พระเขมาเถระ ๔. นามจารทีปกะ พระสัทธัมมโชติปาละชาวพม่า ๕. สุจิตตาลังการ ชีปะขาวชาวพม่าชื่อโภตูต่อ ๖. ปรมัตถพินทุ พระเจ้าจะสวา ๗. สัจจสังเขป พระธัมมปาลเถระ ๘. ปรมัตถสังคหะ พระวิสุทธิเถระ๙. วีสติวัณณนาปาฐะ พระมุนินทโฆสเถระ คัมภีร์เหล่านี้บางเล่มได้รับการแปลเป็นไทยแล้ว ผู้สนสามารถศึกษาค้นคว้าได้

๓. คัมภีร์ฎีกา
              คัมภีร์ฎีกา ได้แก่ฎีกาที่อธิบายลีนัตถบทในคัมภีร์วินัยอรรถกถา และสุตตันตอรรถกถา ฎีกาในส่วนนี้เรียกว่า ปุราณฎีกา, อภินวฎีกา ส่วนคัมภีร์อภิธัมมฎีกาแยกเป็นมูลฎีกาและอนุฎีกา แบ่งเป็น ๒ คือ
              ๑. คัมภีร์ฎีกาที่อธิบายลีนัตถบทในคัมภีร์อรรถกถา เช่น
                            ๑ .วินยฎีกาคือ ๑. วชิรพุทธิฎีกา พระวชิรพุทธิเถระ ๒. สารัตถทีปนีฎีกา พระสารีปุตตเถระ ๓. วิมติวิโนทนีฎีกา พระโกฬิยกัสสปเถระ
                            ๒. สุตตันตฎีกา  ๑. ทีฆนิกาย สีลักขันธวัคคฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี ทีฆนิกาย มหาวัคคฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี ทีฆนิกาย ปาถิกวัคคฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสกฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี  มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสกฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี  มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสกฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี สังยุตตนิกาย สังยุตตฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี อังคุตตรนิกาย อังคุตตรฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี พระธัมมปาลเถระเป็นผู้แต่ง  ๒. ทีฆนิกาย สีลักขันธวัคคอภินวฎีกา ชื่อสาธุวิลาสินี พระญาณาภิวังส ธัมมเสนาปติมหาเถระ ๓. อังคุตตรนิกาย อังคุตตรฎีกา ชื่อสารัตถมัญชูสา พระสารีปุตตเถระ ๔.ขุททกนิกาย ขุททกปาฐฎีกา ชื่อปรมัตถสูทนี พระอาทิจจเถระ ๕. ขุททกนิกาย ธัมมปทปุราณฎีกา ชื่อธัมมปทัตถทีปนี พระเถระไม่ปรากฏนาม ๖. ขุททกนิกาย ธัมมปทอภินวฎีกา ชื่อธัมมปทมหาฎีกา พระวรสัมโพธิเถระ ๗.ขุททกนิกาย ชาตกฎีกา ชื่อลีนัตถปกาสนี พระธัมมปาลเถระ
๘. ขุททกนิกาย ชาตก(อภินว)ฎีกา ปัญญาสามีเถระ
              นอกจากนี้ ยังมีขุททกนิกายฎีกาอีกหลายคัมภีร์ ซึ่งผู้รจนาคัมภีร์ปิฏกัตต่อมาแต่ไมกล่าวว่าใครเป็นผู้แต่ง มีอยู่ในลังกา เช่น ๑. อุทานฎีกา ๒. อิติวุตตกฎีกา ๓. สุตตนิบาตฎีกา ๔. วิมานวัตถุฎีกา  ๕. เปตวัตถุฎีกา ๖. เถรคาถาฎีกา ๗. เถรีคาถาฎีกา ๘. เถราปทานฎีกา ๙. พุทธวังสฎีกา ๑๐. จริยาปิฎกฎีกา ๑๑. มหานิทเทสฎีกา
