Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

สารบัญ

               มีโอกาสได้สนทนากับท่านปุญญมโนภิกขุ(บังเอิญฉายาตรงกับผู้เขียน) อาจารย์สอนมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทราบมาว่าท่านเคยเป็นพระกรรมฐานมาก่อนออกเดินธุดงค์ไปหลายจังหวัด แต่วันที่พบกันท่านเรียนจบปริญญาเอกแล้ว อดีตพระกรรมฐานแต่เรียนจบปริญญาเอกดูเหมือนจะขัดแย้งกัน เพราะปกติพระธุดงค์กรรมฐานไม่ค่อยจะมีเวลาศึกษาเล่าเรียนเพราะท่านอยู่ในป่าต้องเดินทางไปหาที่บำเพ็ญสมณธรรมในป่าเขาที่สงบเงียบ แต่พระที่ศึกษาเล่าเรียนส่วนมากจะเป็นพระสงฆ์ที่จำพรรษาในเมืองซึ่งมีโอกาสมากกว่า แต่ท่านปุญญมโนเดินทางที่ไม่ค่อยมีใครเดิน เคยเป็นพระป่ากรรมฐานแต่เรียนจบปริญญาเอก 


               เนื่องจากวันครูใกล้จะมาถึงอีกในอีกไม่กี่วัน สนทนาไปได้สักพักจึงถามถึงครูที่ท่านประทับใจว่ามีใครบ้าง ช่วยเมตตาเล่าให้ฟังเป็นธรรมทานด้วย ท่านนั่งนิ่งได้พักใหญ่ๆเหมือนกำลังย้อนนึกถึงความหลัง “ครูที่ผมจำได้แม่นท่านหนึ่งนับว่ามีคุณูปการต่อผมอย่างมากเป็นเพียงชายแก่ธรรมดาคนหนึ่ง ปัจจุบันเป็นชายชราที่เกษียณอายุราชการมานานแล้วอายุเกินแปดสิบปีแล้ว แต่ยังคงทำงานสอนหนังสือซึ่งเป็นอาชีพที่ท่านรัก”ปุญญมโนภิกขุ เอ่ยขึ้นเหมือนกำลังทบทวนความหลัง เมื่อเห็นว่าผู้ฟังนิ่งเหมือนกำลังรอฟังคำตอบ ปุญญมโนจึงได้เริ่มเล่าให้ฟังว่า
               ในอดีตผมเป็นพระป่าบวชอยู่วัดป่าแห่งหนึ่งที่จังหวัดอุดรธานีบำเพ็ญกรรมฐานตามที่ครูบาอาจารย์แนะนำ ท่องเที่ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพรหลายปี พานพบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันหลายเรื่อง ต่อสู้กับพวกวิญญาณร้ายทั้งหลายมาก็มาก บางครั้งต้องยอมหนี บางครั้งทั้งผีและวิญญาณกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน หากมีโอกาสผมมักจะแวะเวียนไปเยี่ยมวิญญาณเหล่านั้นบ้าง ผมได้รับคติจากวิญญาณเหล่านั้นมาข้อหนึ่งคือวิญญาณที่เป็นพวกเทพมักจะถือธรรมที่มาคู่ กับศีลข้อสี่คือ “สัจจะ”แทบทั้งนั้น วิญญาณเทพแทบทุกดวงมักจะมีสัจจะและถือสัจจะเป็นคุณธรรมประจำใจ หากไม่ผิดสัจจะที่ให้ไว้ต่อกันก็คบหากันต่อไปได้ แต่ถ้าเมื่อไรผิดสัจจะแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆสำหรับมนุษย์ แต่พวกวิญญาณทั้งหลายเขาถือเป็นเรื่องใหญ่

 

 

