Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 4 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

สารบัญ

          คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาในอดีตถูกจารึกจดจารบันทึกเป็นภาษาบาลีหรือภาษามคธ ผู้ที่จะศึกษาค้นคว้าพระพุทธศาสนาในอดีตจึงต้องศึกษาภาษาบาลี เพื่อที่จะได้แปลภาษาบาลีมาเป็นภาษาไทยอีกทอดหนึ่ง ทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆคือพระสงฆ์ผู้มีความรู้ทางภาษาบาลี  แต่ในยุคปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ภาษาได้รับการแปลจากภาษาหนึ่งเป็นภาษาหนึ่งเพียงชั่วพริบตาตาเดียว ดังเช่นโปรแกรมแปลภาษาทางอินเทอร์เน็ตก็ง่ายและสะดวกขึ้น ภาษาบาลีก็ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆจำนวนมาก แต่ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนามีความจำเป็นต้องรู้ภาษาลบาลีีบ้าง  จึงได้นำการศึกษาภาษาบาลีมานำเสนอในเบื้องต้น เรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารการสอนนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รายวิชา "ภาษาบาลีเพื่อการศึกษาค้นคว้าพระพุทธศาสนา" ซึ่งจะได้เผยแผ่เป็นตอนๆไป 


บทที่ ๑
ประวัติและวิวัฒนาการของภาษาบาลี
โดยพระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
*********

 

 

              ภาษามคธ หรือที่นิยมเรียกกันในประเทศไทยว่า “ภาษาบาลี” เป็นภาษาที่บันทึกหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาบาลีในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ภาษาบาลีไม่มีตัวอักษรจึงยากที่จะศึกษา เมื่อไปอยู่ในภาษาใดก็ใช้ภาษานั้น ดังนั้นการศึกษาประวัติและวิวัฒนาการของภาษาบาลีในบทนี้ จึงเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น หากนักศึกษาต้องการศึกษาอย่างละเอียดต้องศึกษาวิชาวรรณคดีบาลี ดังนั้นในบทนี้จึงนำเสนอโดยสังเขป

การศึกษาพุทธวจนะ 
              การศึกษาในพระพุทธศาสนานั้นมีหลายระดับ จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดคือการหลุดพ้นนั่นคือนิพพาน แต่การที่จะหลุดพ้นนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล บางคนเพียงได้ฟังการแสดงธรรมเพียงครั้งเดียวก็บรรลุทันที แต่บางคนอาจต้องใช้เวลายาวนานหลายกัปป์จึงจะบรรลุได้ หลักคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นนอกจากจะเรียกว่าพระธรรมวินัยแล้วงมีคำเรียกว่าพระสัทธรรม 
              สัทธรรมหมายถึงธรรมอันดี, ธรรมที่แท้, ธรรมของสัตบุรุษ, หลักหรือแก่นศาสนา นั่นก็คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้กำหนดสิ่งที่จะต้องศึกษาไว้ ๓ ประการคือ
              ๑. ปริยัตติสัทธรรม หมายถึงสัทธรรมคือคำสั่งสอนจะต้องเล่าเรียน ได้แก่พุทธพจน์ เป็นการศึกษาทางทฤษฎีคือ การศึกษาพระธรรมวินัยให้มีความรู้เป็นพื้นฐานโดยแจ่มแจ้งเสียก่อนว่า คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอะไรบ้าง ถ้าจะนำมาปฏิบัติจะทำอย่างไร และเมื่อปฏิบัติแล้วจะได้ผลอย่างไร
              ๒. ปฏิปัตติสัทธรรม คือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ อัฏฐังคิกมรรค หรือไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือการนำเอาพระธรรมวินัยมาปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ 
              ๓. ปฏิเวธสัทธรรม คือสัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และนิพพาน เป็นขั้นที่แสดงถึงผลของการปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  มหามกุฏราชวิทยาลัย,อรรถกถาวินัย มหาวิภังค์,เล่ม ๑ ภาค ๑,(กรุงเทพฯ:,มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๒๕), หน้า ๗๔๐.
ผู้ศึกษาพระปริยัติธรรมนี้ ส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุสามเณรผู้มีศรัทธาที่ได้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา บุคคลที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้วมีภารกิจที่ต้องทำสองประการ คือประการแรกได้แก่คันถธุระ การศึกษาพระธรรมวินัยซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ การศึกษาชนิดนี้เน้นภาคทฤษฎี และประการที่สองคือวิปัสสนาธุระ การเรียนพระกรรมฐานโดยเน้นลงไปที่การปฏิบัติทางกายวาจาและใจ
              สำหรับการศึกษาที่เรียกว่า “คันถธุระ” นั้นในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนสาวกเป็นประจำทุกวัน ดังที่ปรากฏในพุทธกิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเป็นประจำในแต่ละวัน มี ๕ อย่าง คือ ๑. ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต  ๒. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ เวลาเย็นทรงแสดงธรรม  ๓. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ เวลาค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ ๔. อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ  เที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา ๕. ปจฺจุสฺเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ จวนสว่าง ทรงตรวจพิจารณาสัตว์ที่สามารถและที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม่ (มหามกุฏราชวิทยาลัย,อรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค,(กรุงเทพฯ:,มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๒๕),หน้า ๑๔๗)
              พระเทพดิลกกล่าวอ้างไว้ว่า “การบำเพ็ญพุทธกิจทั้งห้าประการของพระพุทธเจ้าเป็นการบำเพ็ญโลกกัตถจริยาที่ยอดเยี่ยม (พระเทพดิลก(ระแบบ ฐิตญาโณ), ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา,พิมพ์ครั้งที่ ๕,(กรุงเทพฯ:มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๒),หน้า ๔๗)
              การแสดงพระธรรมเทศนา คำสั่งสอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงด้วยพระโอฏฐ์ ตามที่พระองค์จะทรงโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาแก่พุทธบริษัทตามสมควรแก่ฐานะ  ผู้ที่ฟังมีทั้งพระภิกษุสงฆ์และคฤหัสถ์ สำหรับพระภิกษุสงฆ์นั้น เมื่อได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วก็นำมาถ่ายทอดแก่สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกต่อกันไป เนื่องจากในกลุ่มผู้ฟังนั้นมีหลายเชื้อชาติ หลายภาษา พระพุทธองค์ทรงใช้ภาษาอะไรในการแสดงธรรม จึงเป็นปัญหาที่นักปราชญ์ทั้งหลายถกเถียงกันมาโดยตลอด
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมด้วยภาษาอะไร
              การศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เรียกว่าคันถธุระหรือการศึกษาพระปริยัติธรรมซึ่งมี ๙ ประการ เรียกว่า “นวังคสัตถุศาสน์” แปลว่า คำสอนของพระศาสดามีองค์เก้า ซึ่งได้แก่ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม และเวทัลละ พระปริยัติธรรม หรือ นวังคสัตถุศาสน์นี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยภาษาบาลี  แต่ทว่าภาษาบาลีคือภาษาอะไรกันแน่

ภาษาบาลีคืออะไร
              ในสมัยพุทธกาลบรรดาสาวกผู้เข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนานั้นมีหลายวรรณะทั้งกษัตริย์ พราหมณ์  แพศย์  ศูทร และมาจากหลายเมือง ซึ่งแต่เมืองคงจะมีภาษาพูดของตนเอง เนื่องพระพุทธเจ้าเป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาคือฉลาดในภาษา ดังนั้นคงต้องใช้หลายภาษาในการแสดงพระธรรมเทศนาดังนี้มีผู้กล่าวไว้ว่า “สมัยพุทธกาล  ภาษาต่างๆที่พระพุทธองค์ทรงใช้ประกาศพระศาสนาแสดงธรรมสั่งสอนประชาชนนั้นมีมากภาษาทั้งประเภทภาษาปรากฤต ทั้งประเภทภาษาสันสกฤต แต่ก็เป็นเครือของภาษาอริยกะทั้งนั้น ส่วนมากก็เป็นประเภทภาษาปรากฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษามคธที่เป็นภาษาสามัญซึ่งชาวบ้านชาวเมืองเขาใช้พูดกันทั่วๆไปในท้องถิ่นอันอยู่ในอิทธิพลของภาษามคธที่เรียกว่าอสุทธมาคธี  ส่วนน้อยก็เป็นประเภทภาษาสันสกฤตคือภาษาปรากฤตที่ปรับปรุงดีแล้ว คำสั่งสอนในสมัยพุทธกาลนั้น ก็หาเรียกว่าบาลีไม่ เพราะพระพุทธองค์กำลังสั่งสอนอยู่ คำสั่งสอนครั้งนั้นเป็นแต่ตรัสเรียกรวมๆว่าธรรมซึ่งทรงระบุไว้ ๙ ลักษณะเรียกว่านวังคสัตถุศาสน์  (โปร่ง  ชื่นใจ น.ท.,พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาอะไรแสดงพระธรรมเทศนา,พิมพ์ครั้งที่ ๒,(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๒),หน้า ๒๑)
              ประเทศอินเดียมีภาษาหลักอยู่ ๒ ตระกูล คือ ภาษาปรากฤต และ ภาษาสันสกฤต ในภาษาปรากฤตแบ่งย่อยออกเป็น ๖ ภาษา คือ
    
              ๑.ภาษามาคธี ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ในแคว้นมคธ 
    
              ๒.ภาษามหาราษฎรี ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ในแคว้นมหาราษฎร์ 
    
              ๓.ภาษาอรรถมาคธี ภาษากึ่งมาคธี เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาษาอารษปรากฤต 
    
              ๔.ภาษาเศารนี ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ในแคว้นศูรเสน
    
              ๕.ภาษาไปศาจี ภาษีปีศาจ หรือภาษาชั้นต่ำ และ
    
              ๖. ภาษาอปภรังศ ภาษาปรากฤตรุ่นหลังที่ไวยากรณ์ได้เปลี่ยนไปเกือบหมดแล้ว
              ภาษามาคธี หรือ ภาษามคธ เป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าทรงใช้สั่งสอนประชาชน ครั้นต่อมาพระพุทธศาสนาได้มาเจริญแพร่หลายที่ประเทศศรีลังกา ภาษามาคธีได้ถูกนักปราชญ์แก้ไขดัดแปลงรูปแบบไวยากรณ์ให้กระทัดรัดยิ่งขึ้นจึงมีชื่อใหม่ว่า “ปาลี” หรือ ภาษาบาลี เป็นภาษาจารึกพระไตรปิฏกดังที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน
คำว่า บาลี มาจากคำว่า ปาลี ซึ่งวิเคราะห์มาจาก ปาล ธาตุ ในความรักษา ลง ณี ปัจจัย ๆ ที่เนื่องด้วย ณ ลบ ณ ทิ้งเสีย มีรูปวิเคราะห์ว่า พุทธวจนํ ปาเลตีติ ปาลี(ภาสา) แปลโดยพยัญชนะว่า ภาษาใดย่อมรักษาไว้ซึ่งพระพุทธวจนะ เพราะเหตุนั้น ภาษานั้นชื่อว่า ปาลี แปลโดยอรรถว่า ภาษาที่รักษาไว้ซึ่งพระพุทธวจนะ พระมหาฉลาด  ปริญฺาโณ,คู่มือการเรียนบาลีไวยากรณ์,(กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง,๒๕๓๐),หน้า ๒.
  