              อภิธัมมฎีกา(เรียกว่ามูลฎีกา) เช่น๑. ธัมมสังคณีมูลฎีกา วิภังคมูลฎีกา ปัญจปกรณมูลฎีกา พระอานันทเถระ  นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์อภิธัมมฎีกาที่อธิบายอภิธัมมลีนัตถบทอีก เช่น ๑. อภิธัมมนยปกาสนี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม ๒. ธาตุกถาฎีกาวัณณนา ธาตุกถาอนุฎีกา ยมกวัณณนาฎีกา แต่งโดยพระติโลกครุเถระ ๓. ยมกวิสัชชนา ปัฏฐานุทเทสทีปนี  รูปเภทปกาสนี พระญาณเถระ (แลดีสยาดอ) ๔. ปัฏฐานวัณณนาฎีกา พระติโลกครุเถระ ๕. ปัฏฐานสารทีปนีฎีกา พระสัทธัมมาลังการเถระ ๖. ปัจจยัตถัปปกาสนี ปัจจยฆฏนปกาสนี พระชัมพุธรเถระ

๔. คัมภีร์คันถันตระประเภทสัททศาสตร์

              คัมภีร์คันถันตระประเภทสัททศาสตร์นี้นับเป็นคัมภีร์มูลรากของพระปริยัติธรรมมี ๔ คือ  ๑. คัมภีร์ไวยากรณ์ ๒. คัมภีร์พจนานุกรม ๓. คัมภีร์ฉันท์  ๔. คัมภีร์อลังการะ
              ๑. คัมภีร์ไวยากรณ์  เป็นคัมภีร์ที่แสดงข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของมคธภาษาได้อย่างเป็นระบบ นักปราชญ์จัดคัมภีร์เหล่านั้นไว้เป็น ๒ ระดับ คือ
                            ๑. คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่ โดยคัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่มีองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ ๑. สูตร ๒. วุตติ ๓. อุทาหรณ์ คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่ นักปราชญ์แบ่งออกเป็น ๓ สาย คือ  ๑. กัจจายนะ  ๒. โมคคัลลานะ ๓. สัททนีติ      
              คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่สายกัจจายนะ มีรายชื่อดังนี้ ๑. กัจจายนพยากรณะ พระมหากัจจายนเถระ ๒. นยาสะ ชื่อมุขมัตตทีปนี พระวชิรพุทธิเถระ ๓. นยาสฎีกา ชื่อสันเปียน อำมาตย์ชื่อสันเปียน ๔. นยาสฎีกา ชื่อนิรุตติสารมัญชูสา พระทาฐานาคราชคุรุเถระ ๕. มุขมัตตสาระ พระคุณสารเถระ ๖. มุขมัตตสารฎีกา พระคุณสารเถระ ๗. ปทรูปสิทธิ พระพุทธัปปิยเถระ ๘. ปทรูปสิทธิฎีกา พระพุทธัปปิยเถระ ๙. สุตตนิทเทส พระสัทธัมมโชติปาลเถระ ๑๐. กัจจายนวัณณนา พระมหาวิชิตาวีเถระ  ๑๑. กัจจายนัตถทีปนี พระชาคราภิวังสเถระ ๑๒. พาลาวตาร  พระสัทธัมมกิตติเถระ ๑๓. พาลาวตารปุราณฎีกา ชื่อสุโพธิกา พระสิริสุมังคลยติสสรเถระ ๑๔. พาลาวตารอภินวฎีกา พระเรวตเถระ ๑๕. กัจจายนสังเขป พระชาคราภิวังสเถระ ๑๖. นิรุตติสารมัญชูสาฎีกา พระสิริสุนันทธัมมราชปวราธิปติเถระ
              คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่สายโมคคัลลานะ มีรายชื่อดังนี้ ๑. โมคคัลลานพยากรณ์ พระโมคคัลลานเถระ ๒. วุตติวิวรณปัญจิกา พระโมคคัลลานเถระ๓. โมคคัลลานปัญจิกาฎีกา ชื่อสารัตถวิลาสินีปัญจิกา พระสังฆรักขิตมหาสามิเถระ ๔. ณฺวาทิโมคคัลลานะ พระสังฆรักขิตมหาสามิเถระ ๕. ปทสาธนะ พระปิยทัสสีเถระ ๖. ปทสาธนฎีกา ชื่อ  พุทธัปปสาธนี พระวาจิสสรเถระ ๗. นิรุตติทีปนี พระญาณธชเถระ(แลดีสยาดอ) ๘. ปโยคสิทธิ พระวนรัตนเมธังกรเถระ ๙. โมคคัลลานปัญจิกาปทีปะ พระราหุลเถระ
              คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่สายสัททนีติ มีรายชื่อดังนี้ ๑. สัททนีติ ปทมาลา พระอัคควังสเถระ
              ๒. สัททนีติ ธาตุมาลา พระอัคควังสเถระ ๓. สัททนีติ สุตตมาลา พระอัคควังสเถระ ๔. สัททนีติฎีกา ชื่อสาธุชชนปโมทนี พระปัญญาสามิเถระ
              ๒. คัมภีร์ไวยากรณ์น้อย มีองค์ประกอบไม่ครบทั้ง ๓ เหมือนคัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่ แต่ก็รจนาขึ้นเพื่ออธิบายอรรถนัยอันลึกซึ้งในคัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่นั่นเอง โดยมุ่งหมายให้โสตุชนได้เข้าถึงอรรถนัยอันสุขุมคัมภีรภาพในพระไตรปิฎก อรรถกถา เป็นต้น ซึ่งมีรายชื่อดังนี้ ๑. สัมพันธจินตา พระสังฆรักขิตมหาสามิ ๒. สัมพันธจินตาปุราณฎีกา พระมหากัสสปเถระ ๓. สัมพันธจินตาอภินวฎีกา พระติปิฎกธราอภยเถระ ๔. การิกา พระธัมมเสนาปติเถระ  ๕. การิกาฎีกา พระธัมมเสนาปติเถระ ๖. สัททัตถเภทจินตา พระสัทธัมมสิริเถระ ๗. สัททัตถเภทจินตาปุราณฎีกา พระติปิฎกธรอภยเถระ ๘. สัททัตถเภทจินตาอภินวฎีกา พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม ๙. สัททัตถเภทจินตาทีปนี ๑๐.กัจจายนสาระ พระยส
เถระ ๑๑. กัจจายนสารปุราณฎีกา พระสิริสัทธัมมวิสาลเถระ (มีประมาณ ๗๑ เล่ม)

๕. คัมภีร์พจนานุกรม
     ได้แก่คัมภีร์ที่รวบรวมนามนามต่าง ๆ บ้าง ให้ความหมายของธาตุต่าง ๆ บ้าง แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
     ๑. คัมภีร์พจนานุกรมประเภทอภิธาน มีรายชื่อดังนี้  ๑. อภิธานัปปทีปิกา พระมหาโมคคัลลานเถระ (ชาวลังกา) ๒. อภิธานัปปทีปิกาฎีกา สิริจตุรังคพลมหาอำมาตย์ ๓. อภิธานัปปทีปิกาสูจิ พระสุภูติเถระ ๔. ธาตุวัตถสังคหะ พระวิสุทธาจารเถระ ๕. ธาตุมัญชูสา พระสีลวังสเถระ ๖. ธาตุปปัจจยทีปนี พระวรสัมโพธิเถระ(มีอยู่ ๒๓ เล่ม)
      ๒. คัมภีร์พจนานุกรมประเภท ปาลิ-ไทย มีรายชื่อดังนี้  ๑. ปาฬิลิปิกรม พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์)  ๒. อักขรานุกรมธรรมบท พระยาพจนสุนทร (เรือง อติเปรมานนท์) ๓. บาลีสยามอภิธาน ต. นาคประทีป ๔. ธาตุปปทีปิกา หลวงเทพดรุณานุศิษย์  ๕. ปทานุกรมธรรมบท พระยาปริยัติธรรมธาดา ๖. ปทานุกรมมังคลัตถทีปนี คณะจตุรมิตร (เปรียญ) ๗. ปทานุกรมสมันตปาสาทิกา คณะจตุรมิตร (เปรียญ) ๘. วจนานุกรมสมาสท้อง พระเทพวราภรณ์ (เปลี่ยน ปุณฺโณ ป.