               ปุญญมโนเริ่มทบทวนความทรงจำช้าๆว่า "ผมบวชได้เจ็ดพรรษาสอบได้นักธรรมชั้นเอก  มีนักศึกษาที่เรียนจบจากสภาการศึกษาไปปฎิบัติศาสนกิจก่อนจบหลักสูตรที่อุดรธานี ท่านจึงแนะนำให้ผมเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯหาวัดที่อยู่ให้ด้วย ผมจึงหันเหจากพระป่าตอนนั้นกำลังจะลาสิกขาอยู่แล้ว ชีวิตผมจึงเริ่มต้นเรียนหนังสือจริงๆตอนอายุใกล้สามสิบปีแล้ว เรียนไปครบตามกำหนดผมก็จบปริญญาตรีศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาอังกฤษ จากสภาการศึกษามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ และสอบได้เปรียญธรรมห้าประโยค
               อาจารย์ที่ผมประทับใจมีหลายท่านแต่หากคิดถึงครูอาจารย์ขึ้นมาเมื่อไหร่ อาจารย์ท่านนี้จะต้องแจ่มชัดขึ้นในความทรงจำเสมอเป็นภาพที่ลบไม่ออก แต่ภาพนั้นเหมือนแจ่มชัดในจินตนาการ และผมก็มีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงท่าน ท่านเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาผมในระดับปริญญาโท
               ครั้งหนึ่งขณะที่ผมกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท สาขาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความรู้สึกว่ากำลังเดินไปสู่ทางตันหาทางออกไม่ได้ คิดอะไรต่อไม่ได้แล้ว เกิดการต่อสู้ทางความคิดอย่างหนัก เสียงหนึ่งบอกว่าจะเรียนไปทำไม จบแล้วจะเอาไปทำอะไร ความรู้พวกนี้ไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิตพระสงฆ์เลย เบื้องแรกที่เข้าเรียนเพียงเพราะบังเอิญสอบได้ ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนจริงจังอะไร ไปสอบก็ไม่ได้ตั้งใจไปเป็นเพื่อนพระรูปหนึ่งเท่านั้น ช่วงนั้นพระเพื่อนอยากเรียนจริงๆจึงได้มาชวนพระป่าที่กำลังจะลาสิกขาไปสอบเป็นครูบ้านนอกตามความฝัน แต่ท่านสิริมังคโลบอกว่าไปสอบเป็นเพื่อนผมหน่อย ผมไม่อยากเดินเข้ามหาวิทยาลัยชาวบ้านรูปเดียว ด้วยความที่เห็นใจเพื่อจึงไปสมัครสอบแข่งขันกับท่านสิริมังคโลด้วย
               แต่สิ่งที่ไม่ได้คิดไว้บางทีก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ส่วนสิ่งที่คิดไว้อาจจะไม่เกิดขึ้นตามที่คิดก็ได้ พอประกาศผลสอบออกมาผม(ปุญญมโนภิกขุ) สอบติดมีสิทธิ์เข้าเรียนปริญญาโทมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ท่านสิริมังคโลสอบไม่ผ่าน สมัยนั้นยังไม่เคยมีพระสงฆ์รูปใดเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เลย ผมกับพระสงฆ์อีกสองรูปจึงกลายเป็นพระสงฆ์รุ่นแรกที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีเงื่อนไขจากหัวหน้าภาควิชาปรัชญาว่า “ในช่วงที่เรียนยังไม่จบห้ามลาสิกขาโดยเด็ดขาด” ความฝันที่จะเป็นครูบ้านนอกจึงต้องเปลี่ยนไป 
               เรียนไปจนมีสิทธิ์ทำวิทยานิพนธ์ แต่พอทำไปสักพักงานไม่ก้าวหน้าคิดอะไรไม่ออก คิดต่อไม่ได้ จึงเกิดการต่อสู้ภายในว่าจะเรียนต่อหรือไม่เรียน ในที่สุดก็เก็บบาตรใส่ถลก แบกกรดเดินหายเข้าป่าไปเลย จากเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่แม่ฮ่องสอน ไปขอพักที่สำนักสงฆ์ถ้ำน้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันได้ทราบมาว่าป่าไม้ขอกระชับพื้นที่คืนแล้ว สำนักสงฆ์แห่งนี้จึงเหลือไว้เพียงอดีตและความทรงจำ

