Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

สารบัญ

 


ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ยั่งยืน
           แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการปฏิบัติตนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือต้องรู้จักคำว่า “พอ” หมายถึงต้องสร้างความพอใจที่สมเหตุสมผลให้กับตัวเองให้ได้ และหลังจากนั้นจึงจะได้พบกับความสุขอย่างแท้จริง  เพราะว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือพระราชดำรัสที่แนะนำให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง โดยมีธรรมะเป็นเครื่องกำกับ และมีใจตนเป็นสำคัญ ให้รู้จักคำว่า “ พอ”  ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ “เศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธ ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก” นั่นเอง
            ส่วนองค์ความรู้ตามหลักพุทธธรรมที่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ผู้วิจัยพบว่า แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกับหลักพุทธธรรมมีความสอดคล้องกันในหลายแง่มุม  โดยเฉพาะในเรื่องของกิจกรรมสำคัญ ๔ ประการทางเศรษฐกิจ นั่นคือ การผลิต การบริโภค การซื้อขายและการจัดสรรผลผลิต โดยทั้งเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจแนวพุทธต่างมีแนวคิด หลักการ รวมทั้งโครงสร้างและกระบวนการที่สอดคล้องประสานกัน คือกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นต้องตั้งอยู่บนบนความถูกต้อง สุจริต ยุติธรรม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการหรือกระบวนทัศน์ วิสัยทัศน์จากที่เห็นอยู่ผิด มาเป็นเห็นถูก แล้วจึงดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นๆ ไปอย่างต่อเนื่อง มีสติปัญญา เพื่อความพออยู่ พอกิน พอเพียง หรือพอประมาณในเรื่องของปัจจัยสี่เป็นเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงมุ่งสู่ความอยู่ดีกินดี บนพื้นฐานของการใช้สติปัญญาในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือ การผลิต การบริโภค การซื้อขายแลกเปลี่ยน และการจัดสรรผลผลิตเป็นลำดับต่อไป

 

