Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

สารบัญ

 

 

ลาหุล,สปิติและคินนาอูระ

        หุบเขาลาหุลและสปิติในหิมาจัลประเทศมีความสูง 10,000-16,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล แยกจากหุบเขากุลุที่ด่านโรหตังที่มีชื่อเสียง ที่รู้จักกันดีว่าเป็นด่านมรณะ หุบเขาลาหุลทอดยาวผ่านด่านโรหตังไปทางทิศเหนือกอปรด้วยแม่น้ำจันทราและแม่น้ำภคะต่อมาได้เชื่อมกับเชนาบในพื้นที่ 2,200 ตารางไมล์ ความสูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยประมาณ 12,000 ฟุต สปิติทอดยาวไปทางตะวันออกของกุลุ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทางด่านโรหตังมีพื้นที่ 2,931 ตารางไมล์ สปิติ ชาวพื้นเมืองเรียกว่าปีติ ภาษาทิเบตหมายถึงจังหวัดที่อยู่ในท่ามกลาง มีชายแดนติดต่อกับสามประเทศคือลาดักคห์,ทิเบตและบูซาหาร์ (รามปุระ) หุบเขาคินนาอูระทอดยาวไปตามฝั่งแม่น้ำสุตเลจ ส่วนที่สูงที่สุดอยู่ติดชายแดนทิเบต
        อาจกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาได้เข้าสู่ลาหุลและสปิติประมาณพุทธศตวรรษที่ 5 แม้ว่าความจริงจะได้รับการเผยแผ่เข้าสู่ดินแดนในหุบเขาหิมาลัยประมาณพุทธศตวรรษที่ 2 โดยนักเผยแผ่ศาสนามีพระมัชฌิมะเป็นประธาน โดยการมอบหมายของพระเจ้าอโศก เพื่อเปลี่ยนให้ชาวหิมาลัยหันมานับถือพระพุทธศาสนาตามโครงการธรรมวิจัยของพระองค์ ความเกี่ยวพันในทางศาสนาของพวกเขามีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับปัทมสัมภวะมากกว่า เมื่อท่านได้เดินทางมาพักที่หุบเขาแห่งนี้ช่วงหนึ่งระหว่างการเดินทางไปทิเบตในปีพุทธศักราช 1290-1291 นักการศาสนาที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในพื้นที่ส่วนนี้คือท่านรินเชนซางโป (ราธภัทร์) (พ.ศ. 1501-1598) กล่าวกันว่าท่านเกิดที่สุมระในคินนาอุระ วัดโบราณในพื้นที่ส่วนนี้ต้องรอจนถึงพุทธศตวรรษที่ 16 เชื่อกันว่าท่านเป็นผู้สร้าง
        พระพุทธศาสนาในลาหุล,สปิติและคินนาอูระ ถือปฏิบัติตามทิเบต พระภิกษุเรียกว่าลามะเหมือนกัน เพราะความใกล้ชิดกับทิเบตนั่นเอง ผลกระทบทางจากวัฒนธรรมจากทิเบตได้ไหลบ่ามาสู่ประเทศเหล่านี้ด้วย มีสิ่งที่สังเกตเห็นได้หลายอย่างเช่น วิหาร,กอมปา,วัดต่างๆ มีชื่อเป็นภาษาทิเบต วิหารใหญ่ๆในแต่ละวัดก็ถูกเรียกว่าลาขาง และพระพุทธรูป,พระโพธิสัตว์และเทพเจ้าอื่นๆ ที่ได้รับการสถาปนาในที่นี้ด้วย วัดแต่ละแห่งมีห้องโถงใหญ่เพื่อใช้ในการสอนเรียกว่าทูขาง  หมายถึงห้องประชุม วัดหลายแห่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม เป็นภาพเหตุการณ์ที่พรรณามาจากชาดกและพุทธประวัติ ที่ทางเข้าหมู่บ้านแทบทุกแห่ง มักจะได้ยินเสียงร้องรำทำเพลงเสมอ รูปจำลองสถูปโบราณ การสร้างโชร์เต็นเหล่านี้ ได้รับการพิจารณาว่าเป็นการทำบุญ (จากจำนวนของโชร์เต็น)