 

               วันนั้นเดินตามเส้นทางสายเล็กๆลัดเลาะไปตามธารน้ำที่กำลังไหลผ่านช่องเขา โดยมีชาวบ้านคนหนึ่งเป็นผู้นำทาง เขาเล่าให้ฟังว่า “ผมเป็นชาวบ้านที่นี่เป็นชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงมีอาชีพพานักท่องเที่ยวนั่งเรือตามลำธารผ่านถ้ำน้ำลอดไปโผล่ที่สำนักสงฆ์พอดี วันนี้ไม่มีลูกค้า ผมจะพาท่านไปเอง เจ้าอาวาสที่นี่เป็นคนจังหวัดอุดรธานีเดินธุดงค์มาพบสถานที่แห่งนี้เห็นว่าเหมาะกับการบำเพ็ญสมณธรรมจึงอยู่พักจำพรรษามาหลายปีแล้ว”
               พอไปถึงพระภิกษุสามเณรกำลังฉันยาปรมัตถ์ ซึ่งนำมาจากไม้ที่เป็นสมุนไพรเช่นสมอ มะขามป้อม ขิง ข่าและมีใบไม้อีกหลายอย่างที่ใช้เป็นยาได้ พบหน้าท่านเจ้าอาวาสเป็นพระจากจังหวัดเดียวกัน ท่านเป็นพระหนุ่มวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบปีท่านบอกว่าขอเชิญพักผ่อนให้สบาย พักที่ไหนก็ได้ในป่านี้ เนื่องจากกุฏิมีหลังเดียวและศาลาหอฉันอีกหนึ่งหลังเท่านั้น ที่พักในวันนั้นจึงเป็นหาดทรายขาวหน้าถ้ำเพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด ทรายสีขาวเพราะถูกน้ำเซาะ ห่างไปอีกไม่ไกลมีลำธารสายเล็กๆไหลผ่าน บรรยากาศสงบเงียบน่าจะเหมาะแก่การบำเพ็ญสมาธิภาวนา
               วันนั้นเป็นคืนข้างขึ้นพระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนเบื้องนภากาศ สาดแสงกระทบกับลำธารและหาดทรายขาวเปล่งประกายระยิบระยับก่อให้เกิดความงามท่ามกลางป่าเขาอย่างน่าพิศวง เสียงแมลงกลางคืนส่งเสียงบรรเลงบทเพลงแห่งธรรมชาติกลายเป็นบทเพลงที่ไพเราะเสนาะโสตโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องดนตรีชนิดใดๆ ค้างคาวขยับปีกโผบินจากปากถ้ำในขณะที่นกอีกฝูงหนึ่งกำลังบินย้อนกลับเข้าถ้ำเพื่อพักผ่อนกลายเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างประหลาด สัตว์พวกหนึ่งกลับจากหากินในตอนกลางวันย้อนกลับสู่รวงรังเพื่อพักผ่อน แต่อีกพวกหนึ่งเวลาในการออกหากินพึ่งเริ่มต้น พวกเขาพักผ่อนตอนกลางวันแต่ออกหากินตอนกลางคืน ธรรมชาติมีความสมดุลอยู่ในตัวแล้วไยมนุษย์บางคนจึงพยายามทำให้ธรรมชาติแปรผันไปด้วยเล่า
               นกและค้างคาวบินสวนกันโดยไม่มีสัญญาณจราจร บางตัวจึงชนกันกลางอากาศตกลงมาเสียชีวิตที่หน้าถ้ำนั่นเอง ไม่ว่าคนหรือสัตว์หากขาดความระมัดระวังก็มีสิทธิ์หมดลมหายใจได้เหมือนกัน นั่งมองวิถีแห่งธรรมชาติไปพลางครุ่นคิดถึงกระบวนการแห่งชีวิตที่ผ่านมา หลายคำถามผุดขึ้นมาในจินตนาการ ทำไมต้องเรียน เรียนไปทำไม เรียนจบกับไม่จบจะต่างกันตรงไหน หากเรียนจบวิถีชีวิตอาจต้องเปลี่ยนแปลงคงต้องลาสิกขาออกไปเพื่อทำงานในสถาบันการศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง อย่างน้อยความรู้ระดับปริญญาโท สาขาวิชาปรัชญาก็ยังพอหางานทำได้เป็นอาจารย์สอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆหรือสถาบันราชภัฎได้อีก ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนต้องหนักเอาเบาสู้ตามวิถีแห่งชาวบ้าน ซึ่งชีวิตแบบนั้นเราได้สละมานานหลายปีแล้ว ไม่น่าจะย้อนกลับไปเดินทางสายนั้นอีก

