Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

สารบัญ

หนังสือที่แต่งเป็นภาษาบาลีในประเทศไทย

1.จามเทวีวงศ์

              จามเทวีวงศ์  จัดเป็นหนังสือพงศาวดาร รจนาเป็นภาษาบาลีโดยพระโพธิรังสีเถระเป็นผู้ที่อาวุโสที่สุด เป็นชาวเชียงใหม่ จามเทวีวศ์มี 15 ปริเฉท ปรากฏตอนท้ายทุกปริเฉทว่า อันมหาเถรมีนามว่า โพธิรังสี ได้แต่งตามคำมหาจารึก สันนิษฐานว่ารจนาราว พ.ศ. 1950-2060 กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ให้พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์) เปรียญ ร่วมกับ พระญาณวิจิตร (สิทธิ โลจนานนท์) เปรียญ ช่วยกันแปลเป็นภาษาไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 และพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก พ.ศ. 2463 
เนื้อเรื่องในจามเทวีวงศ์ ว่าด้วยวงศ์ของพระนางจามเมวีที่ได้ครองเมืองหริภุญชัยและประวัติพระศาสนาในล้านนา กล่าวถึงการสร้างเมืองหริภุญชัย  ลำปางและการสร้างวัดบรรจุพระธาตุคือ พระบรมธาตุหริภุญชัยในสมัยราชวงศ์ของพระนางจามเทวี กล่าวถึงธรรมะของกษัตริย์และความที่ไม่สมควร อันเป็นเหตุให้บ้านเมืองเดือดร้อนล่มจม นับว่าพระโพธิรังสีเถระสามารถนำเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาสัมพันธ์กับเรื่องราวทางพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี จึงนับว่าหนังสือ จามเทวีวงศ์ เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าเล่มหนึ่ง  (ลิขิต ลิขิตานนท์, อ้างแล้ว,2523,หน้า 103. )
ประวัติกวีล้านนาที่แต่งคัมภีร์ต่างๆไว้นั้นค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากประวัติและผลงานกวีล้านนา (ประวัติและผลงานกวีล้านนา, <
http://www.khonmuang.com/poet.htm> (04/03/2008)

2.สิหิงคนิทาน
                สิหิงคนิทาน หรือประวัติพระพุทธสิหิงค์ โดยพระโพธิรังสีเถระ แม้มิได้ระบุปีที่รจนา แต่สันนิษฐานว่าเป็นระหว่างปี พ.ศ. 1985-2068 เพราะเป็นระยะที่วรรณกรรมบาลีกำลังเฟื่องฟู เนื้อเรื่องใน สิหิงคนิทาน ว่าด้วยประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งหล่อในประเทศลังกาด้วย เงิน ตะกั่ว และทองเหลือง ประวัติการเดินทางมาสู่ประเทศไทยและจังหวัดต่างๆ รวมทั้งเชียงใหม่ ปัจจุบันได้มีผู้แปลเป็นภาษาไทยกลางและพิพม์เผยแพร่แล้ว 

3. สมันตปาสาทิกา อัตถโยชนา 
              สมันตปาสาทิกา อัตถโยชนาอธิบายศัพท์ คำ ข้อความยากในอรรถกถาวินัยปิฏกชื่อ สมันตปาสาทิกา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับบทบัญญัติ ข้อแนะนำตักเตือนและบทลงโทษ สำหรับพระภิกษุผู้ผิดวินัย เป็นต้น
              สมันตปาสาทิกา อัตถโยชนารจนาขึ้นโดยพระญาณกิตติเถระซึ่ง เป็นชาวเชียงใหม่ มีอาวุโสกว่าพระสิริมังคลาจารย์ จำพรรษาอยู่วัดปนสาราม (สวนต้นขนุน) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของนครเชียงใหม่ จากผลงานของท่านที่รจนาไว้ ทำให้ทราบว่าท่านเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าติโลกราชเชื่อว่าท่านเคยไปศึกษาที่ประเทศลังกา ในรัชกาลกษัตริย์กรุงลังกาปรักกรมพาหุที่ 6 และพระเจ้าภูวเนกพาหุที่ 6 (พ.ศ. 1955-2024) ครั้งนั้นศาสนสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่ อยุธยา ลังกา และพม่า ดำเนินไปด้วยดี พระสงฆ์ล้านนาเดินทางไปประเทศเหล่านี้ได้อย่างเสรี  ท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยพระเจ้าติโลกราชและพระเจ้ายอดเชียงราย
งานที่ท่านรจนาขึ้นหลังจากสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 พ.ศ. 2020 ล้วนแต่เป็นภาษาบาลีทั้งสิ้น   
ผลงานของพระญาณกิตติเถระรจนาคัมภีร์อธิบายเรื่องเกี่ยวกับพระวินัย และพระอภิธรรมและ