ประวัติภาษาบาลีโดยสังเขป
              ภาษาบาลี (Pali จากศัพท์ภาษาเดิมว่า Pāli)  เป็นภาษาของอินเดียฝ่ายเหนือในสมัยราวคริสต์ศตวรรษที่ ๗-๖ ก่อนคริสต์กาล อยู่ในตระกูลอินโดยุโรเปียน (Indo-European) และอยู่ในกลุ่มอินโดอารยัน (Indo-Aryan) เช่นเดียวกับภาษาสันสกฤต  นักปราชญ์ทางภาษาส่วนใหญ่จัดเข้าอยู่ในกลุ่มอินโดอารยันหรืออินดิกสมัยกลาง (Middle Indo-Aryan หรือ Middle Indic)  แต่ผู้ที่ค้านว่าไม่ใช่ เป็นภาษาสมัยใหม่กว่านั้นก็มี  เป็นภาษาปรากฤต (ภาษาถิ่นในอินเดียสมัยนั้น) ภาษาหนึ่ง  ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถชี้ขาดลงไปได้ว่าเป็นภาษาของถิ่นใดกันแน่และมีต้นกำเนิดมาจากภาษาอะไร อย่างไร แต่ส่วนใหญ่ลงมติกันว่าเป็นภาษาอินดิกสมัยกลางรุ่นเก่ากว่าภาษาปรากฤตอื่น ๆ โดยดูจากรูปภาษา ภาษาบาลีใช้กันแพร่หลายในฐานะภาษาที่ใช้เขียนคัมภีร์พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท
              ความหมายของคำว่า Pāli โดยปรกติแปลกันว่า แถว แนว ขอบเขต เป็นต้น    ผู้นับถือพุทธศาสนาส่วนใหญ่เชื่อว่า บาลี คือภาษาของชาวมคธ ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ทางใต้ของแคว้นพิหารปัจจุบัน  เพราะพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธนาน คงจะใช้ภาษามคธในการเผยแพร่พุทธศาสนา  ความเชื่อนี้แพร่หลายมากโดยเฉพาะในเมืองไทยสมัยก่อน จะเห็นได้จากพจนานุกรมหรือปทานุกรมรุ่นเก่าที่มักย่อชื่อภาษาบาลีว่า ม. อันหมายถึง มคธ  คำว่า ภาษามคธ นี้เป็นชื่อที่เรียกกันในเมืองไทยเท่านั้น ศัพท์เฉพาะที่เป็นชื่อภาษาของชาวมคธคือคำว่า มาคธี (Māgadhī)
              แต่ก็มีผู้แย้งว่า ลักษณะของภาษามาคธีต่างกันบาลีหลายประการ  จึงไม่น่าจะเป็นภาษาเดียวกัน  เช่น
                            ๑.    ใช้เสียง ś  (ตาลุชะ)  ในที่ที่ภาษาบาลีใช้เสียง s (ทันตชะ)  ทั้งนี้เพราะภาษามาคธีมีเสียงอุสุมเสียงเดียว คือ เสียงอุสุมชนิดตาลุชะ (palatal ś) ไม่ใช่เสียงอุสุมชนิดทันตชะ (dental s) เหมือนบาลี
                            ๒.    เสียง r ที่บาลีมี มาคธีไม่มี ใช้เสียง I แทน
                            ๓.    เสียงท้ายคำนาม a การันต์วิภัตติ์ที่ ๑ เอกพจน์ที่บาลีเป็น o มาคธีเป็น e
                            ๔.    เสียง y ระหว่างสระ (intervocalic ya) บางครั้งก็หายไป บางครั้งก็เปลี่ยนเป็นเสียง j ไม่คงเดิมตลอดเหมือนบาลี    นักปราชญ์ผู้ให้เหตุผลนี้ที่สำคัญมีอยู่สองคนคือ               บุร์นุฟ (Burnouf) และลาสเลน (Lassen)  (พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณณวณฺโณ, โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,(พระนคร: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชช,๒๕๑๔), หน้า ๘)
              แต่เหตุผลดังกล่าวก็มีผู้แย้งว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะพระพุทธเจ้าเป็นชาวแคว้นโกศล  มิใช่แคว้นมคธ สำเนียงพูดย่อมเพี้ยนจากคนท้องถิ่นนั้นไปบ้างไม่มากก็น้อย เรียกว่าเป็นการพูดภาษามคธแบบชาวโกศล  อีกประการหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสว่า ไม่ควรยึดมั่นในภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่ง เมื่อเสด็จไปสอนที่ใดก็คงจะทรงใช้ภาษาถิ่นนั้น ภาษาจึงอาจเกิดการปะปนกัน ประกอบกับการใช้ศัพท์เฉพาะที่แปลกออกไป ภาษามาคธีที่พระพุทธเจ้าตรัสจึงไม่ควรจะใช่ภาษามาคธีบริสุทธิ์ที่ชาวมคธใช้พูดกัน เพราะได้รับอิทธิพลมาจาภาษาอื่น
              เหตุผลอีกข้อหนึ่งก็คือ เรารู้จักลักษณะภาษามาคธีอย่างที่เป็นอยู่นี้จากบทละครสันสกฤต ซึ่งเขียนขึ้นหลังสมัยพุทธกาลเป็นเวลานาน ไม่มีใครรู้ว่าในสมัยพุทธกาลภาษาภาษามาคธีมีลักษณะอย่างไร อาจคล้ายคลึงกับภาษาบาลีมากก็ได้ แล้วจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะหลัง ภาษาบาลีเองก็เป็นภาษาที่ถ่ายทอดกันมาโดยมุขปาฐ (Oral Tradition) กว่าจะได้จารึกเป็นหลักฐานก็เป็นภาษาตาย ไม่มีใครใช้พูดกันแล้ว ในขณะที่ภาษามาคธีซึ่งยังไม่ตายได้วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงรูปไปเรื่อย ๆ จนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นภาษาเดียวกัน
              นักปราชญ์บางคน  เช่น  เวสเตอร์การ์ด (Westergard) คูห์น (E. Kuhn) และ ฟรังเก (R.O. Franke) อ้างหลักฐานจากศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกว่า พระมหินทรเถระ โอรสพระเจ้าอโศก ผู้เดินทางไปเผยแพร่พุทธศาสนายังลังกาทวีป ได้ใช้ภาษาของพระองค์ซึ่งมีลักษณะคล้ายภาษาบาลี เมื่อลังการับคำสอนทางพุทธศาสนาจึงรับภาษานั้นมาใช้ด้วย และภาษานี้เองที่ได้วิวัฒนาการมาเป็นภาษาบาลีที่เรารู้จักกัน
              นักปราชญ์กลุ่มนี้สันนิษฐานว่าต้นกำเนิดของภาษาบาลีน่าจะอยู่บริเวณที่เรารู้จักกัน นักปราชญ์กลุ่มนี้สันนิษฐานว่าต้นกำเนิดของภาษาบาลีน่าจะอยู่บริเวณตั้งแต่ใจกลางของประเทศอินเดียจนจดเทือกเขาหิมาลัยตะวันตก ใกล้เคียงกับบริเวณกรุงอุชเชนี เพราะพระมหินทรเถระเป็นชาวอุชเชนี แต่ข้อเสนอดังกล่าว โอลเดนแบร์ก (Oldenberg) ไม่เห็นด้วย ทั้งข้อที่ว่า พระมหินทรเถระเป็นชาวอุชเชนี และข้อที่ว่าได้เสด็จไปสืบศาสนาที่ลังกา (เสนาะ  ผดุงฉัตร,ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณคดีบาลี,(กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๒),หน้า ๖๗)
              ผู้รู้บางกลุ่มไม่บอกประวัติของภาษาว่ามีกำเนิดแต่ไหน เพียงแต่แปลคำว่า Pāli ว่ามาจาก Pāla แปลว่า คุ้มครอง รักษา หมายถึง เป็นภาษาที่คุ้มครองรักษาพุทธศาสนาไว้ให้ยืนยงต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้
              บางคนก็เชื่อว่าภาษาบาลีอาจเป็นภาษาที่พระพุทธองค์ทรงประดิษฐ์ขึ้น (artificial language) เพื่อใช้เป็นภาษากลางในการเผยแพร่พุทธศาสนา เพราะไม่ต้องการเลือกที่รักมักที่ชังด้วยการใช้ภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่ง แต่ได้ดัดแลปงให้ออกเสียงง่ายและสะดวกกว่าสันสกฤต รูปคำหลายรูปคลายความซับซ้อนลง และไม่เหมือนภาษาถิ่นใด อาจเป็นการรวมและหลอมออกมาใหม่แล้วตั้งชื่อใหม่ก็เป็นได้
              ข้อที่ควรสังเกตก็คือ  ภาษาบาลีเดิมไม่ได้ชื่อนี้  ไม่มีใครทราบว่าชื่ออะไร คำว่า Pāli เดิมเป็นคำที่ใช้เรียกคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ชื่อภาษา เช่น ในสำนวนว่า "ในพระบาลี" ภาษานี้ได้ชื่อว่า Pāli หรือบาลี เพราะใช้ถ่ายทอดพระไตรปิฎก เช่นเดียวกับภาษาพระเวทซึ่งไม่มีใครทราบว่าชื่ออะไร เรียกกันทั่วไปว่าภาษาพระเวทเพราะใช้บันทึกคัมภีร์พระเวท
              ภาษาบาลีนั้น มติของนักปราชญ์ทั้งตะวันตก ตะวันออก เห็นขัดแย้งกันไปหมด บ้างว่า เป็นภาษาชาวโกศลพูด เพราะพระผู้มีพระภาคเป็นชาวแคว้นโกศล ในธรรมเจติยสูตร พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระศาสดาว่า พระผู้มีพระภาคเป็นชาวโกศล แม้หม่อมฉันก็เป็นชาวโกศล เพราะฉะนั้น พระองค์จะต้องใช้ภาษาชาติภูมิของพระองค์ ในการประกาศพระศาสนา
                            ๑. บางท่านก็เห็นว่า บาลีเป็นภาษาอวันตีโบราณ เพราะพระมหินทร์ เป็นชาวเวทิสาคีรีในอวันตี นำเอาภาษานี้ไปลังกา
                            ๒. บางมติก็ว่า เป็นภาษาอินเดียภาคใต้
                            ๓. แต่มติส่วนใหญ่ยืนยันว่า เป็นภาษามคธโบราณที่ เรียกว่า "มาคธี" จัดอยู่ในสกุลภาษาปรากฤต เมื่อสรุปมติต่างๆ เหล่านี้ เราได้สาระที่น่าเชื่ออยู่ข้อหนึ่งคือ ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกนั้นเป็นภาษามคธอย่างแน่แท้ คำว่า "บาลี" นอกจากจะหมายถึงภาษาอันมีระเบียบแบบแผน คำนี้ยังเลือนมาจากคำว่า "ปาฏลี" ซึ่งหมายถึงเมืองปาฏลีบุตรนั่นเอง เพราะฉะนั้นภาษาบาลีก็คือ ภาษาปาฏลีบุตร อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธต่อจากกรุงราชคฤห์
              แต่เหตุใดภาษาบาลีจึงสูญไปจากอินเดีย นั่นก็เพราะเมื่อแคว้นมคธเสื่อมอำนาจลง ภาษาอื่นได้ไหลเข้ามาแทนที่ ภาษาดั้งเดิมค่อยๆ สลายตัวเอง โดยราษฎรหันไปนิยมพูดภาษาผู้มาปกครอง ความจริงพระศาสดามิได้ผูกขาดภาษาใดภาษาหนึ่งในการแสดงธรรม พระองค์เองตรัสภาษาท้องถิ่นต่างๆ
ของอินเดียได้ ทรงแสดงธรรมด้วยหลายภาษา ทรงอนุญาตให้เรียนพุทธพจน์ด้วยภาษาท้องถิ่นได้ ครั้งหนึ่งมีภิกษุพี่น้องสกุลพราหมณ์ ทูลขอพุทธานุญาต ยกพุทธพจน์ขึ้นสู่ภาษาเดียวเช่นกับภาษาในพระเวททรงติเตียน แต่เหตุไฉนปฐมสังคายนาจึงใช้แต่ภาษาบาลีภาษาเดียวขึ้นสู่สังคีติเล่า เหตุผลมีดังนี้คือ
         ๑)  การประชุมสังคายนา ต้องการความสามัคคี ความเป็นระเบียบ ถ้าปล่อยให้ผู้ประชุม ต่างรูปต่างใช้ภาษาท้องถิ่นของตนๆที่ประชุมก็ไม่เป็นอันประชุม ไม่เป็นระเบียบ
         ๒)  ภาษาบาลี เป็นภาษาชาวมคธ การประชุมก็ทำกันในมคธย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ต้องเลือกภาษานี้
         ๓)  พระอรหันต์ ผู้เข้าประชุม เข้าใจว่าส่วนใหญ่เป็นชาวมคธหรือชาวเมืองอื่นที่ขึ้นอยู่กับมคธ
         ๔)  มคธในครั้งนั้น เป็นมหาอำนาจชั้นหนึ่งในอินเดีย มีเมืองขึ้น เช่น โกศล วัชชี กาสี จัมปา ภาษามคธจึงเป็นภาษาที่มีอิทธิพลในยุคนั้น  (เสถียร  โพธินันทะ,ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา,พิมพ์ครั้งที่ ๔,(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๓), หน้า ๗๑)
               อย่างไรก็ตามคณะสงฆ์อื่นๆ ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นไม่ใช่มคธรองรับพุทธพจน์ก็ยังมีอีกมากกว่ามาก นั่นคือเหตุผลที่ใช้ภาษาบาลีในการบันทึกหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาท

อักษรที่ใช้เขียนภาษาบาลี

              เนื่องจากภาษาบาลีไม่มีตัวอักษร มีแต่เสียงเมื่อไปอยู่ในภาษาใดจึงใช้ตัวอักษรในภาษานั้นเขียนเช่นอักษรไทย พราหมี,เทวนาครี, สีหล, พม่า, มอญ,ขอม,ลาว โรมัน เป็นต้น (ฉลาด บุญลอย,ประวัติวรรณคดีบาลีตอน ๑,(พระนคร:มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๕), หน้า ๒๓)
              ภาษาบาลีไม่มีตัวอักษรของตนเอง เรียกว่าเป็นภาษาพูดที่ถ่ายทอดกันมาโดยการท่องจำโดยแท้ ใช้ในถิ่นใดก็ใช้อักษรของถิ่นนั้นถ่ายเสียง เช่น ไทยก็ใช้อักษรไทย ลาวใช้อักษรธรรม เขมรใช้อักษรขอม (ส่วนใหญ่เป็นขอมบรรจง) ในซีกโลกตะวันตกใช้อักษรโรมัน ถ้าอักษรภาษาใดถ่ายเสียงได้ไม่ครบ เสียงก็จะเปลี่ยนไป และในปัจจุบัน  อักษรโรมันก็เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในการศึกษาภาษาบาลีเช่นเดียวกับภาษาสันสกฤต ตามเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกทั้งเพื่อให้สะดวกในการเปรียบเทียบเสียงระหว่างภาษา ตามหลักภาษาศาสตร์ด้วยและเมื่อถ่ายเสียงด้วยอักษรตัวโรมัน ก็จะใช้ชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า P
              นักปราชญ์บางท่านยืนยันว่า ภาษาปาลิหรือบาลีนั้นหมายถึงภาษาท้องถิ่นของชาวมคธ มีลักษณะมีลักษณะที่สำคัญคือ(๑) ภาษาบาลีเป็นอุตตมภาษาคือภาษาชั้นสูง (๒) ภาษามคธเป็นมูลภาษาคือภาษาดั้งเดิมสมัยแรกตั้งปฐมกัป (พระเทพเมธาจารย์ (เช้า ฐิตปุญฺโ),แบบเรียนวรณคดีประเภทคัมภีร์บาลีไวยากรณ์,(พระนคร: โรงพิมพ์ประยูรวงศ์,๒๕๐๔), หน้า ๑๙)  


พระพุทธเจ้าแสดงธรรมด้วยภาษามคธหรือบาลี

              ภาษาบาลี เป็นภาษาปรากฤตภาษาหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาพระเวท ภาษาบาลี คือ ภาษาที่ชาวมคธใช้พูดกันในแคว้นมคธ เรียกว่า “ภาษามาคธี” พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษานี้ประกาศพระศาสนาของพระองค์ ภาษามาคธีนี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
                            ๑. สุทธมาคธี เป็นภาษาของชนชั้นสูง คือภาษาของกษัตริย์หรือภาษาทางราชการ
                            ๒.เทสิยาหรือปรากฤต ได้แก่ ภาษาประจำถิ่น
              พระพทุธเจ้าทรงใช้สุทธมาคธีเป็นหลักในการประกาศคำสั่งสอนของพระองค์ และในสมัยนั้นทรงเผยแผ่พระธรรมด้วยวิธีมุขปาฐะ โดยมิได้มีบันทึกหรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ภาษาบาลีนี้นำมาใช้บันทึกพุทธวจนะเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ ปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช ถือเป็นภาษาประจำพุทธศาสนานิกายหินยาน ส่วนศาสนานิกายมหายานใช้ภาษาสันสกฤตบันทึกพุทธวจนะ  และต่อก็ใช้ภาษาบาลีจารึกพระธรรมลงในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นตำราหลักทางพระพุทธศาสนาอย่างไรก็ตาม ภาษาบาลีก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับภาษาสันสกฤต คือใช้เป็นภาษาเขียนในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ได้ใช้พูดหรือใช้เขียนในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีวิวัฒนาการเหมือนกับภาษาอื่นๆ ภาษาอสุทธมาคธีในสมัยพุทธกาลได้รับการปรับปรุงมาเป็นสุทธมาคธีในปัจจุบัน ดังที่มีผู้บันทึกอ้างไว้ว่า “ภาษามคธส่วนที่เป็นสุทธมาคธี ในปัจจุบันมีปรากฏอยู่ทั่วไป ทั้งในคัมภีร์พระไตรปิฎก ทั้งในอรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์อื่นๆ แต่ภาษามคธส่วนที่เป็นอสุทธมาคธียุคพุทธกาล ที่ทรงใช้ประกาศพระศาสนา แสดงธรรมสั่งสอนประชาชนนั้น ในปัจจุบันไม่อาจนำมาแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างได้ เพราะพระเถรอรหันตสาวกท่านได้ชำระปรับปรุงเรียบเรียงเป็นสุทธมาคธีไปหมดแล้ว  (โปร่ง  ชื่นใจ น.ท.,พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาอะไรแสดงพระธรรมเทศนา,พิมพ์ครั้งที่ ๒,(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๒),หน้า ๒๔)
              ดังนั้นภาษามคธหรือภาษาบาลีที่ใช้ศึกษาในปัจจุบันตามคัมภีร์ต่างๆจึงเป็นประเภทภาษาที่ได้รับการปรับปรุงมาจากภาษามคธในสมัยพุทธกาล

ลำดับชั้นคัมภีร์ภาษาบาลี   
              คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านจารึกไว้ในคัมภีร์ต่างๆ ด้วยภาษาบาลีซึ่งสามารถแบ่งลำดับชั้นของคัมภีร์ต่างๆ ได้ดังนี้
                            ๑.พระไตรปิฏก เป็นหลักฐานชั้นหนึ่ง เรียกว่า บาลี
                            ๒.คำอธิบายพระไตรปิฏกเป็นหลักฐานชั้นสอง เรียกว่า อรรถกถา หรือ วัณณนา
                            ๓.คำอธิบายอรรถกถา เป็นหลักฐานชั้นสาม เรียกว่า ฎีกา
                            ๔.คำอธิบายฏีกา เป็นหลักฐานชั้นสี่ เรียกว่า อนุฏีกา
                            ๕.นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่แต่งขึ้นภายหลังเป็นทำนองอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีใน
              คัมภีร์พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ หนังสือประเภทนี้ เรียกว่า “ทีปนี” หรือ “ทีปิกา” หรือ “ปทีปิกา” และหนังสือที่อธิบายเรื่องปลีกย่อยต่างๆ ที่มีในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา หนังสือประเภทนี้ เรียกว่า “โยชนา” หนังสือทั้งสองประเภทนี้จัดเป็นคัมภีร์อรรถกถา  ส่วนคัมภีร์ชื่ออย่างอื่นต่อจากนี้ไปมีหลายประเภทบางทีท่านก็ใช้คำรวมๆกันไปว่า ตัพพินิมุต แปลว่าคัมภีร์ที่พ้นหรือนอกเหนือจากนนั้น (พระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ ปยุตฺโต),พระไตรปิฎก: สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้,(กรุงเทพฯ: ธรรมสภา,๒๕๕๐),หน้า ๕๓)
              คำสอนที่อยู่ในคัมภีร์เหล่านี้ คำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฏกเป็นหลักฐานสำคัญที่สุด เพราะเป็นหลักฐานชั้นแรกสุด คำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฏกนั้นมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ โดยจัดแบ่งเป็น ๓ หมวด คือคือพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ภาษาบาลีเป็นภาษาที่จารึกคำสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาท ในขณะที่ภาษาสันสกฤตใช้บันทึกคำสอนของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
              จะเห็นได้ว่า คำสอนที่อยู่ในคัมภีร์เหล่านี้ คำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฏกเป็นหลักฐานสำคัญที่สุด เพราะเป็นหลักฐานชั้นแรกสุด คำสอนที่อยู่ในพระไตร ปิฏกนั้นมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์แบ่งเป็น ๓ หมวด คือ  หมวดที่หนึ่ง พระวินัย ว่าด้วยเรื่อง ระเบียบ กฎ ข้อบังคับควบคุมกิริยา มารยาท ของภิกษุสงฆ์ มีทั้งข้อห้ามและข้ออนุญาต ทั้งนี้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในหมู่สงฆ์ มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์  หมวดที่สอง พระสูตร ว่าด้วยเรื่องราว นิทาน ประวัติศาสตร์ ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนและทรงสนทนากับบุคคลทั้งหลายอันเกี่ยวกับชาดกต่างๆ ที่ทรงสอน เปรียบเทียบเป็นอุปมาอุปไมย เป็นต้น มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และ  หมวดที่สาม พระอภิธรรมว่าด้วยธรรมขั้นสูง คือ ว่าด้วยเรื่องเฉพาะคำสอนที่เป็นแก่น เป็นปรมัตถ์ ในรูปปรัชญาล้วนๆ มี ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์  คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น เรียกว่า “ธรรมวินัย”
              ธรรมวินัยเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดของชาวพุทธ เพราะถือเป็นสิ่งแทนองค์พระศาสดา ดังพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระอานนท์ก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมวินัยอันใดที่เราบัญญัติไว้แล้ว แสดงแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมะและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว” ดังนั้น กล่าวได้ว่า พระไตรปิฏกเป็นคัมภีร์ที่สำคัญมากที่สุดของชาวพุทธ 
              พระไตรปิฏกแต่เดิมเป็นภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่มีในมัชฌิมประเทศที่เรียกว่า แคว้นมคธ ในครั้งพุทธกาล ต่อมาพุทธศาสนาแพร่หลายไปในนานาประเทศที่ใช้ภาษาอื่น ประเทศต่างๆ เหล่านั้น มีธิเบตและจีนเป็นต้นได้แปลพระไตรปิฏกจากภาษาบาลีเป็นภาษาของตน เพื่อประสงค์ที่จะให้เรียนรู้ได้ง่าย จะได้มีคนเลื่อมใสศรัทธามาก ครั้นไม่มีใครเล่าเรียนพระไตรปิฏก ต่อมาก็ค่อยๆ สูญสิ้นไป สิ้นหลักฐานที่จะสอบสวนพระธรรมวินัยให้ถ่องแท้ได้  ลัทธิศาสนาในประเทศฝ่ายเหนือเหล่านั้นก็แปรผันวิปลาสไป
              ส่วนประเทศฝ่ายใต้มี ลังกา พม่า ไทย ลาว และ เขมร ประเทศเหล่านี้คิดเห็นมาแต่เดิมว่า ถ้าแปลพระไตรปิฏกเป็นภาษาอื่นโดยทิ้งของเดิมเสียแล้ว พระธรรมวินัยก็คงคลาดเคลื่อน จึงรักษาพระไตรปิฏกไว้ในเป็นภาษาบาลี
              การเล่าเรียนคันถธุระก็ต้องเรียนภาษาบาลีให้เข้าใจเสียชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงเรียนพระธรรมวินัยในพระไตรปิฏกต่อไป ด้วยเหตุนี้เองประเทศฝ่ายใต้จึงสามารถรักษาลัทธิศาสนาตามหลักธรรมวินัยยั่งยืนมาได้ การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี นอกจากจะเป็นการศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนแล้วยังได้ชื่อว่า เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาไว้อีกด้วย โดยเฉพาะการศึกษาภาษาบาลี เพราะถ้าไม่รู้ภาษาบาลีแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถรู้และเข้าใจพระพุทธวจนะในพระไตรปิฏก ถ้าขาดความรู้เรื่องพระไตรปิฏกแล้ว พระพุทธศาสนาก็จะต้องเสื่อมสูญไปด้วยด้วยเหตุนี้
              พระมหากษัตริย์ผู้เป็นศาสนูปถัมภกตั้งแต่โบราณมาจึงทรงทำนุบำรุง สนับสนุนการเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และทรงยกย่องพระภิกษุสามเณรที่เรียนรู้พระพุทธวจนะให้มีฐานันดร พระราชทานราชูปการต่างๆ มีนิตยภัตเป็นต้น จึงได้ทรงจัดให้มีวิธีการสอบพระปริยัติธรรมเพื่อให้ปรากฏต่อชาวโลกทั่วไปว่า พระภิกษุสามเณรรูปใดมีความรู้มากน้อยแค่ไหนเพียงไร
              เมื่อปรากฏว่า พระภิกษุสามเณรรูปใดมีความรู้ถึงขั้นที่กำหนดไว้ พระมหากษัตริย์ก็ทรงยกย่องพระภิกษุสามเณรรูปปั้นให้เป็น “มหาบาเรียน” ครั้นอายุพรรษาถึงชั้นเถรภูมิ ก็ทรงตั้งให้มีสมณศักดิ์ในสังฆมณฑลตามควรแก่คุณธรรมและความรู้เป็นครู อาจารย์ สั่งสอนพระปริยัติสืบๆ กันมาจนปัจจุบัน