            โดยเฉพาะการรับรู้ ความเข้าใจ และการนำไปใช้เพื่อพัฒนาตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธนั้น ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นกระบวนที่ต่อเนื่องกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเริ่มต้นมาจากจิตที่พอใจในการรับรู้ความรู้ด้วยศรัทธาความเชื่อตามบริบทวิถีชีวิตของตนเอง  จากนั้นศรัทธาจึงสร้างความเข้าใจอันเป็นเหตุเป็นผลสู่การรับรู้  ซึ่งเป็นการแสวงหาความรู้ที่เป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์  เป็นความจริงที่เป็นไปเพื่อความอยู่รอด และพัฒนาไปเป็นปัญญาความสามารถในการนำไปใช้  ฉะนั้นการรับรู้จึงเป็นไปเพื่อการค้นหาความจริงนั่นเอง เพราะเหตุมาจากตัวมนุษย์ได้กำหนดความต้องการ วางแผน ดำเนินกิจกรรมตามความต้องการ และเกิดผลสำเร็จตามความต้องการ  ทำให้เกิดวัฏจักรของความต้องการสิ่งใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง และในขณะเดียวกันที่บุคคลมีการรับรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีตามธรรมชาติ อันเป็นส่วนสำคัญของการเกิดปํญญา  ที่ทำให้มนุษย์มีการนำไปใช้เพื่อดำเนินชีวิตและพัฒนาในทุกๆ ด้านได้พร้อมกันและเกิดการรับรู้ใหม่ขึ้นได้ในขณะเดียวกัน ผู้วิจัยจึงกล่าวโดยสรุปได้ว่าการรับรู้เป็นการบันทึกและเก็บรวบรวมข้อมูล  ความเข้าใจเป็นกระบวนการสะสมความรู้ให้เท่าทันสถาวะธรรมชาติ  และการนำไปใช้เป็นกระบวนการทางปัญญาซึ่งเกิดจากการคิดโดยการใช้เหตุผลตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ โดยอาศัยกระบวนการรับรู้และมีความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ  ฉะนั้นปัญญาจึงเป็นผลที่เกิดมาจากการรับรู้และความเข้าใจ  อีกทั้งยังเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการคิดต่อไปอีกอย่างไม่สิ้นสุด 
            จากวัฏจักรที่แสดงนี้จะเห็นได้ว่าเป็นวิธีการแห่งปัญญา เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญญา โดยมีศรัทธาหรือความเชื่อซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนอยู่ในสิ่งนั้น  ดังนั้นศรัทธาจึงเป็นวิธีการของปัญญาที่มีอยู่ในตัวเอง  เพื่อที่มนุษย์จะได้อาศัยพลังความเชื่อนั้นเป็นหนทางในการเพิ่มพูนปัญญา ทำให้เกิดการคิดมากขึ้น  ซึ่งเมื่อจิตมีกระบวนการคิดย่อยๆ มากขึ้น ก็จะทำให้เกิดความคล่องแคล่วและมีพัฒนาการมากขึ้น  ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ที่ทำให้บุคคลเกิดความคิดที่เป็นระบบ มีระเบียบ เหตุผล วิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้องตามสัมมาปฏิบัติ  ทำให้มีสติและสัมปชัญญะที่สามารถควบคุมตนเองได้ตลอดเวลา  จึงกล่าวได้ว่าเป็นความพอประมาณ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดีตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก โดยมีรากฐานสำคัญที่รองรับให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนทางปัญญานี้คือ หลักไตรสิกขา อันได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา  เนื่องเพราะพระพุทธศาสนายึดหลักไตรสิกขาเป็นหลักการที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาตนเองให้มีชีวิตที่ถูกต้องสมบูรณ์ และไม่ตกอยู่ในความประมาท แต่มนุษย์จะทำอย่างไรในเมื่อยังไม่มีความรู้  อะไรที่จะเป็นตัวนำพาพฤติกรรม 

 

            ในทางพระพุทธศาสนาถือว่ามนุษย์มีตา หู ลิ้น กาย ที่เรียกว่า  อายตนะหรืออินทรีย์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวนำทางชีวิตมนุษย์  อายตนะเหล่านี้เป็นทางรับรู้ของประสบการณ์  หรือเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลของวิถีชีวิตและความเชื่อต่างๆ โดยเฉพาะบุคคลที่มองประโยชน์ของอายตนะหรืออินทรีย์แต่ในแง่ของความรู้สึก  ย่อมจะใช้ในการเสพรส  เป็นเครื่องมือหาเสพสิ่งต่างๆ  หรือสิ่งบำเรอเพื่อมาสนองตัณหาของตนอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นการให้ตัณหามาเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของตน  และถ้ามนุษย์มีการรับรู้พร้อมกับรู้ว่าต้องการอะไร ระดับไหน สิ่งใดเป็นคุณค่าที่แท้จริงต่อชีวิตของตนแล้ว  และทำตามความรู้ที่เกิดขึ้นนั้น  นั่นหมายถึงการที่บุคคลใช้ความรู้มาเป็นตัวนำพฤติกรรม  เช่น การบริโภคอาหารไม่ใช่เอาแต่ความอร่อยของรสชาดที่เป็นสุขเวทนา  แต่ต้องบริโภคอาหารนั้นด้วยความรู้ในคุณค่าของอาหารนั้นๆ  ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเข้ามาสู่การพัฒนามนุษย์  เพราะเมื่อมีปัญญาทำให้รู้ถึงคุณค่าที่แท้จริง  ที่ต้องการ  และจำเป็นต่อการดำรงชีวิตแล้ว  ก็จะเกิดคุณสมบัติใหม่ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งซึ่งคู่กับปัญญา เป็นความอยากที่อาศัยความรู้คือปัญญาเป็นฐาน  และเป็นกุศลเกื้อกูลต่อชีวิต เรียกว่า “ฉันทะ” คือความพอใจ
            แนวทางในการพัฒนามนุษย์ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธนั้นเป็นแนวทางตามหลักพระพุทธศาสนา  เพราะเมื่อบุคคลรู้จักคิด  บุคคลนั้นย่อมเริ่มมีการศึกษา และเมื่อนั้นปัญญาก็เกิดขึ้น อันเป็นตัวแกนของการพัฒนาชีวิตมนุษย์ ทำให้รู้จักสิ่งทั้งหลาย และรู้ที่จะปฏิบัติต่อสิ่งนั้นอย่างไร พร้อมกับที่ปัญญาที่เกิดขึ้นนั้นก็มีการปรับตัวเกิดขึ้นด้วย ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างมีดุลยภาพครบทั่วแบบองค์รวม คือไม่ใช่จะพัฒนาแต่เพียงปัญญาเท่านั้น ตัวพฤติกรรม (ศีล) จะถูกพัฒนาไปด้วย ส่งผลให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป  และจิตใจก็ถูกพัฒนาให้ถึงพร้อมในขณะเดียวกันด้วย  เป็นวัฏจักรเช่นนี้พร้อมกับเกิดกระบวนการรับรู้ในความรู้ขึ้นใหม่ขึ้นอีกแบบต่อเนื่องด้วยความพอใจและกำลังศรัทธาในสัมมาทิฏฐิตลอดไป

            รูปแบบกระบวนการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก โดยมีหลักไตรสิกขาเป็นหลักการสำคัญของการพัฒนามนุษย์เป็นกระบวนการที่ทำให้บุคคลพัฒนาชีวิตอย่างมีบูรณาการ และเป็นองค์รวมที่พัฒนาอย่างมีดุลยภาพ  ซึ่งหลักการที่กล่าวมานี้ เป็นส่วนประกอบของชีวิตที่ดีงาม  บุคคลต้องฝึกให้เจริญงอกงามในองค์ประกอบเหล่านี้  เพื่อนำชีวิตไปสู่การเข้าถึงอิสระภาพและสันติสุขที่แท้จริงได้ในที่สุด  โดยตัวการฝึกที่จะให้มีชีวิตที่ดีงามเป็นสิกขา ตัวสิกขาที่เกิดจากการฝึกนั้นก็เป็นมรรค ในกระบวนการพัฒนาของไตรสิกขานั้น  องค์ทั้ง ๓  คือ ศีล สมาธิ และปัญญา จะทำงานประสานกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  การนำไปใช้จึงต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาตนทั้ง ๓ ด้าน ที่ต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน  และถึงผลต่อกันอย่างเป็นระบบ ในด้านพฤติกรรม (ศีล) ซึ่งต้องอาศัยจิตใจ (สมาธิ) และจิตใจย่อมต้องอาศัยปัญญา

 