บาลีไวยากรณ์ นอกจากสมันตปาสาทิกา อัตถโยชนาแล้วยังมีหนังสือที่รจนาเป็นภาษาบาลีเล่มอื่นๆเช่น

4.ภิกขุปาฎิโมกขคัณฐีทีปนี 
              มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระปาฏิโมกข์ หรือศีลของพระภิกษุโดยเฉพาะ เช่น สงฆ์ควรปฏิบัติอย่างไรก่อนพิธีสวดปกฏิโมกข์ และอธิบายขยายความในพระปาฏิโมกข์ รจนาเมื่อ พ.ศ. 2035

5. สีมาสังกรวินิจฉัย วินัยปิฏก
              กล่าวถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และสำคัญที่สุดของพระสงฆ์ คือ สีมา ซึ่งคู่กับพระอุโบสถ หรือโบสถ์เป็นที่ทำสังฆกรรม กิจกรรมที่ต้องทำโดยความสามัคคีเป็นเอกฉันท์ มีเสียงคัดค้านเพียงเสียงเดียว สังฆกรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะ

6. อัฏฐสาลินีอัตถโยชนา 
              คัมภีร์อธิบายอัฏฐสาลินี อรรถกถาอภิธรรมธัมมสังคณีโดยพระพุทธโฆสาจารย์
7. สัมโมหวิโนทนี อัตถโยชนา 
              คัมภีร์อธิบายอรรถกถาอภิธรรมวิภังค์ โดยพระพุทธโฆสาจารย์
8. ปัญจกรณัฏฐกถา อัตถโยชนา 
              เชื่อกันว่าท่านญาณกิตติเถระคงรจนาคู่มืออธิบายอภิธรรมที่เหลืออีก 5 คัมภีร์ คือ ธาตุกถา ปุคคลปัญญัติ กถาวัตถุ ยมก และปัฏฐาน รวมเรียกว่า ปัญจปกรณัฏฐกถา ที่ท่านพุทธโฆสาจารย์รจนาไว้
              ท่านพุทธทัตต์เถระชาวลังกาได้กล่าวว่า คัมภีร์เหล่านี้และคัมภีร์อื่นๆ อีกหลายคัมภีร์จารด้วยอักษรขอม ส่งจากประเทศไทยไปถวายเป็นบรรณาการแก่พระมหาเถรปุรัตคามธัมมลังสิริกาสุมนติสส แห่งปรมานันทวิหาร เมืองกอลเล ประเทศลังกาโดยผ่านราชทูตไทย
9.อภิธัมมัตถวิภาวินี ปัญจิกา อัตถโยชนา 
              คัมภีร์อธิบายอภิธัมมัตถวิภาวินี ซึ่งรจนาโดยพระสุมังคล ชาวลังกา ท่านรจนาเรื่องนี้ที่วัดปนสาราม เมื่อ พ.ศ. 2045
10. มูลกัจจายนอัตถโยชนา 
              คู่มืออธิบายบาลีไวยากรณ์สายกัจจนะ ซึ่งพระกัจจายนเถระ ภิกษุรุ่นหลังท่านพุทธโฆสาจารย์ (พุทธศตวรรษที่ 11-12) รจนามูลกัจจายนวยากรณ  
              วรรณกรรมทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ท่านญาณกิตติเถระได้รจนาระหว่างปี พ.ศ. 2028-2043 ท่านเป็นนักปราชญ์ล้านนาที่รจนาวรรณกรรมไว้มากกว่าผู้อื่น
11.  เวสสันตรทีปนี 
              รจนาโดยพระสิริมังคลาจารย์ สำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2060 ในรัชกาลพระเมืองแก้ว อธิบายอรรถกถาเวสสันดรชาดก เกี่ยวกับความเบ็ดเตล็ดเกร็ดเล็กน้อยต่างๆ ที่น่าสนใจ ตลอดจนวิธีแบ่งคาถาในเวสสันดรชาดกอีกด้วย คัมภีร์นี้มีความยาวบั้นต้น 40 ผูก บั้นปลาย 10 ผูก
12. สังขยาปกาสกฎีกา 
              รจนาโดยพระสิริมังคลาจารย์ เป็นหนังสืออธิบายคัมภีร์สังขยาปกาสกะ ที่พระญาณวิลาสเถระชาวเชียงใหม่รจนาเมื่อ พ.ศ. 2059 เพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น รจนาเมื่อ พ.ศ. 2063 จำนวน 2 ผูก   สังขยาปกาสกฎีกา เป็นผลงานต่อเนื่องมาจากจักกวาฬทีปนี นั่นคือเมื่อ พระสิริมังคลาจารย์ รจนาจักกวาฬทีปนีจบแล้วในปี พ.ศ. 2063 ท่านก็รจนา สังขยาปกาสฏีกาต่อทันทีภายในปีเดียวกันนั้นเอง ข้อนี้อาจจะสันนิษฐานได้ 2 ประการคือ 
              ประการที่หนึ่ง พระสิริมังคลาจารย์มีความคิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะรจนาสังขยาปกาสกฎีกา ต่อจากจักกวาฬทีปนี เพื่อให้ผู้ศึกษางานของท่านได้ใช้สังขยาปกาสกฎีกาเป็นคู่มือในการทำความเข้าใจความหมายต่างๆ ที่แสดงไว้ในจักกวาฬทีปนี 