วิวัฒนาการของภาษาบาลี
              ภาษาบาลีมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ สามารถศึกษาได้จากคัมภีร์ที่จารึกคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งคัมภีร์ภาษาบาลีมีการจำแนกความสำคัญตามลำดับคือ

๑. คัมภีร์พระไตรปิฎก
     พระไตรปิฎก หมายถึงคัมภีร์ที่บันทึกพระพุทธพจน์ไว้ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ คัมภีร์ คือพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม
           พระวินัยปิฎกมี ๕ พระคัมภีร์ แบ่งเป็น ๘ เล่ม   พระสุตตันตปิฎกมี ๕ นิกาย ๓๗ พระคัมภีร์ จัดเป็น ๒๕ เล่ม จากเล่มที่ ๙-๓๓  พระอภิธรรมปิฎก ๑๒ เล่ม จากเล่มที่ ๓๔-๔๕  นักศึกษาจะได้ศึกษาในชั้นต่อๆไป

๒. คัมภีร์อรรถกถา
           คัมภีร์อรรถกถาได้แก่คัมภีร์ที่วรรณนาธิบายลีนัตถบทในพระไตรปิฎกให้กระจ่างชัดโดยอรรถสมบัติ พยัญชนสมบัติ บาลีมุตตกะ นานาวินิจฉัย ตลอดจนอาจริยวาทระดับต่าง ๆ หรือที่เรียกว่าปกิณณกเทศนา อันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในที่ต่าง ๆ แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,คัมภีร์พุทธศาสตร์ http://oldaad.mcu.ac.th/html/scripture.html (13/02/05)
              ๑. พุทธสังวัณณิตะ คำอธิบายที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเอง เรียกว่าปกิณณกเทศนา ดังคำว่า “ตตฺถ ตตฺถ ภควา ปวตฺติตา ปกิณฺณกเทสนาเยว หิ อฏฺฐกถา” หรือดังคำว่า ปฐมสงฺคีติยํ ยา อฏฺฐกถา สงฺคีตาติ วจเนน สา ภควโต ธรมานกาเลปิ อฏฺฐกถา สํวิชฺชตีติ” 
              ๒. อนุพุทธสังวัณณิตะ คำอธิบายไขความที่พระสาวกทั้งหลายได้พรรณนาไว้
     คัมภีร์อรรถกถาตามที่กล่าวมานั้น เมื่อจะแยกออกโดยยุคสมัย สามารถแบ่งอรรถกถาเหล่านั้นออกได้เป็น ๒ คือ
                       ๑. โบราณอรรถกถา ได้แก่อรรถกถารุ่นเก่า
                       ๒. อภินวอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่เรียบเรียงรจนาขึ้นใหม่
              ๑. โบราณอรรถกถา เป็นอรรถกถาที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งได้ยกขึ้นสู่สังคายนาทั้ง ๓ ครั้ง และพระมหินทเถระนำไปลังกา ต่อมาถูกแปลเป็นภาษาสิงหล ซึ่งนิยมเรียกว่า สีหลอรรถกถา ได้แก่คัมภีร์เหล่านี้ คือ
                      ๑. มูลอรรถกถา ได้แก่พุทธสังวัณณิตะและอนุพุทธสังวัณณิตะที่ยกขึ้นสู่การสังคายนาทั้ง ๓ ครั้งแล้วพระมหินทเถระนำไปสู่ลังกา ต่อมาพระชาวสิงหลแปลเป็นภาษาสิงหล
                      ๒. มหาอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาเก่าที่พระพุทธโฆสาจารย์เป็นต้นถือเป็นเค้าโครงในการรจนาอภินวอรรถกถา
                      ๓. มหาปัจจรีอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่พระมหาเถระรจนาบนแพ
                      ๔. กุรุนทีอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่รจนาโดยพระมหาเถระผู้อยู่ในกุรุนทีวัลลิวิหาร
                      ๕. อันธกอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่พระเถระรจนาด้วยอันธกภาษา
                      ๖. สังเขปอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่พระเถระรจนาโดยการย่อความของคัมภีร์มหาปัจจรีอรรถกถา หรือบางทีเรียกว่าจูฬปัจจรีอรรถกถา
                      ๗. อริยอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่รจนาด้วยอริยภาษา
                      ๘. ปันนวารอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่รวบรวมคำวินิจฉัยออกมาจากคัมภีร์มหาอรรถกถา
              ๒. อภินวอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่พระพุทธโฆสาจารย์เป็นต้นแปลเรียบเรียงจากสีหลอรรถกถาขึ้นใหม่ด้วยภาษามคธแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ
                            ๑. วิตถารอรรถกถา ได้แก่อรรถกถาที่แต่งโดยพิสดาร แต่ไล่เนื้อความไปตามลำดับบทที่มีในพระไตรปิฎกคือ
                                          อรรถกถาพระวินัยปิฎก  พระพุทธโฆสาจารย์ผู้รจนาวินยอรรถกถาชื่อสมันตปาสาทิกา เพื่ออธิบายความในพระวินัยปิฎกทั้ง ๘ เล่ม
                                          อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก พระพุทธโฆษาจารย์ได้แต่งอรรถกถาพระสุตตันตปิฎกคือทีฆนิกายอรรถกถาชื่อสุมังคลวิลาสินี  มัชฌิมนิกายอรรถกถาชื่อปปัญจสูทนี สังยุตตนิกายอรรถกถาชื่อสารัตถัปปกาสินี  อังคุตตรนิกายอรรถกถาชื่อมโนรถปูรณี 
              ในขุททกนิกาย คือขุททกปาฐอรรถกถา ปรมัตถโชติกาและธัมมปทัฏฐกถา อิติวุตตกอรรถกถา ปรมัตถทีปนี สุตตนิบาตอรรถกถา ปรมัตถโชติกา เปตวัตถุอรรถกถา ปรมัตถทีปนี  เถรคาถาอรรถกถา ปรมัตถทีปนี ชาตกัฏฐกถา  สันนิษฐานว่าพระพุทธโฆสาจารย์เป็นผู้แต่ง
              อุทานอรรถกถา ปรมัตถทีปนี วิมานวัตถุอรรถกถาปรมัตถทีปนี จริยาปิฏกอรรถกถา ปรมัตถทีปนีพระธัมมปาลเถระเป็นผู้แต่ง นิเทสอรรถกถา สัทธัมมัปปัชโชติกา พระอุปเสนเถระเป็นผู้แต่ง ปฏิสัมภิทามรรคอรรถกถา สัทธัมมปกาสินี พระมหานามะเป็นผู้แต่ง พุทธวังสอรรถกถา มธุรัตถวิสาลินี พระพุทธทัตตเถระเป็นผู้แต่ง      อปทานอรรถกถา วิสุทธชนวิลาสินี ไม่ทราบผู้แต่ง
              อรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก พระพุทธโฆสาจารย์เป็นผู้รจนาคือ ธัมมสังคณีอรรถกถา อัฏฐสาลินี วิภังค์อรรถกถา สัมโมหวิโนทนี กถาวัตถุอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ปุคคลบัญญัติอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ธาตุกถาอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ยมกอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ปัฏฐานอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา
              สังคหอรรถกถา พระเถระผู้รจนาเลือกเฉพาะบาลีนัตถบทมาอธิบาย หรือรวบรวมอรรถาธิบายในส่วนที่เป็นบาลีมุตตกะ หรือย่อความอรรถกถา เพื่อสะดวกแก่การทรงจำ เช่น ๑. กังขาวิตรณีอรรถกถา พระพุทธโฆสาจารย์  ๒. วินยสังคหอรรถกถา พระสารีบุตรเถระแห่งวัดเชตวันในลังกาทวีป ๓. วินยสังคหอรรถกถา (ฉบับย่อ) พระชินกูมีนเถระ ในสมัยอังวะ ๔. วินยสังเขป พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม ๕. วินยวินิจฉยะและอุตตรวินิจฉยะพระพุทธทัตตเถระผู้รจนาพุทธวังสอรรถกถา  ๖. ขุททสิกขา พระธัมมสิริเถระ ๗. มูลสิกขา นิปุณปทสังคหะ สีลาวหะ พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม ๘. สีมาลังการะ สีมาสังคหะ พระวาจิสสรเถระ ๙. สิกขาปทวลัญชนะ ปาติโมกขวิโสธนี สีมาสัมพันธนี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม  ๑๐. ปาติโมกขปทัตถอนุวัณณนา พระวิจิตตาลังการเถระ ๑๑. วินยคูฬหัตถทีปนี พระสัทธัมมโชติปาลเถระ สุตตันตสังคหอรรถกถา  วิสุทธิมัคคปกรณะ พระพุทธโฆสาจารย์
              อภิธัมมสังคหอรรถกถา ๑. อภิธัมมัตถสังคหะ ปรมัตถวินิจฉัย นามรูปริจเฉท พระอนุรุทธเถระ ๒. อภิธรรมาวตาร รูปารูปวิภาค พระพุทธทัตตะเป็นผู้รจนา ๓. เขมาปกรณ์ พระเขมาเถระ ๔. นามจารทีปกะ พระสัทธัมมโชติปาละชาวพม่า ๕. สุจิตตาลังการ ชีปะขาวชาวพม่าชื่อโภตูต่อ ๖. ปรมัตถพินทุ พระเจ้าจะสวา ๗. สัจจสังเขป พระธัมมปาลเถระ ๘. ปรมัตถสังคหะ พระวิสุทธิเถระ๙. วีสติวัณณนาปาฐะ พระมุนินทโฆสเถระ คัมภีร์เหล่านี้บางเล่มได้รับการแปลเป็นไทยแล้ว ผู้สนสามารถศึกษาค้นคว้าได้