  

        ดังนั้นโชร์เต็นจึงมีจำนวนมาก และสามารถมองเห็นได้ในที่แทบทุกแห่งทั้งในคินนอุระ,ลาหุลและสปิติ มีมนตร์มหายานที่มีชื่อเสียงบทหนึ่งคือ “โอม มณี ปัทเม ฮูม” (ขอให้พวกเราเป็นเจ้าของดอกบัววัชระ) ชาวพุทธเชื่อว่ามนตร์บทนี้จะเป็นผู้ช่วยเหลือให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง และเกือบทุกแห่งจะได้ยินเสียงสวดมนตร์โดยผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังได้รับการเขียนบนแผ่นผ้าหรือเขียนจารึกไว้บนแผ่นหิน และนำไปไว้ในสถานที่ที่คนส่วนมากสามารถมองเห็นและอ่านออกเสียงได้ เช่นอนุสาวรีย์ที่เรียกว่า “ผนังมณี”และมองเห็นได้ในแทบทุกแห่งใกล้หมู่บ้าน,บนทางผ่าน(ด่าน),ใกล้ป้อมปราการและฝั่งแม่น้ำ
        ในปัจจุบันมีวัดประมาณ 30 แห่งในลาหุล,สปิติและคินนาอุระ วัดที่สำคัญของลาหุลอยู่ที่คเยลาง,การดัง,กุรมรัง,เคมุร,โฉลิง,ซาซิน และตุบชิลิง วัดที่สำคัญในสปิติอยู่ที่ ดหันการ์, คุนกรี,ฮันสา,กิ,กิบาร์,โลซาร์และตาโบ และในคินนาอุระอยู่ที่ ซินี,กานุม,ลิปา, นาโกและปู  ในวัดบางแห่งมักจะมีชาร์เปล(ห้องสวดมนตร์)หลังเล็กเป็นส่วนสำคัญ
        ในหิมาจัลประเทศ นิกายการกยุดปะและนิกายเกลุกปะได้รับความนิยมมาก มีวัดในหลายนิกายกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆทั้งในลาหุล,สปิติและคินนาอุระ นิกายการยุดปะดุกปะประมาณ 40 วัด (ลาหุล 28 วัดและคินนาอุระ 12 วัด) นิกายเกลุกปะ 37 แห่ง (ในลาหุล 1 แห่ง,สปิติ 21 แห่งและคินนาอุระ 15 แห่ง) นิกายนยิงมาปะ 12 แห่ง (สปิติ 7 แห่งและคินนาอุระ 5 แห่ง) และนิกายศากยะปะ 2 แห่ง (อยู่ในสปิติ) ในปีพุทธศักราช 2524 ประชากรที่นับถือพระพุทธศาสนามีอยู่ประมาณ 52,629 คน ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในลาหุล,สปิติและคินนาอุระ

สิกขิม

        สิกขิมรู้จักกันดีว่าเดนซง(ประเทศแห่งนาข้าว) เป็นรัฐที่ชวนให้หลงไหลมากที่สุดแห่งหนึ่ง ณ บริเวณเทือกเขาหิมาลัย สิกขิมเป็นพื้นที่ลาดเอียงทอดยาวไปทางตอนใต้ของภูเขาหิมาลัยระหว่างทิศตะวันตกและทิศตะวันออกอย่างละครึ่ง ทิศเหนือมีชายแดนติดกับทิเบต  ทิศตะวันออกติดภูฐาน และทางทิศตะวันตกติดเนปาล จากคังโตกเมืองหลวงของสิกขิม ทางรถไฟที่ใกล้ที่สุดคือศิลิคีรีและนิวจัลไพคุรี มีระยะทางประมาณ 114 กิโลเมตรและ 25 กิโลเมตร  คังโตกมีถนนเชื่อมต่อกับดาร์จิลิงและกาลิมปง

 