              อีกประการหนึ่ง อาจจะเป็นไปได้ว่า ท่านมิได้มีความคิดไว้ก่อนว่าจะรจนาคัมภีร์เกี่ยวกับสังขยา (การกำหนดนับในรูปแบบต่างๆ) แต่ขณะเมื่อท่านรจนา จักกวาฬทีปนีนั้น ท่านได้พบปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่ชัดเจนของหน่วยนับต่างๆ ที่ปรากฏอยุ่ในคัมภีร์ต่างๆ หรือแม้จะมีความชัดเจน แต่ก็มีข้อแตกต่างที่จะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยแก่ผู้ศึกษาได้ รวมทั้งคัมภีร์สังขยาปกาสกปกรณ์ ของพระญาณวิลาส ซึ่งท่านใช้เป็นคู่มือในการแสดงความหมายต่างๆ ในจักกวาฬทีปนี เป็นงานนิพนธ์ประเภทร้อยกรองที่ประกอบด้วยข้อความสั้นๆ อันจะเป็นปัญหาต่อผู้ศึกษาทั่วๆ ไป จากปัญหาเหล่านี้จึงทำให้ พระสิริมังคลาจารย์ได้รจนาคัมภีร์สังขยาปกาสกฎีกาต่อจากจักกวาฬทีปนีทันที 
              ความเป็นจริงจะเป็นประการใดก็ตามที แต่ผลงานที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่า การจะศึกษาให้เข้าใจถึงความหมายแห่งความเป็นจริงของ มนุษย์-โลก-จักรวาฬ นั้น ผู้ศึกษาจะต้องมีความรู้ และความเข้าใจในหน่วยการนับประเภทต่างๆ อย่างแจ่มแจ้ง สังขยาปกาสกฎีกา จึงถูกรจนาขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนา และเพื่อความสมบูรณ์แห่งวิชาการอันจะเป็นคุณูปการ คือ ความงอกงามทางสติปัญญาของประชาชนโดยทั่วไป  (ประมวล เพ็งจันทร์,ชัชวาล  บุญปัน,สังขยาปกาสกฎีกาอุปกรณ์แห่งการหยั่งถึงความจริงจากโลกวิทยาศาสตร์พุทธศาสนา,  <
http://midnightuniv.org/midnight2545/newpage8.html>(16/02/51)
  สังขยาปกาสกฎีกา อาจจะเป็นผลงานชิ้นเล็กๆ เมื่อนำไปเทียบเคียงกับผลงานชิ้นอื่นๆของพระสิริมังคลาจารย์ แต่ทว่าผลงานชิ้นเล็กๆ ชิ้นนี้ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ที่ยิ่งใหญ่ในภาพรวมแห่งงานของพระสิริมังคลาจารย์ หนังสือเล่มนี้นักศึกษาภาษาบาลีควรได้อ่านเป็นอย่างยิ่ง 
13. มังคลัตถทีปนี หรือ มงคลทีปนี 
              รจนาโดยพระสิริมังคลาจารย์ เป็นวรรณกรรมเรื่องเอกที่มีชื่อเสียงยิ่งของพระสิริมังคลาจารย์ รจนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2067 เพื่อเป็นการอธิบายความในมงคลสูตร ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก 2แห่ง คือ ในขุททกปาฐะและสุตตนิบาต ซึ่งทั้งสองนี้อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มีอรรถกถาชื่อ ปรมัตถโชติกา ซึ่งพระพุทธโฆสะเป็นผู้รจนาไว้อันเป็นพระสูตรที่แสดงถึงการปฏิบัติที่เป็นมงคลรวม 38ประการ เช่น การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต ฯลฯ ท่านได้อธิบายถึงความหมายของพระสูตรนี้โดยละเอียดด้วยภาษาบาลีอันไพเราะและสละสลวย และนำเรื่องจากคัมภีร์และชาดกอื่นๆ มาอธิบายประกอบมังคลัตถทีปนี นี้ได้แปลเป็นภาษาไทยความยาว 893 หน้า และพิมพ์เผยแพร่หลายครั้งแล้ว เพราะเป็นหลักสูตรที่ผู้เรียนปริยัติธรรมจะต้องศึกษา
14. จักกวาฬทีปนี 
              รจนาโดยพระสิริมังคลาจารย์ ซึ่งเรื่องนี้ท่านได้ผูกโครงเรื่องขึ้นก่อน โดยแบ่งเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับจักรวาลออกเป็นตอนๆ จากนั้นก็อธิบายเรื่องราวตอนนั้นๆ อย่างละเอียดลออ โดยอ้างหลักฐานจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆ มาประกอบ รจนาเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2063 กล่าวถึงเรื่องราวในจักรวาลหรือโลกธาตุ พรรณนาถึงภูมิที่เกิดของสัตว์ทั้งหลาย อาหารของสัตว์ ภูเขา แม่น้ำ เทวดา อสูร ฯลฯ ดังนี้
                -  ภูเขา พรรณนาถึงเขาพระสุเมรุ เขาสัตตบริภัณฑ์และเขาต่างๆ ในป่าหิมพานต์
                -  สระ พรรณนาถึงสระอโนดาต กัญญมุณฑก รถกรก ฉัททันต์ กุนาล ฯลฯ
                -  นที พรรณนาแม่น้ำต่างๆ เช่น คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหิ ฯลฯ
                - ทวีป พรรณนาชมพูทวีป อุตตรกุรุทวีป บุพพวิเทห และอมรโคยาน เป็นต้น