๓. คัมภีร์ฎีกา
              คัมภีร์ฎีกา ได้แก่ฎีกาที่อธิบายลีนัตถบทในคัมภีร์วินัยอรรถกถา และสุตตันตอรรถกถา ฎีกาในส่วนนี้เรียกว่า ปุราณฎีกา, อภินวฎีกา ส่วนคัมภีร์อภิธัมมฎีกาแยกเป็นมูลฎีกาและอนุฎีกา แบ่งเป็น ๒ คือ
              ๑. คัมภีร์ฎีกาที่อธิบายลีนัตถบทในคัมภีร์อรรถกถา เช่น
                            ๑ .วินยฎีกาคือ ๑. วชิรพุทธิฎีกา พระวชิรพุทธิเถระ ๒. สารัตถทีปนีฎีกา พระสารีปุตตเถระ ๓. วิมติวิโนทนีฎีกา พระโกฬิยกัสสปเถระ
                            ๒. สุตตันตฎีกา  ๑. ทีฆนิกาย สีลักขันธวัคคฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี ทีฆนิกาย มหาวัคคฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี ทีฆนิกาย ปาถิกวัคคฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสกฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี  มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสกฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี  มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสกฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี สังยุตตนิกาย สังยุตตฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี อังคุตตรนิกาย อังคุตตรฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี พระธัมมปาลเถระเป็นผู้แต่ง  ๒. ทีฆนิกาย สีลักขันธวัคคอภินวฎีกา ชื่อสาธุวิลาสินี พระญาณาภิวังส ธัมมเสนาปติมหาเถระ ๓. อังคุตตรนิกาย อังคุตตรฎีกา ชื่อสารัตถมัญชูสา พระสารีปุตตเถระ ๔.ขุททกนิกาย ขุททกปาฐฎีกา ชื่อปรมัตถสูทนี พระอาทิจจเถระ ๕. ขุททกนิกาย ธัมมปทปุราณฎีกา ชื่อธัมมปทัตถทีปนี พระเถระไม่ปรากฏนาม ๖. ขุททกนิกาย ธัมมปทอภินวฎีกา ชื่อธัมมปทมหาฎีกา พระวรสัมโพธิเถระ ๗.ขุททกนิกาย ชาตกฎีกา ชื่อลีนัตถปกาสนี พระธัมมปาลเถระ
๘. ขุททกนิกาย ชาตก(อภินว)ฎีกา ปัญญาสามีเถระ
              นอกจากนี้ ยังมีขุททกนิกายฎีกาอีกหลายคัมภีร์ ซึ่งผู้รจนาคัมภีร์ปิฏกัตต่อมาแต่ไมกล่าวว่าใครเป็นผู้แต่ง มีอยู่ในลังกา เช่น ๑. อุทานฎีกา ๒. อิติวุตตกฎีกา ๓. สุตตนิบาตฎีกา ๔. วิมานวัตถุฎีกา  ๕. เปตวัตถุฎีกา ๖. เถรคาถาฎีกา ๗. เถรีคาถาฎีกา ๘. เถราปทานฎีกา ๙. พุทธวังสฎีกา ๑๐. จริยาปิฎกฎีกา ๑๑. มหานิทเทสฎีกา
              อภิธัมมฎีกา(เรียกว่ามูลฎีกา) เช่น๑. ธัมมสังคณีมูลฎีกา วิภังคมูลฎีกา ปัญจปกรณมูลฎีกา พระอานันทเถระ  นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์อภิธัมมฎีกาที่อธิบายอภิธัมมลีนัตถบทอีก เช่น ๑. อภิธัมมนยปกาสนี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม ๒. ธาตุกถาฎีกาวัณณนา ธาตุกถาอนุฎีกา ยมกวัณณนาฎีกา แต่งโดยพระติโลกครุเถระ ๓. ยมกวิสัชชนา ปัฏฐานุทเทสทีปนี  รูปเภทปกาสนี พระญาณเถระ (แลดีสยาดอ) ๔. ปัฏฐานวัณณนาฎีกา พระติโลกครุเถระ ๕. ปัฏฐานสารทีปนีฎีกา พระสัทธัมมาลังการเถระ ๖. ปัจจยัตถัปปกาสนี ปัจจยฆฏนปกาสนี พระชัมพุธรเถระ

๔. คัมภีร์คันถันตระประเภทสัททศาสตร์

              คัมภีร์คันถันตระประเภทสัททศาสตร์นี้นับเป็นคัมภีร์มูลรากของพระปริยัติธรรมมี ๔ คือ  ๑. คัมภีร์ไวยากรณ์ ๒. คัมภีร์พจนานุกรม ๓. คัมภีร์ฉันท์  ๔. คัมภีร์อลังการะ
              ๑. คัมภีร์ไวยากรณ์  เป็นคัมภีร์ที่แสดงข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของมคธภาษาได้อย่างเป็นระบบ นักปราชญ์จัดคัมภีร์เหล่านั้นไว้เป็น ๒ ระดับ คือ
                            ๑. คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่ โดยคัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่มีองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ ๑. สูตร ๒. วุตติ ๓. อุทาหรณ์ คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่ นักปราชญ์แบ่งออกเป็น ๓ สาย คือ  ๑. กัจจายนะ  ๒. โมคคัลลานะ ๓. สัททนีติ      
              คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่สายกัจจายนะ มีรายชื่อดังนี้ ๑. กัจจายนพยากรณะ พระมหากัจจายนเถระ ๒. นยาสะ ชื่อมุขมัตตทีปนี พระวชิรพุทธิเถระ ๓. นยาสฎีกา ชื่อสันเปียน อำมาตย์ชื่อสันเปียน ๔. นยาสฎีกา ชื่อนิรุตติสารมัญชูสา พระทาฐานาคราชคุรุเถระ ๕. มุขมัตตสาระ พระคุณสารเถระ ๖. มุขมัตตสารฎีกา พระคุณสารเถระ ๗. ปทรูปสิทธิ พระพุทธัปปิยเถระ ๘. ปทรูปสิทธิฎีกา พระพุทธัปปิยเถระ ๙. สุตตนิทเทส พระสัทธัมมโชติปาลเถระ ๑๐. กัจจายนวัณณนา พระมหาวิชิตาวีเถระ  ๑๑. กัจจายนัตถทีปนี พระชาคราภิวังสเถระ ๑๒. พาลาวตาร  พระสัทธัมมกิตติเถระ ๑๓. พาลาวตารปุราณฎีกา ชื่อสุโพธิกา พระสิริสุมังคลยติสสรเถระ ๑๔. พาลาวตารอภินวฎีกา พระเรวตเถระ ๑๕. กัจจายนสังเขป พระชาคราภิวังสเถระ ๑๖. นิรุตติสารมัญชูสาฎีกา พระสิริสุนันทธัมมราชปวราธิปติเถระ
              คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่สายโมคคัลลานะ มีรายชื่อดังนี้ ๑. โมคคัลลานพยากรณ์ พระโมคคัลลานเถระ ๒. วุตติวิวรณปัญจิกา พระโมคคัลลานเถระ๓. โมคคัลลานปัญจิกาฎีกา ชื่อสารัตถวิลาสินีปัญจิกา พระสังฆรักขิตมหาสามิเถระ ๔. ณฺวาทิโมคคัลลานะ พระสังฆรักขิตมหาสามิเถระ ๕. ปทสาธนะ พระปิยทัสสีเถระ ๖. ปทสาธนฎีกา ชื่อ  พุทธัปปสาธนี พระวาจิสสรเถระ ๗. นิรุตติทีปนี พระญาณธชเถระ(แลดีสยาดอ) ๘. ปโยคสิทธิ พระวนรัตนเมธังกรเถระ ๙. โมคคัลลานปัญจิกาปทีปะ พระราหุลเถระ
              คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่สายสัททนีติ มีรายชื่อดังนี้ ๑. สัททนีติ ปทมาลา พระอัคควังสเถระ
              ๒. สัททนีติ ธาตุมาลา พระอัคควังสเถระ ๓. สัททนีติ สุตตมาลา พระอัคควังสเถระ ๔. สัททนีติฎีกา ชื่อสาธุชชนปโมทนี พระปัญญาสามิเถระ
              ๒. คัมภีร์ไวยากรณ์น้อย มีองค์ประกอบไม่ครบทั้ง ๓ เหมือนคัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่ แต่ก็รจนาขึ้นเพื่ออธิบายอรรถนัยอันลึกซึ้งในคัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่นั่นเอง โดยมุ่งหมายให้โสตุชนได้เข้าถึงอรรถนัยอันสุขุมคัมภีรภาพในพระไตรปิฎก อรรถกถา เป็นต้น ซึ่งมีรายชื่อดังนี้ ๑. สัมพันธจินตา พระสังฆรักขิตมหาสามิ ๒. สัมพันธจินตาปุราณฎีกา พระมหากัสสปเถระ ๓. สัมพันธจินตาอภินวฎีกา พระติปิฎกธราอภยเถระ ๔. การิกา พระธัมมเสนาปติเถระ  ๕. การิกาฎีกา พระธัมมเสนาปติเถระ ๖. สัททัตถเภทจินตา พระสัทธัมมสิริเถระ ๗. สัททัตถเภทจินตาปุราณฎีกา พระติปิฎกธรอภยเถระ ๘. สัททัตถเภทจินตาอภินวฎีกา พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม ๙. สัททัตถเภทจินตาทีปนี ๑๐.กัจจายนสาระ พระยส
เถระ ๑๑. กัจจายนสารปุราณฎีกา พระสิริสัทธัมมวิสาลเถระ (มีประมาณ ๗๑ เล่ม)