 

               แต่ถ้าเรียนไม่จบคงต้องอายเพื่อนๆที่เขาเรียนจบไปแล้ว เป็นเหมือนคนที่สิ้นคิดทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง เมื่อมีโอกาสแล้วทำไม่สำเร็จชีวิตก็ต้องล้มเหลวตลอดไป คิดโต้ตอบกันไปพลางมองดูธรรมชาติที่เริ่มเข้าสู่ความมืด เสียงค้างคาวและนกเงียบสงบไปแล้ว เหลืออยู่แต่เพียงเสียงลมที่พัดใบไม้แผ่วเบาตัดกับเสียงน้ำจากลำธารที่ดูเหมือนจะมีเสียงดังมากยิ่งขึ้น
               พยายามทำใจให้สงบตั้งจิตเข้าสู่สมาธิเลิกคิดทุกอย่าง ปล่อยให้จิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว จนจิตแน่วแน่ในสมาธิรู้สึกสบายอย่างประหลาด ชีวิตก็เท่านี้จะเอาอะไรมาก ไม่นานก็ตาย ทำชีวิตให้มีค่าใช้เวลาให้คุณดีกว่า ชีวิตพระนี่แหละคือเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว ไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งอื่นใดอยู่ที่นี่แหละปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามครรลองของมัน ไม่ต้องดิ้นรนไปแข่งขันกับใคร ไม่ต้องยุ่งกับใคร อยู่กับใจตัวเองตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นี่แหละถูกต้องที่สุด เพราะถ้าไม่ดีจริงครูบาอาจารย์ท่านคงไม่เดินทางสายนี้ คิดได้อย่างนี้ใจสงบนิ่งในสมาธิ จิตผ่อนคลายกายก็สงบ ในสมาธิเห็นฝรั่งท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาบอกว่าช่วยบอกทางผมด้วยผมหลงทางกลับบ้านไม่ถูก ต้องวนเวียนอยู่ในถ้ำแห่งนี้มานานแล้ว ไปหาหลวงพ่อก็พูดกันคนละภาษา สนทนาไปสักพักจึงได้ทราบว่าชายคนนั้นเป็นฝรั่งเดินทางมาจากอเมริกาเดินทางมาท่องเที่ยวมาถึงถ้ำน้ำลอดบังเอิญแพแตกจึงตกแพพลัดหลงไปตามซอกถ้ำเดินหลงอยู่ในซอกหลืบของถ้ำนั่นเอง พยายามจะกลับบ้านแต่หาทางกลับบ้านไม่ถูก พยายามถามหลายคนแล้ว แต่ไม่มีใครบอกทางได้ ในจินตนาการได้บอกวิธีเดินทางกลับอเมริกาแก่ฝรั่งท่านนั้น ในที่สุดเขาก็เดินลับหายไปในถ้ำ