                - ภูมิของสัตว์ต่างๆ เช่น อบายภูมิ คือ นิรยะ ติรัจฉานโยนิ เปตวิสัย อสุรกาย และมหานรก 8 ขุม เช่น สัญชีวะ กาลสุตตะ สังฆาตะ ปตาปนะ เป็นต้น
                -  อสูร พรรณนา เวปจิตต สัมพร อสุโรช ปหารท ราหุ เป็นต้น
                -  ภุมมเทวดา คือ เทวดาที่อยู่บนพื้นดินและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือทรงคุณประโยชน์ต่างๆ
                - อากาศเทวดา กล่าวถึงเทพที่สถิตอยู่ในอากาศ แต่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชั้นจตุมหาราชิก
                - มเหสักขเทวดา กล่าวถึง เทวดาที่สูงศักดิ์ต่างๆ ในฉกามาวจรเทวโล
                - พรหม กล่าวถึง พรหมต่างๆ ในพรหมโลก
              นอกจากนี้ยังได้พรรณนา หรือวินิจฉัยเบ็ดเตล็ด ประกอบด้วย เรื่องอายุ อาหาร การคำนวณภูมิเรื่องต้นไม้ เรื่องโลก โลกธาตุ และเรื่องความไม่มีที่สิ้นสุด ตลอดจนคำศัพท์ต่างๆ ก็ได้อธิบายไว้เช่น ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิบัติภวโลก ฯลฯ
ผลงานของพระสิริมังคลาจารย์เป็นวรรณกรรมภาษาบาลีที่ใช้เป็นหลักสูตรบาลีประโยค 4-5-7 ในปัจจุบันคือมังคลัตถทีปนี แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่อาจทราบแน่ชัดว่า พระสิริมังคลาจารย์มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เพราะไม่มีหลักฐานปรากฏเช่นเดียวกับพระเถระองค์อื่นๆ นอกจากสันนิษฐานจากผลงานของท่าน ท่านเป็นชาวเชียงใหม่มีชีวิตอยู่ราว พ.ศ. 2020-2100 ประจำอยู่วัดสวนขวัญ (วัดตำหนักในปัจจุบัน) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้จากตัวเมืองเชียงใหม่ไปประมาณ 4 กิโลเมตร ท่านเคยไปศึกษาที่ลังกา และเคยเป็นอาจารย์ของพระเมืองเกษเกล้า   (อุดม รุ่งเรืองศรี,วรรณกรรมลายลักษณ์ล้านนา,(เชียงใหม่; เอกสารประกอบนิทรรศการวรรณกรรมล้านนา คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ, 2528), หน้า 116 .)
              แต่ในหนังสือบางเล่มมีผู้เขียนประวัติพระสิริมังคลาจารย์ไว้ว่า เกิดที่เมืองเชียงใหม่ ประมาณพ.ศ. 2010-2020 ในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีนามเดิมว่า “ศรีปิงเมือง”  บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 13 ปี ไปเรียนหนังสือในสำนักพระพุทธวีระ ซึ่งเป็นพระในนิกายสิงหลและอยู่ต่างประเทศ กลับมาเชียงใหม่สมัยพระเมืองแก้วและได้รับแต่งตั้งเป็น “พระสิริมังคลาจารย์” ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอด ต่อมาย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอก จนกระทั่งมรณภาพ เมื่อประมาณ พ.ศ.2068-2078 ในสมัยพระเมืองเกษแก้ว (พระราชปริยัติ(สฤษดิ์  สิริธโร),งานวิจัยและวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา,กรุงเทพฯ:,มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,2548,หน้า 28.)
              อย่างไรก็ตามประวัติพระสิริมังคลาจารย์ก็ยังคลาดเคลื่อนเช่นวัดสวนขวัญกับวัดสวนดอกอยู่กันคนละที่ ผู้เขียนอาจจะจำสับสนกันเองก็ได้  ปี พ.ศ. เกิดและปีมรณก็ไม่ตรงกัน แต่หากศึกษาจากผลงานเช่นมังคลัตถทีปนีแล้วนับว่าพระสิริมังคลาจารย์มีความรู้กว้างขวางและลึกซึ้ง
              เมื่อพิจารณาวิธีการรจนาคัมภีร์ของพระสิริมังคลาจารย์แล้ว จะเห็นว่าพระสิริมังคลาจารย์รจนาคัมภีร์แต่ละเรื่องขึ้นเพื่ออธิบายขยายความที่ยากหรือค่อนข้างยากให้คนทั่วไปเข้าใจรู้เรื่องอย่างแจ่มแจ้ง อันเป็นจุดประสงค์สำคัญของผลงานกลุ่มแรก ส่วนผลงานที่รจนาใหม่คือ การอธิยายเรื่องจักรวาลนั้น ก็เพื่อต้องการให้ชาวล้านนาที่สนใจและมิได้เป็นนักปราชญ์ที่ต้องการจะทราบเรื่องจักรวาลอย่างถ่องแท้ละเอียดพิสดาร ตามแนวของพุทธศาสนาได้สามารถเข้าใจเรื่องราวได้อย่างชัดเจนขึ้น โดยไม่ต้องค้นคว้าหาอ่านมากมาย