๕. คัมภีร์พจนานุกรม
     ได้แก่คัมภีร์ที่รวบรวมนามนามต่าง ๆ บ้าง ให้ความหมายของธาตุต่าง ๆ บ้าง แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
     ๑. คัมภีร์พจนานุกรมประเภทอภิธาน มีรายชื่อดังนี้  ๑. อภิธานัปปทีปิกา พระมหาโมคคัลลานเถระ (ชาวลังกา) ๒. อภิธานัปปทีปิกาฎีกา สิริจตุรังคพลมหาอำมาตย์ ๓. อภิธานัปปทีปิกาสูจิ พระสุภูติเถระ ๔. ธาตุวัตถสังคหะ พระวิสุทธาจารเถระ ๕. ธาตุมัญชูสา พระสีลวังสเถระ ๖. ธาตุปปัจจยทีปนี พระวรสัมโพธิเถระ(มีอยู่ ๒๓ เล่ม)
      ๒. คัมภีร์พจนานุกรมประเภท ปาลิ-ไทย มีรายชื่อดังนี้  ๑. ปาฬิลิปิกรม พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์)  ๒. อักขรานุกรมธรรมบท พระยาพจนสุนทร (เรือง อติเปรมานนท์) ๓. บาลีสยามอภิธาน ต. นาคประทีป ๔. ธาตุปปทีปิกา หลวงเทพดรุณานุศิษย์  ๕. ปทานุกรมธรรมบท พระยาปริยัติธรรมธาดา ๖. ปทานุกรมมังคลัตถทีปนี คณะจตุรมิตร (เปรียญ) ๗. ปทานุกรมสมันตปาสาทิกา คณะจตุรมิตร (เปรียญ) ๘. วจนานุกรมสมาสท้อง พระเทพวราภรณ์ (เปลี่ยน ปุณฺโณ ป.ธ.๙) ๙. ศัพท์หมวดไทยบาลี พระมหาพรหมา ปญฺญาทีโป ป.ธ.๙ ๑๐. พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนาไทย-อังกฤษ และอังกฤษ-ไทย  สุชีพ ปุญญานุภาพ  ๑๑. พจนานุกรมบาลี-สันสกฤต ไทย-อังกฤษ หน่วยวิจัยทางพระพุทธศาสนา กรมการศาสนา ๑๒. พจนานุกรมบาลี-ไทย แปลก สนธิรักษ์ ๑๓. พจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับนักศึกษา พระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ สระคำ), รศ.ดร.จำลอง สารพัดนึก ๑๔. พจนานุกรมบาลี  ไทย อังกฤษ สันสกฤต พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ๑๕. พจนานุกรมพุทธศาตร์(ฉบับประมวลธรรม) พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ๑๖. พจนานุกรมพุทธศาตร์(ฉบับประมวลศัพท์) พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ๑๗. คัมภีร์พระอภิธานศัพท์ บาลี-ไทย ฉบับ ว.พ.ต.  ๑๘. พจนานุกรมบาลี-สันสกฤต-ไทย อังกฤษ น.ท.ฉลาด บุญลอย, เสฐียร พันธรังษี พระมหาประยุทธ์ ปยุตฺโต ๑๙. พจนานุกรมบาลีไทย ป. หลงสมบุญ ๒๐. ปทานุกรมพระไตรปิฎก ฉบับบาลี-ไทย พระราชปริยัติโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) 
     ๓. คัมภีร์ฉันท์  ได้แก่คัมภีร์ที่แสดงฉันท์ของภาษาบาลีที่กำหนดบังคับบาทต่าง ๆ ด้วยมาตราเสียงหนัก-เบาเป็นต้น มีรายชื่อดังนี้ ๑. วุตโตทัย พระสังฆรักขิตมหาสามิ ๒. วุตโตทัยปุราณฎีกา พระนววิมลพุทธิ (ชาวเมืองพุกาม) ๓. ฉันโทสารัตถวิกาสินี อภินวฎีกา พระสัทธัมมญาณเถระ ๔. วจนัตถโชติกอภินวฎีกา พระเวปุลลเถระ ๕. กวิสารอภินวฎีกา พระธัมมานันทเถระ  ๖. สุทุททสวิกาสนีอภินวฎีกา ปฐมเซกผิวเถระ ๗. ฉัปปัจจยทีปกอภินวฎีกา พระปัญญาสีหเถระ (มี ๒๒ เล่ม)
     ๔. คัมภีร์อลังการะ ได้แก่คัมภีร์ที่แสดงถึงความวิจิตรพิสดาร ความงดงาม ความสามารถในการนำบทบาลีต่าง ๆ มาใช้ในการแต่งฉันท์เป็นต้น มีรายชื่อดังนี้ ๑. สุโพธาลังการะ พระสังฆรักขิตมหาสามิปาทเถระ ๒. สุโพธิลังการปุราณฎีกา  พระสังฆรักขิตมหาสามิปาทเถระ  ๓. สุโพธาลังการอภินวฎีกา พระสิริธัมมกิตติรตนปัชโชตเถระ
๕. คัมภีร์บันทึกประวัติศาสตร์
     คัมภีร์คันถันตระประเภทบันทึกประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาได้แก่คัมภีร์ที่บันทึกเรื่องราวของพระพุทธเจ้า พระสาวก ตลอดถึงประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา เป็นต้น มีเป็นจำนวนมากเช่น ๑. ทีปวังสะ พระโบราณเถระผู้ไม่ปรากฏนามชาวลังกา ๒. ทีปวังสฎีกา พระชาคราภิวังสธชติปิฏกธรมหาธัมมราชาธิราชคุรุมหาเถระ แห่งวัดทักขิณาราม เมืองบันดล  ๓. มหาวังสะ พระมหานามเถระเป็นต้น ชาวลังกา ตามคำอาราธนาของทีฆสันตเสนาบดี ๔. มหาวังสฎีกา พระมหานามเถระ ฯลฯ เสนาบดี ๕. จูฬวังสะ พระมหานามเถระ ชาวลังกาผู้รจนามหาวังสะ ๖. มหาโพธิวังสะ(เดิมเป็นภาษาสีหฬ) พระอรหันตเถระรูปหนึ่ง ต่อมา พระมหาอุปติสสเถระชาวสิงหฬแปลเป็นภาษามคธ ๗. มหาโพธิวังสฎีกา หรือ สหัสสรังสีฎีกา พระมหากัสสปเถระ ชาวพม่า ในรัชสมัยของพระเจ้านรปติ สมัยพุกาม ๘. ทาฐาธาตุวังสะ เดิมเป็นภาษาสิงหล พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม(ต่อมา พระธัมมกิตติเถระผู้เป็นศิษย์ของพระสารีบุตรผู้รจนาสารัตถทีปนี เป็นต้น แปลเป็นภาษามคธ ๙. ทาฐธาตุวังสฎีกา พระมหาสามิ(ชาวลังกา ผู้อยู่ในมหาวิหาร เมืองอนุราธะปุระ)  ๑๐. อนาคตวังสปาฬิ พระเถระชาวลังกาผู้ไม่ปรากฏนาม  ๑๑. อนาคตวังสอรรถกถา(ชื่อสมันตภัททกา)พระมหาอุปติสสเถระ ๑๒. อนาคตวังสอรรถกถา(ชื่ออมตรสธารา)พระมหาอุปติสสเถระ  ๑๓. มหาถูปวังสะ พระวาจิสสรเถระ
๑๔. อุปาสกาลังการ พระอานันทาจารย์ ชาวลังกา ๑๕. ปริตตฎีกา พระเตโชทีปเถระ ชาวพม่า ๑๖. โสตัตถกีนิทาน พระจูฬพุทธโฆสเถระ ชาวลังกา ๑๗. ตถาคตุปปัตติ พระญาณคัมภีร์ ชาวพุกาม ๑๘. พุทธโฆสุปปัตติcและอรหัตตมัคควัณณนา พระเถระชาวพุกามผู้ไม่ปรากฏนาม ๑๙. วชิรสารัตถสังคหะ วชิรสารัตถสังคหฎีกา พระสิริรัตนปัญญาเถระ ๒๐. ราชินทราชนารมภิเธยยทีปนี พระเถระชาวเมืองปินยะผู้ไม่ปรากฏนาม ๒๑. ราชินทราชนามภิเธยยทีปนี พระอนันตธชเถระ หรือ ราชินทราชนาภิเธยยโสธนี (ต่องปีลาสยาดอ) ๒๒. ราชาธิราชนามัตถทีปนี พระญาณวรเถระ(ปฐมะจ่ออ่องสั่งทาสยาดอ) ๒๓. ราชินทราชสุธัมมจารทีปนี พระปัญ ญาสามีเถระ (มองถ่องสยาดอ) ๒๔. ราชินทราชปุญญทีปนี พระสังฆเถระสลิหสยาดอ ๒๕. โลกทีปนี พระปตูจีสังฆเถระ หรือ ปตูจีสยาดอ  ๒๖. โลกุปปัตติปกาสนี อัคคปัณฑิตเถระ ๒๗. โลกทีปกสาระ พระเมธังกรเถระชาวพม่า ๒๘. โลกปัญญัตติ พระเถระชาวลังกาผู้ไม่ปรากฏ นาม ๒๙. โลกวิทู พระอนันตธชเถระ (ต่องปีลาสยาดอ) ๓๐. โอกาสทีปนี พระปตูจีสังฆเถระ หรือ ปตูจีสยาดอ ๕๔. โอกาสโลกสูทนี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม 
              คัมภีร์ประเภทนี้ยังมีอีกมาก เท่าที่ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยรวบรวมไว้ ได้นำมาเสนอเพียงบางส่วนเท่านั้น ผู้สนใจสามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้จาก http://oldaad.mcu.ac.th/html/scripture.html
              คัมภีร์ภาษาบาลีมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นให้ยึดพระไตรปิฎกเป็นหลักฐานชั้นแรก  จากนั้นจึงค่อยตรวจทานดูตามอรรถกถา ส่วนคัมภีร์ในลำดับต่อๆมาก็ถือว่าเป็นหลักฐานที่เป็นพัฒนาการของภาษาบาลีตามลำดับ


ความมหัศจรรย์ของภาษาบาลี 
              ศาสนาทั้งหลายในโลกนี้  ต่างมีภาษาสำหรับจารึกศาสนธรรมคำสอนของพระศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนานั้นๆ  ภาษาสันสกฤตผู้นับถือศาสนาพราหมณ์นับถือว่าเป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์  เพราะจารึกคำสอนอขงพระเวทฉันใด  แม้ภาษาบาลีก็เป็นเช่นเดียวกัน  ชาวพุทธทั้งหลายฝ่ายเถรวาทก็นับถือว่าเป็นภาษาศักดิ์สิทธ์  เพราะจารึกพระธรรมอันเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่อนุพุทธยุคหลักได้ศึกษาเรียนรู้พระพุทธธรรมได้โดยง่าย  พระมหาเถระทั้งหลายผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถา  และฎีกา  เป็นต้น  ต่างใช้ภาษาบาลีเป็นหลักในการแต่งคัมภีร์เหล่านั้น
              ฉะนั้นการที่จะมีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทโดยถูกต้องและ  สมบูรณ์แบบที่สุดนั้น  ขึ้นกับภูมิความความแตกฉานภาษาบาลีเป็นสำคัญ  เพราะพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ปัจจุบันเรียกกันว่า  “พระไตรปิฎก” นั้น  ล้วนอยู่ในรูปของภาษาบาลีทั้งสิ้น  เนื่องจากภาษาบาลีเป็นภาษารักษาไว้ซึ่งพระพุทธวจนะ ภาษาบาลีมีความมหัศจรรย์พอสรุปได้ดังต่อไปนี้
๑. ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ไม่เสื่อม
              ภาษาบาลีนับว่าเป็นภาษาที่สูงกว่าภาษาทั้งหลาย  เพราะสมบูรณ์ด้วยคุณวิเศษและสภาวนิรุตติ  คำว่า  สภาวนิรุตตินั้น  หมายถึงภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงความหมายและอธิบาย  มีอำนาจในการแสดงอรรถและอธิบายได้แน่นอน  เป็นภาษาที่ผู้วิเศษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงใช้อยู่  กล่าวอีกนัยหนึ่ง  สภาวนิรุตติ  หมายถึงภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ไม่เสื่อม  ตั้งอยู่โดยปกติ  ส่วนภาษาอื่นๆ เมื่อถึงกาลหนึ่งย่อมเปลี่ยนแปลง  และเสื่อมได้  สำหรับภาษาบาลีแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมเลย ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ  ในกาลไหนๆ  หากจะมีการเปลี่ยนแปลง  หรือเสื่อมสลายก็เป็นเพราะผู้ศึกษา  ผู้แสดง  ผู้สอน  เรียนผิด  แสดงผิด  และสอนผิด  แม้ถึงกระนั้น  ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยตลอดกาล  เพราะท่านกล่าวไว้ในสัมโมทวิโนทนีว่า  สถานที่พูดภาษาบาลีมากที่สุดคือ  นรก  ดิรัจฉาน  เปรต  โลกมนุษย์  สวรรค์  และพรหมโลก  กล่าวอธิบายว่า  เมื่อโลกแตกสลาย  พรหมโลกมิได้เข้าข่ายการแตกสลายด้วย  ฉะนั้น  พรหมโลกแตกสลาย พรหมโลกมิได้เข้าข่ายการแตกสลายด้วย  ฉะนั้น  พรหมโลกจึงตั้งอยู่ได้สภาพเดิม
๒.  ภาษาบาลีเป็นมูลภาษา
              ภาษาบาลีจัดเป็นภาษาของมนุษย์ในยุคแรกของโลก  เพราะเมื่อโลกถึงการแตกสลาย  พรหมโลกมิได้แตกสลายไปด้วย  ฉะนั้นพรหมโลกจึงตั้งอยู่ในสภาพเดิม  โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง  มีอธิบายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่า มนุษย์ในยุคแรกของโรคนั้น  เป็นผู้จุติมาจากพรหมโลกด้วยอุปาทปฏิสนธิ  มนุษย์ดังกล่าวนั้นพูดภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันในพรหมโลกเป็นต้น  ฉะนั้น  นักไวยากรณ์จึงมีความเชื่อว่า  ภาษาบาลี  เป็นมูลภาษาคือเป็นภาษาที่มนุษย์ในยุคแรกใช้พูดกัน  ดังที่คัมภีร์ปทรูปสิทธิ  ได้กล่าวว่า
        