        ปัจจุบันประชากรชาวสิกขิมประกอบด้วยชนชาติที่แตกต่างกันสามกลุ่มคือเลปชา,โพธิยะและเนปาลี  ชาวเลปชาคือกลุ่มชนที่อาศัยมาแต่ดั้งเดิม ส่วนเนปาลีและโพธิยะอพยพมาจากทิเบต,ภูฐานและเนปาล ตามประวัติศาสตร์ของเลปชาในยุคแรกๆ ที่เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาโดยนักเผยแผ่ศาสนาในปีพุทธศักราช 2183 ซึ่งไม่มีบันทึกไว้ชัดเจนนัก สิกขิมได้แยกเป็นอิสระทางการเมืองและการปกครองในปีพุทธศักราช 2185 เมื่อลามะ 3 ท่านคือกยัลวา ลัสตซัน เฉมโป, เซมปะ เชมโป เฉมโป และริคชิม เฉมโปแห่งนิกายนยิงมาปะจากทิเบต ได้สถาปนาผุนโซก นัมกยัลขึ้นเป็นกษัตริย์เผ่าโพธิยะ(พ.ศ. 2147-2213) ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งเลปชาด้วยตำแหน่งโชกยัล(ผู้ปกครองผู้ประกอบด้วยธรรม) ที่ยักสัมในสิกขิมตะวันตก  หลังจากนั้นได้มีคลื่นผู้อพยพจำนวนมากมาจากทิเบตและภูฐาน ลามะจากทิเบตทั้งสามท่านนั้น ได้รับความเชื่อถือให้เป็นผู้วางรากฐานในการก่อสร้างวัดทางพระพุทธศาสนาครั้งแรกขึ้นในสิกขิม และได้เปลี่ยนศาสนาบอนเป็นพุทธศาสนา ราชวงศ์นัมกยัลได้ปกครองสิกขิมอยู่ 333 ปี จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช 2518 เมื่อสิกขิมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย
        ผุนโซก นัมกยัลสืบสันติวงศ์ต่อมาโดยพระราชโอรสคือเทนซัง นัมกยัลในปีพุทธศักราช  2213 ไม่นานนักหลังจากที่ได้ครองราชสมบัติ พระองค์ก็ย้ายเมืองหลวงจากจากยักสัมในสิกขิมตะวันตกมาที่รับเดนเซ ซึ่งอยู่ในสิกขิมตะวันตกเหมือนกัน เมื่อเทนซัง นัมกยัลสิ้นพระชนม์ในปีพุทธศักราช 2243 ราชโอรสคือซักโดร์ นัมกยัลได้ครองราชย์ต่อ ซักโดร์เป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ปรับปรุง ซ่อมแซมและสร้างวัดขึ้นเป็นจำนวนมาก วัดที่สำคัญที่พระองค์ได้สร้างขึ้นคือวัดเปมยังเซ สร้างในปีพุทธศักราช 2258 และวัดตาซิดิง ลามะผู้ทรงความรู้มากที่สุดในเวลานั้นคือจิกมี ปาโวแห่งวัดลาบรัง ภายใต้การให้คำแนะนำของจิกมี ปาโว ซักโดร์ยังได้คิดประดิษฐ์อักษรภาษาเลปซาขึ้น จิกมี ปาโวยังได้รวบรวมเรียบเรียงพงศาวดารสิกขิมขึ้นครั้งแรก รู้จักกันแพร่หลายในชื่อว่าบรัส ลโจงส์ รกยัล รับส์ 

 