              นอกจากนี้ผลงานของพระสิริมังคลาจารย์ยังสะท้อนให้เห็นความสนใจและการใฝ่หาความรู้ด้านพุทธศาสนาและวิชาการแขนงต่างๆ ของชาวล้านนาในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20-21 มีมากเพียงใด ทั้งยังเป็นความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้นั้นๆ อย่างแตกฉานอีกด้วย 
              พระสิริมังคลาจารย์รจนาหนังสือไว้ 5 เล่ม เมื่อนำเอาผลงานทั้ง 4 ชิ้น ของพระสิริมังคลาจารย์มาวางเรียงรวมกัน ภาพที่ปรากฏน่าสนใจยิ่ง นั่นคือ ช่วงระยะเวลา 8 ปี ที่ท่านอุทิศเวลาเพื่อสร้างสรรค์ผลงานทางพุทธศาสนานั้น งานแต่ละชิ้นของท่านมีลำดับแห่งความหมายที่ต่อเนื่องตามนัยแห่งพุทธศาสนา พระสิริมังคลาจารย์เริ่มงานนิพนธ์ของท่านที่จริยธรรมอันเป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมชาวพุทธ ทานคือหนึ่งในกระบวนการกล่อมเกลาปัจเจกชนให้หลอมรวมเข้ากันเป็นสังคม และวิธีกล่อมเกลาให้ประชาชนเข้าถึงคุณค่าแห่งจริยธรรมของชาวพุทธนั้น คือการนำเสนอหลัก จริยธรรมผ่านชาดก
              ท่านผู้รู้ทางพุทธศาสนาทั่วไปต่างยอมรับกันว่าในบรรดากระบวนการนำเสนอให้ประชาชนเข้าถึงหลักธรรมพื้นฐานในพระพุทธศาสนานั้น วิธีการแบบชาดก เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลอย่างสูงยิ่ง เรื่องราวต่างๆ ที่บอกเล่าผ่านชาดก ได้หยั่งรากฝังลึกในจิตสำนึกของชาวพุทธอย่างแนบแน่นและงดงาม 
              พุทธศาสนาแบบเถรวาทได้พัฒนาวิธีการแบบชาดกขึ้นอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพสังคม วัฒนธรรม ของแต่ละท้องถิ่น พุทธศาสนาในล้านนาเองก็ประสบความสำเร็จในการใช้ชาดกเป็นวิธีการนำเสนอหลักคำสอนของพุทธศาสนา สู่ประชาชน จนกระทั่งมีคัมภีร์ชาดกนอกนิบาตขึ้นในล้านนา      
              พระสิริมังคลาจารย์ได้รจนาเวสสันตรทีปนีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม ที่ต้องการกล่อมเกลาประชาชนให้งอกงามในจริยธรรมข้อที่ว่าด้วยทาน 
              คงจะไม่เกินความจริงไปกระมังถ้าจะกล่าวว่า ความโอบอ้อมอารี มีน้ำใจของชาวภาคเหนือที่ปรากฏต่อผู้มาเยือน คือ ดอกผลแห่งทานที่งอกงามในใจของชาวภาคเหนือมาช้านาน และรากฐานสำคัญของจริยธรรมที่หยั่งรากฝังลึกในจิตสำนึกของชาวไทยภาคเหนือ ก็คือหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยทาน และนั้นก็ย่อมจะหมายความได้ว่า เวสสันตรทีปนี ของพระสิริมังคลาจารย์ ก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งความงอกงามในทางจริยธรรมของประชาชนผู้ซึ่งได้รับมรดกมาจากบรรพบุรุษซึ่งได้รับการกล่อมเกลามาด้วยงานนิพนธ์ของพระสิริมังคลาจารย์ 
              เวสสันตรทีปนี จึงถือได้ว่าเป็นงานเพื่อสร้างสรรค์จริยธรรม และศีลธรรมในสังคม จากจริยธรรมอันเป็นเรื่องระหว่างสมาชิกในสังคมจะพึงปฏิบัติต่อกัน เพื่อสันติสุขร่วมกัน พระสิริมังคลาจารย์ก็ก้าวมาสู่ เรื่องความเป็นจริงของมนุษย์-โลก และจักรวาฬ เพื่อสร้างโลกทัศน์ และชีวทัศน์อันจะเกื้อกูลต่อการประพฤติปฏิบัติตามแนวทางแห่งพุทธศาสนา 
              จักกวาฬทีปนี รจนาขึ้นเพื่อแสดงความหมายแห่งความเป็นจริงของโลกและจักรวาฬที่มนุษย์แต่ละคนกำลังใช้เป็นเวทีเพื่อดำเนินไปสู่เป้าหมายที่พึงปรารถนา แต่โลกและจักรวาฬอันกว้างใหญ่นี้ มิใช่จะมองเห็นได้เพียงแค่ใช้ประสาทสัมผัส (Perceive) ตามปกติเท่านั้น แต่ต้องใช้การกำหนดหมายที่ถูกต้องเพื่อการหยั่งถึงได้ด้วยจิต (Conceive)การจะเข้าถึงความเป็นจริงแห่งโลกและจักรวาฬจึงต้องประกอบด้วยมโนทัศน์ที่สุขุมละเอียด และเพื่อสร้างกระบวนทัศน์อันจะสามารถหยั่งถึงความเป็นจริงแห่งโลกและจักรวาฬ กระบวนการกำหนดนับเพื่อสร้างความหมายให้ปรากฏต้องชัดเจน และด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างความชัดเจนในการกำหนดนับความหมายในประเภทและลักษณะต่างๆ สังขยาปกาสฎีกา จึงถูกรจนาขึ้น 