ธ.๙) ๙. ศัพท์หมวดไทยบาลี พระมหาพรหมา ปญฺญาทีโป ป.ธ.๙ ๑๐. พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนาไทย-อังกฤษ และอังกฤษ-ไทย  สุชีพ ปุญญานุภาพ  ๑๑. พจนานุกรมบาลี-สันสกฤต ไทย-อังกฤษ หน่วยวิจัยทางพระพุทธศาสนา กรมการศาสนา ๑๒. พจนานุกรมบาลี-ไทย แปลก สนธิรักษ์ ๑๓. พจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับนักศึกษา พระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ สระคำ), รศ.ดร.จำลอง สารพัดนึก ๑๔. พจนานุกรมบาลี  ไทย อังกฤษ สันสกฤต พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ๑๕. พจนานุกรมพุทธศาตร์(ฉบับประมวลธรรม) พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ๑๖. พจนานุกรมพุทธศาตร์(ฉบับประมวลศัพท์) พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ๑๗. คัมภีร์พระอภิธานศัพท์ บาลี-ไทย ฉบับ ว.พ.ต.  ๑๘. พจนานุกรมบาลี-สันสกฤต-ไทย อังกฤษ น.ท.ฉลาด บุญลอย, เสฐียร พันธรังษี พระมหาประยุทธ์ ปยุตฺโต ๑๙. พจนานุกรมบาลีไทย ป. หลงสมบุญ ๒๐. ปทานุกรมพระไตรปิฎก ฉบับบาลี-ไทย พระราชปริยัติโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) 
     ๓. คัมภีร์ฉันท์  ได้แก่คัมภีร์ที่แสดงฉันท์ของภาษาบาลีที่กำหนดบังคับบาทต่าง ๆ ด้วยมาตราเสียงหนัก-เบาเป็นต้น มีรายชื่อดังนี้ ๑. วุตโตทัย พระสังฆรักขิตมหาสามิ ๒. วุตโตทัยปุราณฎีกา พระนววิมลพุทธิ (ชาวเมืองพุกาม) ๓. ฉันโทสารัตถวิกาสินี อภินวฎีกา พระสัทธัมมญาณเถระ ๔. วจนัตถโชติกอภินวฎีกา พระเวปุลลเถระ ๕. กวิสารอภินวฎีกา พระธัมมานันทเถระ  ๖. สุทุททสวิกาสนีอภินวฎีกา ปฐมเซกผิวเถระ ๗. ฉัปปัจจยทีปกอภินวฎีกา พระปัญญาสีหเถระ (มี ๒๒ เล่ม)
     ๔. คัมภีร์อลังการะ ได้แก่คัมภีร์ที่แสดงถึงความวิจิตรพิสดาร ความงดงาม ความสามารถในการนำบทบาลีต่าง ๆ มาใช้ในการแต่งฉันท์เป็นต้น มีรายชื่อดังนี้ ๑. สุโพธาลังการะ พระสังฆรักขิตมหาสามิปาทเถระ ๒. สุโพธิลังการปุราณฎีกา  พระสังฆรักขิตมหาสามิปาทเถระ  ๓. สุโพธาลังการอภินวฎีกา พระสิริธัมมกิตติรตนปัชโชตเถระ
๕. คัมภีร์บันทึกประวัติศาสตร์
     คัมภีร์คันถันตระประเภทบันทึกประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาได้แก่คัมภีร์ที่บันทึกเรื่องราวของพระพุทธเจ้า พระสาวก ตลอดถึงประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา เป็นต้น มีเป็นจำนวนมากเช่น ๑. ทีปวังสะ พระโบราณเถระผู้ไม่ปรากฏนามชาวลังกา ๒. ทีปวังสฎีกา พระชาคราภิวังสธชติปิฏกธรมหาธัมมราชาธิราชคุรุมหาเถระ แห่งวัดทักขิณาราม เมืองบันดล  ๓. มหาวังสะ พระมหานามเถระเป็นต้น