            ฉะนั้นหลักคำสอนว่าด้วยไตรสิกขาในคัมภีร์พระไตรปิฎก เป็นหลักธรรมที่เป็นตัวปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา เป็นหลักการแห่งฝึกฝนพัฒนาตนพัฒนาชีวิตมนุษย์ ให้ดำเนินไปอย่างมีความสุขเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องอย่างบูรณาการตลอดเวลา ทั้ง ๓ ด้าน  คือ
             ๑)  ด้านศีล เป็นการปฏิบัติตนทางด้านกายวาจา หรือพฤติกรรมอันดีที่แสดงออก เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม  โดยมีศรัทธาเป็นหลักยึดช่วยคุ้มศีลไว้ให้ตั้งมั่นอยู่ในตนได้ โดยเหนี่ยวรั้งจากความชั่วและทำให้มั่นคงในสุจริต ในการปฏิบัติตนที่แสดงออกทางกายด้วยความพอประมาณตามหลักทางสายกลางด้วยความสันโดษ  จึงถือได้ว่าเป็นการพัฒนาที่สมดุลตามเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก
             ๒)  ด้านสมาธิ เป็นเรื่องของจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกที่มีอยู่ภายใน เป็นการปฏิบัติตนทางใจอันเป็นวิถีชีวิตและความเชื่อซึ่งประกอบด้วยความมีเหตุผล  รวมทั้งคุณธรรมในตนเองทางด้านต่างๆ  ดังเช่น ความซื่อสัตย์ ความอดทน และความเพียร  โดยมีศรัทธาเป็นเครื่องช่วยให้เกิดสมาธิและความตั้งมั่นอยู่ในตนได้ ทั้งในแง่ที่ทำให้เกิดปีติสุขแล้วทำให้จิตใจสงบมั่นคง และในแง่ที่ทำให้เกิดความเพียรพยายาม แกล้วกล้า ไม่หวั่นกลัว จิตใจเกิดความเข้มแข็ง มั่นคงแน่วแน่ และค้นหาเหตุผลด้วยหลักโยนิโสมนสิการ  จึงถือว่าเป็นการกำกับการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก
             ๓)  ด้านปัญญา คือความรู้ ความเข้าใจ ในการนำไปใช้ แยกแยะสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง  และพัฒนาตนด้วยความไม่ประมาท อันเป็นภูมิคุ้มกัน  โดยมีศรัทธาเป็นพลังช่วยให้เกิดปัญญาเบื้องต้นที่เป็นโลกียสัมมาทิฏฐิ  และถูกพัฒนาเหนือขึ้นไปให้เชื่อมต่อกับโยนิโสมนสิการ โดยศรัทธาในระดับนี้เป็นศรัทธาที่มีการใช้ปัญญา และเป็นศรัทธาที่ปฏิบัติตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง  เพราะปัญญาจะสนับสนุนให้ศีลและสมาธิในที่นี้เกิดความตั้งมั่นแน่วแน่มากยิ่งขึ้น  จึงถือว่ามีปัญญาเป็นเครื่องสนับสนุนที่มั่นคงตามเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก

 

 

           ผู้วิจัยจึงขอกล่าวว่ารูปแบบเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกอันเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันนั้น  เป็นคำสอนในเรื่องไตรสิกขาที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเป็นหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงย้ำเตือนต่อพุทธบริษัททั้งหลายมาตลอดการปฏิบัติพุทธกิจของพระองค์นานถึง ๔๕ พรรษา  อีกทั้งหลักธรรมต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงมาล้วนแต่สรุปลงในหลักไตรสิกขา  โดยเฉพาะในเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการนั้น เป็นหลักของไตรสิกขาอย่างแท้จริง โดยมีศรัทธาเป็นองค์ธรรมที่สำคัญและสู่กระบวนการขับเคลื่อนตามหลักไตรสิกขาให้เห็นผลประจักษ์จริงแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ ซึ่งนำไปสู่ปัญญาได้ในที่สุดเช่นกัน  เพราะเมื่อบุคคลได้เสวนากับสัตบุรุษจนเกิดศรัทธาที่ถูกต้องและใช้ได้ถูกทาง ย่อมเชื่อมต่อเข้ากับโยนิโสมนสิการ  และนำให้เกิดปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิซึ่งเป็นเครื่องอำนวยให้เกิดพฤติกรรมในการพัฒนา  ซึ่งมีปรากฏเป็นหลักฐานและรายละเอียดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนตลอดการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนี้ 

 

 

ดร. โสภณ ขำทัพ

คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย


 

            หมายเหตุ:บทความนี้เป็นการสรุปสาระสำคัญของงานวิจัย “เศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก”  ที่เสนอต่อคณาจารย์และนักวิชาการในต่างประเทศ ณ มหาวิทยาลัยหนานฮวา (ไต้หวัน) เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๒  ซึ่งแปลจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย

 

 

 


 

Go to top