              ทั้งจักกวาฬทีปนี และสังขยาปกาสกฎีกา จึงมีจุดมุ่งหวังรวมกันอยู่ที่การเข้าถึงความเป็นจริงแห่งโลก และจักรวาฬเพื่อให้มนุษย์เกิดการหยั่งถึงความเป็นจริง (Realisation) ที่เป็นกฏ อันมนุษย์ทุกคนต้องเป็นไปตาม เพราะด้วยการเข้าถึงซึ่งความเป็นจริง แล้วปฏิบัติให้เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริงเท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถดำเนินชีวิตไปสู่สันติสุขอย่างถาวร 
              เมื่อได้รจนาจักกวาฬทีปนี และสังขยาปกาสกฎีกา เพื่อแสดงความหมายแห่งความเป็นจริงของ มนุษย์-โลก-จักรวาฬแล้ว พระสิริมังคลาจารย์ จึงได้มาถึงการรจนางานชิ้นสำคัญ เพื่อแสดงวิถีแห่งชีวิตที่ชาวพุทธพึงดำเนินไป จากจุดที่ง่ายที่สุด และเป็นพื้นฐานทั่วไป ไปสู่เป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิตคือจิตอันเกษม เพื่อเข้าสู่ภาวะนิพพาน วิถีชีวิตอันประเสริฐดังกล่าวนี้นำเสนอในผลงานที่ชื่อมังคลัตถทีปนี ที่ทำให้ชื่อเสียงของพระสิริมังคลาจารย์ปรากฏอยู่ในรายชื่อของปราชญ์ทางพุทธศาสนาที่ชาวพุทธทั่วโลกต่างรู้จักและชื่นชมในผลงานของท่าน 
              มองในแง่ของการเปรียบเทียบกับงานชิ้นอื่นๆ ของท่าน สังขยาปกาสกฎีกา ซึ่งถูกมองผ่านเลยไปเพราะไม่ได้นำเสนอหลักธรรมหรือคำอธิบายหลักธรรมโดยตรง แต่ถ้าหากมองงานทั้งหมดของพระสิริมังคลาจารย์เพื่อประเมินค่าผลงานของท่านอย่างรอบด้านและลุ่มลึกสังขยาปาสกฎีกาจะเป็นส่วนเล็กๆ ที่ก่อให้เกิดความงดงามที่สมบูรณ์และยิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสนใจใฝ่รู้ที่กว้างไกลของผู้รจนา แสดงถึงภูมิปัญญาที่ลุ่มลึก ของนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาท่านนี้ว่าท่านมิได้เป็นปราชญ์เฉพาะทางพุทธศาสนาบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ท่านยังทรงความรู้ในทางคดีโลก ที่ล้ำยุคล้ำสมัยในขณะนั้น ถึงขนาดสามารถรจนางานที่แสดงมาตราการนับที่มีระบบสมบูรณ์ พร้อมทั้งประกอบด้วยนัยความหมายที่เกื้อกูลต่อทางปฏิบัติตามคติแห่งพุทธศาสนา
 15. มาติกัตถสรูปอภิธัมมสังคณี 
              รจนาโดยพระรัตนปัญญาเถระ หรือพระสิริรัตนปัญญาเถระ เป็นคัมภีร์อธิบายพระอภิธรรม ไม่ปรากฏปีที่รจนา  
16. วชิรสารัตถสังคหะ 
              พระรัตนปัญญาเถระรจนาเมื่อ พ.ศ. 2078 ที่วัดมหาวนาราม เชียงใหม่ เป็นเรื่องศัพท์ย่อๆ ซึ่งเมื่อขยายใจความออกมาแล้วจะทำให้รู้ความหมายได้แจ่มชัด หรืออาจเรียกว่าเป็นหัวใจของธรรมะต่างๆ
 17. ชินกาลมาลี หรือ ชินกาลมาลีปกรณ์ 
              คัมภีร์นี้พระรัตนปัญญาเถระเริ่มรจนาเมื่อ พ.ศ. 2060 ในพรรษาที่ 23 ของพระรัตนปัญญา รัชสมัยพระเมืองแก้ว เนื้อเรื่องกล่าวถึงกาลของพระพุทธเจ้า โดยเรียบเรียงอย่างมีระเบียบ จึงได้ชื่อว่า ชินกาลมาลีปกรณ์ รจนาถึงกาลก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้โดยพิสดาร ว่าด้วยพุทธกิจว่าทรงทำอะไร ประทับอยู่ที่ไหน จนกระทั่งดับขันธ์ปรินิพพาน กาทำสังคายนาครั้งต่างๆ การจำแนกพระบรมธาตุ การเผยแพร่พุทธศาสนาไปยังประเทศต่างๆ ให้เวลาและสถานที่อย่างชัดเจน บอกกำหนดปีโดยครบถ้วน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประวัติของบุคคลและสถานที่ของเมืองสำคัญ คือ เชียงแสน เชียงราย ลำพูน และเชียงใหม่ รจนาเสร็จสมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2071 มีความยาว 14 ผูก กับ 14 ลาน วรรณกรรมบาลีเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมประวัติศาสตร์ล้านนาที่ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้เป็นอย่างดี และเป็นที่เชื่อถือตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ทั้งผู้รจนาก็ได้แสดงความมุ่งหมายในการแต่งไว้อย่างละเอียด สมกับที่เป็นผลงานชิ้นสำคัญ