ชาวลังกา ตามคำอาราธนาของทีฆสันตเสนาบดี ๔. มหาวังสฎีกา พระมหานามเถระ ฯลฯ เสนาบดี ๕. จูฬวังสะ พระมหานามเถระ ชาวลังกาผู้รจนามหาวังสะ ๖. มหาโพธิวังสะ(เดิมเป็นภาษาสีหฬ) พระอรหันตเถระรูปหนึ่ง ต่อมา พระมหาอุปติสสเถระชาวสิงหฬแปลเป็นภาษามคธ ๗. มหาโพธิวังสฎีกา หรือ สหัสสรังสีฎีกา พระมหากัสสปเถระ ชาวพม่า ในรัชสมัยของพระเจ้านรปติ สมัยพุกาม ๘. ทาฐาธาตุวังสะ เดิมเป็นภาษาสิงหล พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม(ต่อมา พระธัมมกิตติเถระผู้เป็นศิษย์ของพระสารีบุตรผู้รจนาสารัตถทีปนี เป็นต้น แปลเป็นภาษามคธ ๙. ทาฐธาตุวังสฎีกา พระมหาสามิ(ชาวลังกา ผู้อยู่ในมหาวิหาร เมืองอนุราธะปุระ)  ๑๐. อนาคตวังสปาฬิ พระเถระชาวลังกาผู้ไม่ปรากฏนาม  ๑๑. อนาคตวังสอรรถกถา(ชื่อสมันตภัททกา)พระมหาอุปติสสเถระ ๑๒. อนาคตวังสอรรถกถา(ชื่ออมตรสธารา)พระมหาอุปติสสเถระ  ๑๓. มหาถูปวังสะ พระวาจิสสรเถระ
๑๔. อุปาสกาลังการ พระอานันทาจารย์ ชาวลังกา ๑๕. ปริตตฎีกา พระเตโชทีปเถระ ชาวพม่า ๑๖. โสตัตถกีนิทาน พระจูฬพุทธโฆสเถระ ชาวลังกา ๑๗. ตถาคตุปปัตติ พระญาณคัมภีร์ ชาวพุกาม ๑๘. พุทธโฆสุปปัตติcและอรหัตตมัคควัณณนา พระเถระชาวพุกามผู้ไม่ปรากฏนาม ๑๙. วชิรสารัตถสังคหะ วชิรสารัตถสังคหฎีกา พระสิริรัตนปัญญาเถระ ๒๐. ราชินทราชนารมภิเธยยทีปนี พระเถระชาวเมืองปินยะผู้ไม่ปรากฏนาม ๒๑. ราชินทราชนามภิเธยยทีปนี พระอนันตธชเถระ หรือ ราชินทราชนาภิเธยยโสธนี (ต่องปีลาสยาดอ) ๒๒. ราชาธิราชนามัตถทีปนี พระญาณวรเถระ(ปฐมะจ่ออ่องสั่งทาสยาดอ) ๒๓. ราชินทราชสุธัมมจารทีปนี พระปัญ ญาสามีเถระ (มองถ่องสยาดอ) ๒๔. ราชินทราชปุญญทีปนี พระสังฆเถระสลิหสยาดอ ๒๕. โลกทีปนี พระปตูจีสังฆเถระ หรือ ปตูจีสยาดอ  ๒๖. โลกุปปัตติปกาสนี อัคคปัณฑิตเถระ ๒๗. โลกทีปกสาระ พระเมธังกรเถระชาวพม่า ๒๘. โลกปัญญัตติ พระเถระชาวลังกาผู้ไม่ปรากฏ นาม ๒๙. โลกวิทู พระอนันตธชเถระ (ต่องปีลาสยาดอ) ๓๐. โอกาสทีปนี พระปตูจีสังฆเถระ หรือ ปตูจีสยาดอ ๕๔. โอกาสโลกสูทนี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม 
              คัมภีร์ประเภทนี้ยังมีอีกมาก เท่าที่ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยรวบรวมไว้ ได้นำมาเสนอเพียงบางส่วนเท่านั้น ผู้สนใจสามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้จาก http://oldaad.mcu.ac.th/html/scripture.html
              คัมภีร์ภาษาบาลีมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นให้ยึดพระไตรปิฎกเป็นหลักฐานชั้นแรก  จากนั้นจึงค่อยตรวจทานดูตามอรรถกถา ส่วนคัมภีร์ในลำดับต่อๆมาก็ถือว่าเป็นหลักฐานที่เป็นพัฒนาการของภาษาบาลีตามลำดับ
Go to top