              สา  มาคธี  มูลภาสา      นรา  ยายาทิกปฺปิกา
                       พฺรหฺมาโน  จสฺสุตาลาปา   สมฺพุทฺธา  จาปิ  ภาสเร ฯ
              แปลว่า นรชนผู้เกิดในปฐมกัป พรหม แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย และบุคคลผู้มิได้สดับคำพูดของมนุษย์เลย กล่าวด้วยภาษาใด ภาษานั้นคือมาคธี ภาษามคธเป็นภาษาดั้งเดิม (หลวงเทพดรุณานุศิษฎ์ (ทวี  ธรมธัช),บาลีไวยากรณ์พิเศษ,(กรุงเทพฯ: มหามกุกราชวิทยาลัย,๒๕๓๔),หน้า ๑)
             ภาษามาคธี  เป็นภาษาดั้งเดิมที่ใช้พูดกันโดยมนุษย์ต้นกัปป์  พวกพรหม  พระพุทธเจ้า  และบุคคลผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินคำพูดจากบุคคลอื่น 
๓. ภาษาบาลีเป็นสภาวนิรุตติ
 
              ท่านแสดงไว้ในสัมโมมหวิโนทนีว่า ภาษาบาลีเป็นสภาวนิรุตติหมายความว่าเป็นภาษา ธรรมชาติ อธิบายว่า  แม้ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังภาษาอื่นมาก่อน หากมีความสามารถในการคิดและพูดได้เอง เขาคงจัดพูดภาษาบาลีอันเป็นภาษาที่เขาสนใจเท่านั้น  หมายความว่า  ในหนทางอันยืดยาวแห่งสังสารวัฏอันกำหนดนับไม่ได้นั้น มีการกำหนดเม็ดพืชของภาษาบาลีอยู่  ผู้ที่เดินทางไกลในสังสารวัฏล้วนเคยพูดเคยท่องบ่นภาษาบาลีมาแล้ว  โดยนับไม่ถ้วน  นั้น  เมื่อถึงเวลาพูดจริงแม้จะไม่เคยพูดภาษาบาลีมาก่อน ก็สามารถพูดภาษาบาลีได้เอง ทั้งนี้ปรากฏขึ้นมาเพราะพืชพันธ์แห่งสภาวนิรุตตินั่นเอง
๔.ภาษาบาลีเป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ
              ภาษาบาลี นอกจากจะได้ชื่อว่าสภาวนิรุตติแล้ว ยังชื่อว่าเป็นเหตุแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณอีกด้วย ผู้ที่ได้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณแล้ว จะสามารถรู้ภาษาบาลีได้เอง  เช่นเดียวกันความแตกฉานในภาษาบาลีก็เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งแห่งการได้บรรลุปฏิสัมภิทาญาณ
๕.  ภาษาบาลีเป็นภาษารักษาพระศาสนา
              ภาษาบาลี  มิใช่จะสมบูรณ์ด้วยคุณดังกล่าวมาแล้วเท่านั้น   ยังได้ชื่อว่าเป็นภาษารักษาพระ
พุทธศาสนาอีกด้วย  “การดำรงไว้ซึ่งวินัยกรรมที่รู้กันว่าเป็นอายุของพระศาสนา” นั้น จัดเป็นคำพูดที่ถูกทีเดียวเพราะในการทำสังฆกรรมมี อุโบสถ ปวารณา อุปสมบท และสมมติสีมา เป็นต้น  จะสำรวจได้ด้วยดีและถูกต้องตามแบบแผนพุทธบัญญัติ  ถ้าไม่มีวินัย  กรรมเกี่ยวเนื่องด้วยการสวดกรรมวาจาแล้ว  ถือว่ากรรมไม่สำเร็จ  แต่สังฆกรรมนั้นๆ จะสำเร็จได้ด้วยดีก็ด้วยผู้สวดกรรมวาจาสามารถสวดกรรมวาจา  ออกเสียงสิถิล  ธนิต  วิมุตติ  และนิคคหิต  ได้ถูกต้องชัดเจน  และผู้ที่สวดได้ถูกต้องชัดเจน  จะต้องมีความรู้แตกฉานในพยัญชนะพุทธิ  ๑๐  ประการมีสิถิลและธนิตเป็นต้น  ซึ่งแสดงถึงวิธีสวดภาษาบาลี  เมื่อมีความรู้แตกฉานในพยัญชนะพุทธิ  ๑๐  ประการแล้ว  จึงสวดกรรมวาจาได้ถูกต้องชัดเจน  และสังฆกรรมย่อมสำเร็จสมบูรณ์ตามพุทธประสงค์  หากไม่เรียนรู้ภาษาบาลีก็ไม่สามารถสวดกรรมวาจาให้สำเร็จได้  เมื่อเป็นเช่นนั้น  จึงกล่าวสรุปได้ว่า  ภาษาบาลีเป็นภาษาที่มีความสำคัญอันสูงสุดต่อความดำรงมั่นสิ้นกาลนานแห่งพระพุทธศาสนา
๖.  ภาษาบาลีเป็นภาษาอจินไตย
              กล่าวกันว่า   พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมจักกัปปวัตตนสูต ซึ่งเป็นปฐมเทศนาด้วยภาษาบาลี   เมื่อเป็นเช่นนั้นน่าจะมีปัญหาว่า  ผู้ที่ฟังพระธรรมจักรเทศนาทั้งหลาย (หมายถึงพระปัญจวัคคีย์) หากไม่รู้ภาษาบาลีแล้วจะเข้าใจพระธรรมจักรเทศนาที่พระองค์ทรงแสดงได้อย่างไร?  ตอบได้ว่า  ข้อที่กล่าวว่าพระองค์ทรงแสดงพระธรรมจักรด้วยภาษามคธนั้นเป็นความจริงทีเดียว  ถึงแม้ว่าปฏิคคาหกบุคคลผู้รับฟังธรรมทั้งหลาย จะรู้เฉพาะภาษาของตนอย่างเดียวก็จริง ขอยกตัวอย่างเช่น ชนชาวทมิฬก็นึกว่า (พระพุทธองค์) แสดงธรรมโปรดเขาด้วยภาษาทมิฬ ชนชาวอันธกะทั้งหลายก็นึกว่า (พระพุทธองค์) ทรงแสดงธรรมโปรดเขาด้วยภาษาอันธกะเช่นเดียวกัน การที่ผู้ฟังทั้งหลายนึกเช่นนั้นเป็นเพราะอานุภาพแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรียกว่า “วาจาอจินไตย” อันมีอยู่ในอจินไตย ด้วยเหตุดังกล่าว การที่จะศึกษาพุทธธรรมหมีความรู้ความเข้าใจแตกฉาน อย่างลุ่มลึกในอรรถธรรมได้ดีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้เข้าใจในภาษาบาลี ที่เรียกว่ามูลภาษาเสียก่อน ดังนั้น คัมภีร์นิรุตติทีปนี จึงนับได้ว่าเป็นตำราพื้นฐานของ การศึกษาภาษาบาลี ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เข้าใจหลักภาษาก่อน จากนั้นจึงค่อยเข้าไป ศึกษาพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา เป็นต้นสืบต่อไป  (เวทย์ บรรณกรกุล,ความอัศจรรย์ของภาษาบาลี, http://www.medeepali.net/pali.html(13/02/05)
              เนื่องจากภาษาเป็นภาษาที่มีหลักไวยากรณ์ ดังก่อนที่จะศึกษาภาษาบาลีจึงต้องรู้จักไวยากรณ์ภาษาบาลีตามสมควร