              ชินกาลมาลีปกรณ์ นับเป็นผลงานชิ้นเอกของนักปราชญ์ชาวล้านนา ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ มากมายหลายภาษา รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชบัณฑิตถึง 5 ท่าน ช่วยกันแปลเป็นภาษาไทยกลาง ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์แจกเป็นครั้งแรกในงานพระศพของพระราชวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2451 ต่อมาเสฐียร พันธรังษี ได้แปลเป็นภาษาไทยเป็นครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2474 ใช้ชื่อว่า ชินกาลมาลินี และในราว พ.ศ. 2500 แสง มนวิทูร ได้แปลเป็นภาษาไทยขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 3 มีเชิงอรรถ อธิบายความให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
          การแปลเป็นภาษาต่างประเทศเริ่มด้วย ยอร์ช เซเดส์ แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส โดยตีพิมพ์คู่กับภาษาบาลี ลงในวารสารวิชาการของฝรั่งเศสติดต่อกัน 6 ฉบับ เมื่อ พ.ศ. 2468 สมาคมบาลีปกรณ์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้พิมพ์เป็นภาษาบาลีด้วยอักษรโรมัน ต่อมาก็ได้พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษด้วย ในประเทศลังกา พระภิกษุชื่อพุทธทัตก็ได้แปลเป็นภาษาสิงหล พิมพ์คู่กับภาษาบาลี เมื่อ พ.ศ. 2498  จึงนับได้ว่าเป็นวรรณคดีล้านนาที่ได้รับการแปลและพิมพ์เผยแพร่มากที่สุด ชินกาลมาลีปกรณ์ จึงเสมือนเป็นคู่มือที่นักศึกษาชาวต่างประเทศได้ใช้เป็นหลักในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทย มานานแล้ว  
              พระรัตนปัญญาเถระ หรือพระสิริรัตนปัญญาเถระ พระเถระชาวเชียงรายรูปนี้ เป็นพระภิกษุรุ่นเดียวกันกับพระสิริมังคลาจารย์ เป็นเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์มังราย อุปสมบทและพำนักอยู่ที่วัดป่าแก้ว เชียงราย ต่อมาได้มาศึกษาต่อที่เชียงใหม่ และพำนักอยู่วัดสีหลาราม หรือวัดเจ็ดยอดในปัจจุบัน มณี พยอมยงค์กล่าวว่าท่านเคยพำนักที่วัดฟ่อนสร้อย (เดินอยู่ใกล้ตลาดประตูเชียงใหม่) ก่อนจนได้เป็นเจ้าอาวาส จากนั้นจึงย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอดในสมัยพระเมืองแก้ว ซึ่งเป็นพระอารามหลวง
18. มูลศาสนา 
              รจนาโดย พระพุทธพุกาม และพระพุทธญานเจ้า ประวัติของพระเถระทั้งสองท่านนี้ไม่ทราบแน่ชัด แต่ผลงานของท่านที่ปรากฏคือมูลศาสนา ได้ระบุชื่อผู้รจนาไว้ในตอนท้ายของเรื่องนี้ ระยะเวลาที่รจนาก็ไม่ทราบแน่นอน เป็นหนังสือที่เก็บความรู้ ประวัติทางศาสนาจากที่มาหลายคัมภีร์ นำมารจนาไว้โดยละเอียด รวมทั้งแทรกเรื่องราวประวัติศาสตร์ และความเป็นไปของประชาชนในแหลมสุวรรณภูมิสมัยโบราณด้วย นับเป็นหนังสือคู่กับ จามเทวีวงศ์ และ ชินกาลมาลีปกรณ์  หนังสือเล่มนี้รจนาเป็นภาษาล้านนา
19.คันถาภรณฎีกา 
              รจนาโดยพระสุวัณณรังสีเถระ เป็นหนังสืออธิบายคัมภีร์ชื่อ คันถาภรณะ ของชาวพม่า อันว่าด้วยหลักเกณฑ์ทางภาษาบาลี รจนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2128
20.ปฐมสัมโพธิกถา 
              รจนาโดยพระสุวัณณรังสีเถระ ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. 2388 สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงนิพนธ์เรื่อง ปฐมสมโพธิกถา โดยถือเอาปฐมสัมโพธิกถาเป็นฉบับภาษาบาลีของพระสุวัณณรังสี เป็นหลักในการเรียบเรียง  (ลิขิต ลิขิตานนท์, อ้างแล้ว,2523, หน้า 116.)