        กษัตริย์ที่ปกครองสิกขิมองค์ต่อมาคือกยรุมิ นัมกยัล (พ.ศ. 2250-2276) ได้สร้างวัดการมาปะขึ้นครั้งแรกที่สิกขิม ที่ราลังในปีพุทธศักราช  2273 หลังจากนั้นมาก็มีวัดการมาปะอีกมากมายเช่น โผดัง และรุมเตกในสิกขิมสร้างในปีพุทธศักราช  2283 โชคยัลมีกษัตริย์ที่ปกครองต่อมานามว่านัมกยัล ผุนโซก นัมกยัล (พ.ศ.2276-2323) ในช่วงที่พระองค์ปกครองนั้น สิกขิมได้ล่มสลายลงในเวลาอันรวดเร็ว เพราะภูฐานเข้าโจมตีสิกขิมในปีพุทธศักราช 2313 และได้ยึดครองดินแดนทางตะวันออกฝั่งแม่น้ำติสสะ เนปาลก็เข้ารุกรานสิกขิมในปีพุทธศักราช  2317-18 และเข้ายึดครองอาณาเขตทางตะวันตกเทือกเขาสินคลี การที่เนปาลเข้ารุกรานสิกขิมได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากครั้งแล้วครั้งเล่า ชาวเนปาลก็ได้เริ่มตั้งหลักแหล่งในทางตอนใต้ของสิกขิม ปัจจุบันชาวเนปาลได้กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของสิกขิม ส่วนชาวเลปชาและโพธิยะ ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของสิกขิม  ปัจจุบันได้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในแผ่นดินเกิดของตัวเอง
        เพราะสภาพแวดล้อมบังคับ รัฐบาลสิกขิมจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษในอินเดีย เพื่อป้องกันการรุกรานของโครขัสแห่งเนปาล โดยเฉพาะโชคยัลแห่งสิกขิมซุกผุ นัมกยัล(พ.ศ. 2328-2406)  ได้เสนอดาร์จีลิงและกลิมปงให้รัฐบาลอังกฤษในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2378 และในปีพุทธราช  2384 อังกฤษเงินช่วยเหลือจำนวน 3,000 รูปีต่อปีเพื่อเป็นการตอบแทนต่อสิกขิม ในปี พ.ศ 2389 เพิ่มขึ้นเป็น 6,000 รูปี  และในปีพ.ศ 2404 สิกขิมก็ได้กลายเป็นประเทศอาณานิคมของรับบาลอังกฤษในอินเดีย ในสนธิสัญญาที่ลงนามโดยสิทกยง ตุลกู และเมื่อโชคยัลแห่งสิกขิม วันที่ 28 มีนาคม  พ.ศ. 2404 สิกขิมก็ตกลงให้รัฐบาลอินเดียสร้างถนนผ่านสิกขิมไปยังชายแดนทิเบต และยังย้ายที่ตั้งรัฐบาล (เมืองหลวง) จากตุมลองทางตอนเหลือของสิกขิม (ที่ถูกย้ายในปี พ.ศ.  2457 เคยเป็นเมืองหลวงในยุคแรกๆของสิกขิมคือลาเบนเซ ซึ่งอยู่ติดชายแดนเนปาลมากเกินไป) ไปที่ คังโตกในสิกขิมตะวันออก ในสนธิสัญญายังยินยอมให้มีการติดต่ออย่างเสรีระหว่างข้าราชการ (ข้าราชการของอังกฤษในอินเดียและสิกขิม) และยอมให้รัฐบาลอินเดียสำรวจประเทศ จากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลอังกฤษก็ได้ปฏิบัติต่อสิกขิมเหมือนกับที่ปฏิบัติกับอินเดีย

 

 

        เมื่ออินเดียได้รับเอกราชในปีพุทธศักราช 2490 และการรวมตัวกันของรัฐใหญ่ๆ ทั้งหลายที่อยู่ในอินเดีย ความเปลี่ยนแปลงต่างๆก็เกิดให้ในสิกขิมเหมือนกัน ประชาชนเชื้อสายเนปาล ส่วนมากเป็นชาวฮินดู ที่เป็นประชากรส่วนมากของประเทศ ก็เรียกร้องให้มีการบริหารในระบบประชาธิปไตย ในการตื่นตัวทางการเมืองที่ยุ่งยากสับสนนี้ รัฐบาลอินเดียจึงส่งกำลังเข้าสู่สิกขิมในวันที่ 14 พฤษภาคม 2518 เพราะเหตุนี้สถาบันโชคยัลจึงได้ถูกล้มล้างให้ยกเลิกไปด้วย โชคยัลองค์สุดท้ายแห่งสิกขิมคือปัลเด็น โธนดุป นัมกยัล สิ้นชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวที่นิวยอร์คในปีพุทธศักราช 2525
        ในสิกขิมมีวัดพุทธศาสนาหรือกอมปาประมาณ 70 แห่ง วัดที่สำคัญๆ คือเปมยังเซ,ตาซิดิงและรุมเต็ก วัดอื่นๆ ที่สำคัญคือ เอ็นเช(อยู่ที่คังโตก) เผนซัง,เผดง, โธลัง (อยู่ในสิกขิมเหนือ) ราลง,ซังซอยลิง,ขาโชด ปัลริ,ดับดี, สีโนน (อยู่ในสิกขิมตะวันตก) พระพุทธศาสนาจากทิเบตทั้งสี่นิกายนั้นมีเพียงสองนิกายเท่านั้นที่ชาวสิกขิมนับถือคือนยิงมาปะและการกยุดปะ ในปีพุทธศักราช 2524 มีประชานชาวสิกขิมที่เป็นชาวพุทธจำนวน 90,848 คน จากจำนวนประชากรทั้ง 316,385 คน