               รู้สึกตัวอีกครั้งขอบฟ้าเบื้องบุรพทิศก็เริ่มมีแสงสีทองรำไร เสียงค้างคาวเริ่มบินกลับเข้าถ้ำแล้ว พระสงฆ์ก็ได้เวลาออกโคจรบิณฑบาต หลังเสร็จภัตตกิจจึงได้เล่าเรื่องฝรั่งคนนั้นให้หลวงพ่อฟัง ท่านยิ้มอย่างอารมณ์ดีบอกเพียงสั้นๆว่า “เมื่อเดือนก่อนมีฝรั่งนักท่องเที่ยวเสียชีวิตในถ้ำศพลอยขึ้นตรงที่ท่านกลางกลดพักอยู่พอดี ผีฝรั่งนี่แปลกไม่ยอมพูดภาษาไทย พูดแต่ฝรั่งเลยไม่มีใครบอกทางได้  เพราะผมก็พูดฝรั่งไม่ได้เหมือนกัน ท่านบอกทางผีฝรั่งว่าอย่างไร” หลวงพ่อเอ่ยถาม
               จึงบอกท่านไปว่า“ผมจำได้ลางๆว่าบอกให้ฝรั่งเดินตามธารน้ำขึ้นไปจากนั้นก็นั่งรถยนต์โดยสารไปที่สนามบินแม่ฮ่องสอนนั่งเครื่องบินไปลงที่เชียงใหม่ ต่อเครื่องไปที่กรุงเทพฯและขึ้นเครื่องตรงไปที่สหรัฐอเมริกา ผมบอกไปอย่างนั้นแหละครับ” 

 

 

               หลวงพ่อบอกสั้นๆว่า “ทำไมผีมันเหมือนคน ท่านพูดภาษาอะไรกับฝรั่ง”  จึงบอกว่า “พูดภาษาอังกฤษครับ บังเอิญผมเคยเรียนมาบ้างจึงพอฟังและพูดกันรู้เรื่อง” 
               “ผีฝรั่งคนนี้แปลกปรกติภาษาธรรมและภาษาจิต จะพูดกันรู้เรื่องในหมู่วิญญาณทั้งหลาย สามารถสื่อความหมายกันได้ มนุษย์อาจพูดกันหลายภาษา แต่วิญญาณส่วนมากจะพูดภาษเดียวกัน เรื่องทางจิตวิญญาณพูดยากอธิบายยากต้องประสบด้วยตนเอง” หลวงพ่อยิ้มเหมือนสงสัย
               “จากวันนั้นมาผมก็มีความสุขกับการทำสมาธิภาวนาหาความสงบที่หน้าถ้ำน้ำลอดแห่งนั้น กลางวันหลบเข้าป่าลึก  พอกลางคืนกลับมาหน้าถ้ำ วิญญาณฝรั่งตนนั้นไม่เคยย้อนกลับมาหาอีกเลยคงเดินทางกลับประเทศไปแล้วจริงๆ ผมก็ยังไม่เข้าใจจนถึงปัจจุบันนี้ว่าทำไมผีฝรั่งตนนั้นถึงกลับบ้านไม่ถูก จำทางกลับบ้านไม่ได้” ปุญญมโนก็ยังงงสงสัยกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น
               การเรียนของผมน่าจะสิ้นสุดลงตั้งแต่วันนั้นแล้ว ถ้าไม่มีครูที่ไม่ทอดทิ้งศิษย์ยอดของอาจารย์ที่ปรึกษาคนนั้น  วันนั้นบ่ายคล้อยไปแล้วแสงตะวันเริ่มอ่อนแสงลงบรรยากาศเริ่มหนาวเย็น สรรพสิ่งรอบข้างกำลังจะเข้าสู่ความสงบเงียบเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แต่ทว่าในท่ามกลางความสงบนั้น สามเณรรูปหนึ่งบอกว่ามีคนมาหาให้ไปพบที่ศาลาการเปรียญ ทั้งๆตอนนั้นก็ยังคิดไม่ออกว่าจะมีใครที่ไหนจะมาพบในท่ามกลางป่าเขาอย่างนี้ ในวันออกเดินทางก็ไม่ได้บอกจุดหมายว่าจะไปที่ไหนบอกสามเณรที่กุฏิรูปเดียวว่าจะไปแม่ฮ่องสอนเท่านั้นเอง 
               ความคิดก็หยุดชะงักเมื่อมองไปที่ศาลาเห็นชายผมขาวคนหนึ่งกำลังนั่งดื่มน้ำชาอย่างสบายอารมณ์ พอเห็นหน้าก็จำได้ทันทีเพราะชายคนนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวผมขาวโพลนทั้งศีรษะทั้งๆอายุยังไม่ถึงหกสิบปีแต่แก่เกินวัย ชื่อของชายผมขาวคนนั้นคือรองศาสตราจารย์ ดร.บุณย์  นิลเกษ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผมนั่นเอง
               รองศาสตราจารย์ ดร.บุณย์  นิลเกษพูดคุยสักพักก็บอกว่าเก็บเข้าของกลับวัดได้แล้ว พรุ่งนี้มีงานที่คณะผมมานิมนต์ท่านไปร่วมงาน  แค่งานที่มหาวิทยาลัยทำไมอาจารย์ต้องถ่อสังขารมาถึงที่นี่ด้วยเล่า สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ

 

               ในช่วงที่เดินทางกลับเชียงใหม่เส้นทางคดเคี้ยวตามไหล่เขาหลายครั้งที่รถยนต์เก่าๆคันนั้นเผลอออกนอกเส้นทางเหมือนจะตกลงไปยังหุบเหวข้างล่าง ท่านอาจารย์ก็ได้แต่หัวเราะพลางบอกว่าคงแก่แล้ว ชีวิตก็เท่านี้แหละหวังอะไรมากไม่ค่อยได้ ที่เรียนจบปริญญาเอกกลายมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปัจจุบันนี้เพราะใจสู้อย่างเดียวเท่านั้น จากนั้นท่านอาจารย์ก็เริ่มเล่าความหลังให้ฟังว่า “ผมบวชที่วัดอนงคาราม เรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย จากนั้นก็สอบชิงทุนไปเรียนต่อที่อินเดียเรียกว่าไปตายดาบหน้า จนกระทั่งจบปริญญาเอกมาได้ใช้เวลาถึงสิบปี ลาสิกขาออกมาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี่แหละ ตั้งแต่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษามานักศึกษาที่ผมให้คำปรึกษาเรียนจบกับทุกคน มีท่านมหารูปเดียวที่กำลังจะไม่จบ ไม่อยากเสียประวัติ อย่าทำให้ผมเสียประวัติเลย”
               จากวันนั้นเป็นต้นมาผมก็เริ่มเขียนวิทยานิพนธ์อย่างจริงจังภายใต้การดูแลของรองศาสตราจารย์ ดร.บุณย์  นิลเกษ ที่คอยให้คำปรึกษา ในที่สุดผมก็เรียนจบปริญญาโท กลายมาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในปัจจุบัน 

 

               ถ้าวันนั้นรองศาสตราจารย์ ดร.บุณย์  นิลเกษไม่ไปตามในวันนั้น ผมคงกลายเป็นพระป่าหรือพระธุดงค์กรรมฐานไปแล้ว อาจจะกลายเป็นเกจิอาจารย์ เจ้าสำนักหรืออาจจะลาสิกขาไปแล้วก็ได้ ทุกวันนี้ยังดีใจที่ได้เป็นผู้ให้วิชาความรู้แก่พระสงฆ์รุ่นใหม่ๆ ผมอยากให้พระสงฆ์มีการศึกษา หากอยู่ในศาสนาต่อไปไม่ได้ ลาสิกขาออกไปก็จะไม่ได้เป็นภาระแก่สังคม
             ปุญญมโนภิกขุจบการสนทนาในวันนั้นด้วยรอยยิ้มของผู้ที่น่าจะประสบความสำเร็จในการศึกษาแล้ว ปัจจุบันท่านเรียนจบปริญญาเอกสาขาพุทธศาสน์ศึกษาและเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร เปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากพระป่ากรรมฐานกลายมาเป็นพระนักวิชาการ เพราะได้อาจารย์ที่ปรึกษาที่ยอดเยี่ยม


พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
เล่าเรื่อง
13/01/54

Go to top