  พระสุวัณณรังสีเถระ เป็นภิกษุชาวเชียงใหม่ ต่อมาได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดวิชยาราม นครเวียงจันทน์ประเทศลาว และได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราช
21. รัตนพิมพวงศ์ 
              รจนาโดยพระพรหมราชปัญญา  รัตนพิมพ์วงศ์เป็นตำนานในการสร้างพระแก้วมรกต
22. วิสุทธิมัคคทีปนี 
              รจนาโดยพระอุตตรารามเถระ เป็นคัมภีร์อันเป็นการอธิบายความในวิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆสาจารย์ แต่ต้นฉบับยังค้นหาไม่พบ
            รายนามของนักเขียนล้านนาที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้น เป็นยุคของวรรณกรรมบาลีที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาและพระไตรปิฎกทั้งสิ้น และเป็นช่วงที่กล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของวรรณกรรมล้านนาคือรัชกาลของพระเจ้าติโลกราช และพระเมืองแก้ว นับเป็นเวลาภายหลังที่ได้มีการกระทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ที่วัดเจ็ดยอดเสร็จสิ้นลงเมื่อ พ.ศ. 2020 ทำให้มีนักปราชญ์ทางวรรณกรรมบาลีเกิดขึ้นมากมาย จนอาจกล่าวได้ว่าล้านนานั้นเป็นผู้นำในด้านวรรณกรรมบาลีของไทยมาจนปัจจุบันนี้ ทั้งนี้เพราะคณะสงฆ์ไทยยังได้ใช้ตำราคัมภีร์อันเป็นผลงานของนักปราชญ์ดังกล่าวเป็นหนังสือเรียนในการสอบบาลีสนามหลวงของพระภิกษุมาจนถึงปัจจุบัน
              ในช่วงที่เชียงใหม่หรือล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่านั้น นับว่าเป็นช่วงที่เสื่อมทางด้านการศึกษาหาความรู้และการรจนาคัมภีร์เพราะบ้านเมืองไม่สงบ จนกระทั่งเชียงใหม่ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่งในสมัยราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน จึงปรากฏผลงานของกวีล้านนาอีก ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกวีที่ประจำราชสำนักเจ้าหลวงผู้ครองเมืองต่างๆ เช่น เชียงใหม่ ลำปาง เป็นต้น ส่วนมากเป็นวรรณกรรมที่เป็นไปเพื่อความบันเทิง และกวีก็มักเป็นฆราวาสที่เคยบวชเรียนมาก่อน เช่นพระยาพรหมโวหาร เป็นต้น
3. วรรณกรรมภาษาถิ่น 
              หมายถึงวรรณกรรมที่แต่งเป็นภาษาไทยวน ซึ่งส่วนใหญ่ได้เค้าเรื่องและแนวคิดจากวรรณกรรมพระพุทธศาสนา เช่น จากนิทานชาดกในหมวดพระสูตร หรือจากนิทานชาดกนอกนิบาตที่แต่งเลียนแบบนิทานชาดก มีเนื่องเรื่องเป็นเสมือนนิทานชาดก แต่ทั้งหมดนี้ก็มีจุดประสงค์อย่างเดียวกันคือ แฝงไว้ซึ่งศีลธรรมจรรยาในศาสนา ทำให้ผู้อ่านเกิดความสำนึกผิดชอบชั่วดี เมื่ออ่านหรือได้ยินได้ฟังแล้วจะได้ทั้งความเพลิดเพลินและคติสอนใจไปในตัว 
              ในจำนวนนิทานชาดกเหล่านั้น เวสสันดรชาดก หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามหาชาติ ถือว่าเป็นชาดกที่มีการนำมาใช้มากที่สุดในล้านนา เช่นเดียวกับภาคอื่น ๆ ทั้งในด้านพิธีกรรมและวรรณกรรมมีผู้แต่งเป็นภาษาไท ยวนสำนวนต่าง ๆ มากกว่า 150 สำนวน การที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเป็นเพราะแรงกระตุ้นที่มีจากอานิสงส์การสร้างคัมภีร์นั่นเอง คือในล้านนานั้นมีความเชื่อว่า ถ้าใครได้สร้างคัมภีร์ถวายไว้ในพระศาสนา ผู้นั้นจะเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ดังนั้นพอเด็กเกิดมาอายุได้ประมาณ 8 ขวบ พ่อแม่จะพาสร้างพระคัมภีร์ถวายวัด ทุกวันนี้ความเชื่อเช่นนั้นดูเหมือนจะหมดไปแล้ว จะเหลือก็แต่คัมภีร์อันเป็นผลของความเชื่อดังกล่าว ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก และอาจมากกว่าที่มีอยู่ในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย 
              นอกจากเวสสันดรชาดกหรือมหาชาติแล้ว ยังมีนิทานชาดกนอกนิบาตและนิทานพื้นบ้านอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นนิทานสอนใจประเภทยาจกได้ดีมากกว่านิทานที่ให้ความหรรษาร่าเริง หรือตลกขบขัน ซึ่งก็พอมีอยู่บ้างเช่นกันแต่ก็มีจำนวนน้อยมาก ตามที่มีผู้ได้ทำการสำรวจพบว่ามีอยู่ประมาณ 250 เรื่อง ไม่นับวรรณกรรมประเภทร้อยกรองอีกจำนวนหนึ่ง ถ้าจะพูดแบบรวบยอดก็ว่า วรรณกรรมทั้งที่เป็นนิทานชาดกและนิทานพื้นบ้าน ล้วนแต่มีเนื้อหาสาระที่เน้นหนักไว้ในทางปลูกฝังคุณธรรมต่าง ๆ ให้กับผู้อ่านหรือได้ยินได้ฟังตามที่สังคมต้องการและคาดหวัง

Go to top