 

อรุนาจัลประเทศ

        อรุนาจัลประเทศ (แผ่นดินแห่งพระอาทิตย์อุทัย) ในยุคแรกๆมักจะรู้จักกันในนามว่าเป็นองค์กรพิทักษ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะมีชายแดนติดกับทิเบตและจีนทางตอนเหนือ ทิศตะวันตกติดภูฐาน ทิศตะวันออกติดพม่า ทางทิศใต้ติดหุบเขาพรหมบุตรของอัสสัม  อรุนาจัลประเทศมีพื้นที่ประมาณ 18,426 ตารางกิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาประมาณ 30 เผ่า และยังแบ่งเป็นเผ่าเล็กเผ่าน้อยอีกมากมาย หมู่ชนที่นับถือพระพุทธศาสนาอยู่ที่มนปัสและเซอร์ดุกปัสแห่งเมืองกาเม็ง, ขัมปติสและสิงหบสแห่งเมืองโลหิต และบางส่วนอยู่ที่ตอนกัสแห่งเมืองไตรัป

 

        พระพุทธศาสนาเข้าสู่อรุนาจัลประเทศโดยปัทมสัมภวะนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งอินเดีย (ประมาณพ.ศ. 1260-1305) ผู้ที่ได้รับความเคารพในฐานะคุรุ,รินโปเซ ผู้ยิ่งใหญ่ในทิเบต  อย่างไรก็ตามเป็นการติดต่อสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างอรุนาจัลประเทศ(โดยเฉพาะอย่างยิ่งตวัง)และทิเบต มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการมาปะนักเผยแผ่ศาสนาจากทิเบตได้เดินทางมาเยี่ยมบริเวณเมืองตวังในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 17-18 และได้สร้างวัดขึ้นในที่นี้ บุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกลุ่มนักเผยแผ่เหล่านั้นคือรังจุง โดร์จี(พ.ศ. 1652-1735)ได้ก่อตั้งนิกายการมาปะซึ่งแตกออกมาจากนิกายการกยุดปะ จากทิเบต กล่าวกันว่าท่านได้สร้างวัดขึ้นที่โดมซัง, คารัม(จังดา),จังและบันคาจันคา ในเมืองตวัง ลามะแห่งนิกายนยิงมาปะที่มีชื่อเสียงหลายรูปได้เดินทางจาริกมาที่อรุนาจัลประเทศในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-19 และเผยพุทธธรรมที่ส่วนนี้

        ในพุทธศตวรรษที่ 22 ทะไลลามะองค์ที่ 5 ได้ช่วยเหลือให้การสนับสนุนพระพุทธศาสนาในอรุนาจัลประเทศอีกด้วย กล่าวกันว่าพระองค์ได้บริจาคตังกา (ภาพเขียนบนแผ่นผ้า)แก่วัดตวังที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสร้างขึ้นในยุคสมัยของพระองค์และสำเร็จบริบูรณ์ในปีพุทธศักราช 2223 วัดที่สำคัญๆอีก 2 แห่งในอรุนาจัลประเทศคือไดรางและดโฮง พุทธศาสนิกชนในอรุนาจัลประเทศมีจำนวน 86,483 คน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ 631,839 คน คิดเป็น 13.69 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด

 

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
แปลจาก D.C. Ahir, Buddhism in Modern India, Sri Satguru Publications,Delhi,1991. (บทที่ 3)

14/05/55

 

Go to top