การใช้คำที่ยืมมาจากภาษาบาลี        
              ภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบันมีคำที่ยืมมาจากภาษาบาลีเป็นจำนวนมาก ซึ่งคำยืมจากภาษาบาลีสามารถแบ่งเป็นประเภทได้ตามลักษณะการใช้ดังต่อไปนี้   ศุภรางศุ์  อินทรารุณ,ภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย, <http://www.huso.buu.ac.th/thai/web/personal/subhrang/208322/208322chap1-2.htm>(17/05/51)
              ๑.ใช้เป็นราชาศัพท์ คำว่า”ราชาศัพท์”แปลตามตัวอักษรว่า "คำที่ใช้สำหรับพระราชา" แต่ที่จริงราชาศัพท์เป็นคำที่ใช้สำหรับกล่าวถึงและติดต่อสื่อสารกับพระมหากษัตริย์    พระราชินี องค์รัชทายาท ตลอดไปจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์ โดยแบ่งตามลำดับชั้น และใช้คำแตกต่างกันออกไป  (ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมไทย,(กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖), หน้า ๙๕๒)
               ราชาศัพท์ที่สร้างจากคำบาลีมีมาก  เช่น  พระบรมราโชวาท  พระราชเสาวนีย์  พระวรกาย  พระสุณิสา  พระราชทาน  พระโอษฐ์  พระบรมสาทิสลักษณ์  ธารพระกร  พระสุธารส  เป็นต้น
              ในทางปฏิบัติ คำว่าราชาศัพท์หมายรวมถึงคำที่คฤหัสถ์ใช้กับพระสงฆ์และพระสงฆ์ใช้ในหมู่พระสงฆ์กันเองด้วย  เช่น  อาพาธ  มรณภาพ  นมัสการ  อีกทั้งยังหมายรวมถึงคำภาษาแบบแผนและคำสุภาพทั่ว ๆ ไปซึ่งใช้กับข้าราชการและสุภาพชนอีกด้วย (ราชบัณฑิตยสถาน, หน้า ๙๕๒) 
              ๒.ใช้เป็นศัพท์เฉพาะทางศาสนา ในที่นี้คำว่าศัพท์เฉพาะทางศาสนาใช้ในความหมายที่แยกจากราชาศัพท์สำหรับพระสงฆ์  คือหมายถึงแต่คำที่มีความหมายที่เข้าใจกันเป็นการเฉพาะในศาสนาใดศาสนาหนึ่ง อันอาจเป็นพุทธศาสนา  ศาสนาพราหมณ์  ศาสนาอิสลาม  ศาสนาคริสต์  หรือศาสนาอื่น ๆ ก็ได้ศัพท์เฉพาะเหล่านี้นิยมสร้างหรือยืมจากบาลี  เช่น  นิวรณ์  มุสาวาท  โผฏฐัพพะ อิทธิบาท  เวทนา  ตันตระ  ศีลมหาสนิท แต่บางครั้งราชาศัพท์สำหรับพระสงฆ์กับศัพท์เฉพาะทางศาสนาอาจปนกันก็ได้ เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ทำพิธีทางศาสนา
              ๓.ใช้ในภาษาแบบแผน แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม
              ก. คำภาษาแบบแผนทั่วไป คือ คำที่ระบุไว้ในพจนานุกรมว่า "แบบ" มีใช้แต่ในภาษาหนังสือ ไม่ได้ใช้พูดเป็นประจำ ใช้ได้ทั้งในร้อยแก้วและร้อยกรองการเปลี่ยนแปลงเสียงของคำจากภาษาเดิม มักเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่เจตนาหรือไม่มีเลย เช่น กนก นารี กมล จารุ เป็นต้น
              ข.คำภาษาร้อยกรอง คือคำที่ระบุไว้ในพจนานุกรมว่า "กลอน" ใช้เฉพาะในร้อยกรอง และโดยปรกติการเปลี่ยนแปลงเสียงของคำมักเป็นไปเพื่อความเหมาะสมกับบทประพันธ์     ที่เรียกว่าการกลายเสียงโดยเจตนาด้วย  เช่น  เวหน  สุริยง  เกศา  มยุเรศ  มาลี  ราตรี
              ๔.ใช้ในภาษามาตรฐานหรือใช้เป็นคำสุภาพ ใช้ทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน  เช่น  คำพูดอย่างเป็นพิธีการหรือเอกสารของทางราชการ  เช่น  บิดา  มารดา  สามี  ภริยา  ภรรยา  บุตร ธิดาเป็นต้น
              ๕. ใช้เป็นศัพท์บัญญัติ หรือศัพท์เฉพาะทางวิชาการ คือคำที่สร้างขึ้นในสมัยหลังเพื่อให้มีความหมายตรงกับคำภาษาตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษในวิชาการแขนงต่าง ๆ โดยมากมักสร้างขึ้นในลักษณะคำสมาสหรือคำประสม จากคำภาษาบาลี และ/หรือ สันสกฤตที่มีใช้อยู่ในภาษาไทยแล้ว แต่บางทีก็อาจมีการหาคำใหม่ที่ยังไม่เคยใช้ในภาษาไทยมาใช้ก็ได้ เช่น เจตคติ นันทนาการ บรรณรักษ์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ มัณฑนศิลป์ โทรทัศน์ โทรศัพท์ วิศวกร ปรนัย อัตนัย
              ๖.    ใช้เป็นคำสามัญ คือคำภาษาพูดที่ใช้สนทนาทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น อายุ เศรษฐี โรค ปัญหา ภาษา ชาติ ประเทศ สัตว์ หิมะ เวลา อาหาร
              ๗.    ใช้เป็นชื่อเฉพาะ  แบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ
              ก.    ชื่อวัน  เดือน  ดวงดาวและกลุ่มดาวบนท้องฟ้า  เทพเจ้าทั้งชายและหญิง  ตลอดจนชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์  ตำนาน  และเทพนิยายต่าง ๆ ฯลฯ ของอินเดีย  ซึ่งรับมาโดยตรงไม่เปลี่ยนแปลงจากชื่อในภาษาบาลีสันสกฤต ชื่อเหล่านี้บางครั้งจะมีหน่วยคำนำหน้าว่า พระ (phrá-) หรือ พระนาง (phrá-naŋ)  สุดแต่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เพื่อแสดงความยกย่องนับถือ เช่น (พระ, ดวง, วัน) อาทิตย์ (พระ, ดวง, วัน) จันทร์ (พระ, ดาว, วัน) อังคาร  มกราคม (มกร-อาคม)  เมษายน (เมษ-อายน)  กุมภ์  มีน  พฤษภ  พระศิวะ  พระวิษณุ  พระ(นาง)ลักษมี  พระราม  พระลักษมณ์  ศกุนตลา เป็นต้น
              ข.    ชื่อสถานที่และอื่น ๆ เช่น  ชื่อจังหวัด  อำเภอ  แม่น้ำ  และภูเขา  เป็นต้น  ซึ่งประกอบขึ้นหรือนำมาจากภาษา บาลีเช่น  กาญจนบุรี  ชัยนาท  นครราชสีมา  นราธิวาส  มุกดาหาร สกลนคร  สุราษฏร์ธานี  นครชัยศรี  พิบูลมังสาหาร  ไพศาลี  อุทุมพรพิสัย  อินทนนท์
              นอกจากชื่อสถานที่เหล่านี้  ชื่อเฉพาะอื่น ๆ ในประเทศไทยก็มักตั้งขึ้นโดยใช้คำหรือประสมคำขึ้นจากภาษาบาลีสันสกฤต เช่น  ชื่อบุคคล  บริษัทห้างร้าน  สิ่งก่อสร้าง  สมาคม  วัด  สถานศึกษา สถานที่ราชการ  องค์การ  สถาบันต่าง ๆ  เป็นต้น  โดยที่ผู้ตั้งมักเปลี่ยนเสียงและความหมายให้เข้ากับความต้องการของตน 
              ภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบันจึงยืมคำภาษาบาลีมาใช้เป็นจำนวนมาก การได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการของภาษาบาลีก็จะทำให้รู้จักและเข้าใจภาษาบาลีมากยิ่งขึ้น

สรุปท้ายบท
              ประวัติและวิวัฒนาการของภาษาบาลีนั้น ผ่านกาลเวลามายาวนาน บางครั้งอาจมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นภาษาของตนเอง แท้จริงแล้วคำบางคำมีรากฐานมาจากภาษาบาลี  ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลกล่าวกันว่ามีการแต่งคัมภีร์ภาษาบาลีแล้วเช่นเนตติปกรณ์ รจนาขึ้นโดยพระมหากัจจายนะ ซึ่งเชื่อกันว่ามีชีวิตในสมัยพุทธกาล  ในบทนี้ไม่ประสงค์จะวิเคราะห์คัมภีร์ให้ลึกซึ้งนัก เพียงต้องการให้ผู้เริ่มศึกษาทราบว่าภาษามคธหรือภาษาบาลีนั้นมีประวัติและวิวัฒนาการมาตามลำดับ มีหลักไวยากรณ์เฉพาะ และปัจจุบันภาษาบาลีก็ยังใช้ศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณรในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำก็ยังมีวิชาเอกว่าภาษาบาลีโดยเฉพาะ ดังนั้นกุลบุตรผู้ศึกษาภาษาบาลีจึงควรภาคภูมิใจว่าเราได้ศึกษาภาษาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธศาสนา



คำถามทบทวนประจำบท


๑. ภาษาบาลีหรือภาษามคธมีความเป็นมาอย่างไร
๒.ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงใช้ภาษาบาลีในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
๓. คำว่า “ปาลี” หมายถึงอะไร
๔. ท่านคิดว่าภาษาบาลีนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร
๕. ภาษาบาลีมีความสัมพันธ์กับภาษาไทยหรือไม่ อย่างไร
๖. ทำไมพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจึงต้องสวดด้วยภาษาบาลี
๗. ภาษาบาลีเป็นภาษาอจินไตยหมายความว่าอย่างไร
๘. ภาษาบาลีเป็นภาษารักษาศาสนาได้อย่างไร
๙. คำว่า “นวังคสัตถุศาสน์” หมายถึงอะไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง
๑๐.ภาษาบาลีกับภาษามาคธีเป็นภาษาเดียวกันหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร
๑๑. การศึกษาภาษาบาลีหรือภาษามคธมีประโยชน์ต่อการศึกษาและค้นคว้าพระพุทธศาสนาอย่างไร
๑๒. คัมภีร์อรรถกถาหมายถึงคัมภีร์เช่นใด ท่านเคยอ่านคัมภีร์อรรถกถาเล่มใดมาบ้าง
      มีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องอะไร จงอธิบาย
๑๓. คัมภีร์มังคลัตถทีปนีจัดอยู่ในคัมภีร์ชั้นใด เนื้อเรื่องโดยย่อว่าด้วยเรื่องอะไร
      มีประโยชน์อย่างไรต่อการศึกษาทางพระพุทธศาสนา
๑๔. คัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์จัดอยู่ในคัมภีร์ชั้นใด   ใครเป็นผู้แต่ง เนื้อหาว่าด้วยเรื่องอะไร
๑๕. ไวยากรณ์ภาษาบาลีที่ใช้เรียนในประเทศไทยปัจจุบันเป็นคัมภีร์ไวยากรณ์สายใด จงอธิบาย
๑๖.  ปัจจุบันนี้ควรส่งเสริมการแต่งคัมภีร์ด้วยบาลีหรือไม่  เพราะเหตุใด
๑๗. พระเถระชาวไทยที่แต่งคัมภีร์ด้วยภาษาบาลีมีใครบ้าง   จงบอกเท่าที่ทราบ
๑๘.  ท่านจะมีวิธีการในการศึกษาบาลีอย่างไร
๑๙.  คัมภีร์ภาษาบาลีเล่มใดที่ควรส่งเสริมให้ศึกษาในระดับอุดมศึกษา
๒๐. ท่านคิดว่าอนาคตของภาษาบาลีจะเป็นอย่างไร
๒๑. จงบอกภาษาไทยที่ยืมมาจากภาษาบาลี พอสังเขป
๒๒. ประโยชน์ของการศึกษาบาลีคืออะไร
๒๓. ภาษาบาลีมีความมหัศจรรย์อย่างไร
๒๔. หลักสูตรบาลีที่ใช้ในปัจจุบันนี้เอื้อต่อการศึกษาภาษาบาลีมากน้อยเพียงใด จงอธิบาย
๒๕. การสวดมนต์ของพระภิกษุไทยในปัจจุบันทำไมต้องสวดเป็นภาษาบาลี จงให้เหตุผล


บรรณานุกรม

ฉลาด บุญลอย.ประวัติวรรณคดีบาลีตอน ๑.พระนคร:มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๕.
โปร่ง  ชื่นใจ น.ท..พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาอะไรแสดงพระธรรมเทศนา.พิมพ์ครั้งที่ ๒,กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๒.
พระมหาฉลาด  ปริญฺาโณ.คู่มือการเรียนบาลีไวยากรณ์.กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง,๒๕๓๐.
พระเทพดิลก(ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งที่ ๕,กรุงเทพฯ:มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๒.
พระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ ปยุตฺโต).พระไตรปิฎก: สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้.กรุงเทพฯ: ธรรมสภา,๒๕๕๐.
พระเทพเมธาจารย์ (เช้า ฐิตปุญฺโ).แบบเรียนวรณคดีประเภทคัมภีร์บาลีไวยากรณ์.พระนคร: โรงพิมพ์ประยูรวงศ์,๒๕๐๔.
พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณณวณฺโณ. โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.พระนคร: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชช,๒๕๑๔.
มหามกุฏราชวิทยาลัย.อรรถกถาวินัย มหาวิภังค์,เล่ม ๑ ภาค ๑.กรุงเทพฯ:,มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๒๕.
มหามกุฏราชวิทยาลัย.อรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค.กรุงเทพฯ:,มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๒๕.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมไทย.กรุงเทพฯ:ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๖.
เสนาะ  ผดุงฉัตร.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณคดีบาลี.กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๒.
เสถียร  โพธินันทะ.ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งที่ ๔,กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๓.
หลวงเทพดรุณานุศิษฎ์ (ทวี  ธรมธัช).บาลีไวยากรณ์พิเศษ.กรุงเทพฯ: มหามกุกราชวิทยาลัย,๒๕๓๔.
     
Website:
     http://oldaad.mcu.ac.th/html/scripture.html
     http://www.medeepali.net/pali.html
     http://www.huso.buu.ac.th/thai/web/personal/subhrang/208322/208322chap1-2.htm

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
เรียบเรียง
แก้ไขปรับปรุง 30/03/53

Go to top