Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

สารบัญ

               สำหรับคนไทยแล้ววันที่ 12 สิงหาคมของทุกปีชาวไทยต่างก็รับรู้กันว่าเป็น “วันแม่แห่งชาติ” ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติกาลของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในแต่ละปีก็จะมีการจัดงานเพื่อระลึกนึกถึงและทดแทนคุณของแม่ คนที่ยังมีแม่ปีหนึ่งได้คิดถึงอุปการคุณของผู้มีพระคุณเดือนละครั้งก็ถือได้ว่าเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทิตา อันเป็นเครื่องหมายของคนดี  ส่วนใครที่อยู่กับเม่ได้เลี้ยงดูท่านให้สุขสบสยทั้งกายและใจทุกวันก็ยิ่งเป็นคนที่ควรยกย่องสรรเสริญ 
               คำว่า “แม่”มาจากภาษาบาลีว่า "มาตา" ภาษาไทยแปลว่า "มารดา" แต่คนไทยแต่โบราณกาลมามักนิยมเรียกว่า "แม่" ทุกคนคุ้นเคยกับคำว่าแม่เพระทุกคนต้องมีแม่และน่าจะเป็นคำแรกๆที่ลูกแทบทุกคนหัดพูด แต่ว่าจะคำนึงถึงอุปการคุณของท่านมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความใกล้ชิด ความผูกพันและความสำนึกในบุญคุณของแต่ละบุคคล ซึ่งแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากันและแตกต่างกันออกไป  คำว่าแม่นั้นมักจะใช้เรียกถึงสิ่งที่บ่งถึงคุณประโยชน์เช่น แม่ธรณี  แม่โพสพ  แม่น้ำ  แม่ทัพ เป็นต้น  ในพระพุทธศาสนา ท่านได้แสดงคำจำกัดความไว้พร้อมกับบิดาว่า “สตรี ผู้ยังบุตรให้เกิดชื่อว่ามารดา บุรุษผู้ยังบุตรให้เกิดชื่อว่าบิดา"   คำว่ามารดาบิดามักจะมาคู่กัน ดังนั้นจึงขอนำเอาสาระที่พระพุทธศาสนาแสดงถึงมารดาและบิดาไว้มากล่าวควบคู่กันไป แต่จะเน้นหนักที่คำว่ามารดาหรือแม่
 
เหตุที่มารดาบิดาอยากได้บุตรธิดา
               คำตอบในเรื่องนี้คือมารดาบิดาเห็นฐานะ  5 ประการจึงอยากได้บุตร ปรารถนาบุตร  ดังที่พระ พระผู้พุทธองค์  ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายได้ตรัสไว้ในปุตตสูตร ปัญจกนิบาต  อังคุตตรนิกาย (22/46/58)  ว่า "บัณฑิตทั้งหลายเมื่อเห็นฐานะ 5 ประการ มารดาบิดาจึงปรารถนาบุตรคือ (1) บุตรอันเราเลี้ยงแล้วจักเลี้ยงเรา   (2)  จักช่วยทำกิจของเรา  (3)  สกุลวงศ์พึงดำรงอยู่ได้นาน  (4) บุตรจะปฏิบัติความเป็นทายาท  (5) จักตามเพิ่มให้ทักษิณาแก่เราผู้ล่วงลับไปแล้ว  
               เพราะฉะนั้นบุตรทั้งหลายผู้สงบเป็นสัตบุรุษ   ผู้กตัญญูกตเวที   เมื่อหวนระลึกถึงอุปการะที่ท่านทำแล้วในก่อน  ย่อมเลี้ยงมารดาบิดา ช่วยทำกิจทั้งหลายของท่านเหมือนกตัญญูกตเวทีบุคคล ช่วยทำกิจของบรุพการีชนทั้งหลายฉะนั้น,บุตรผู้ทำตามโอวาท  เลี้ยงท่านผู้เลี้ยงตนมาแล้วไม่ทำสกุลวงศ์ให้เสื่อม  มีศรัทธาถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเป็นผู้น่าสรรเสริญ"

               การบำรุงมารดาบิดาท่านแสดงว่าเป็นมงคลอันสูงสุดอย่างหนึ่ง สัตบุรุษทั้งหลายต่างสรรเสริญ ดังข้อความที่ปรากฏในโสณนันทชาดก สัตตนิบาต (28/162/80)ความว่า “การบำรุงมารดาบิดานี้ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว ขอท่านจงอนุญาตการบำรุงมารดาบิดานี้แก่ข้าพเจ้า ท่านได้กระทำกุศลมาแล้วสิ้นกาลนาน ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการบีบนวดบัดนี้ข้าพเจ้าปรารถนาจะทำบุญในมารดาและบิดา ขอท่านจงให้โลกสวรรค์แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าแต่พระฤาษี มนุษย์ทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในบริษัทนี้ ทราบบทแห่งธรรมในธรรมว่าเป็นทางแห่งโลกสวรรค์  เหมือนดังท่านทราบ ฉะนั้น  การบำรุงมารดาบิดาด้วยการอุปัฏฐากและการบีบนวดชื่อว่านำความสุขมาให้  ท่านห้ามข้าพเจ้าจากบุญนั้น ชื่อว่าเป็นอันห้ามทางอันประเสริฐ”

อุปการคุณของมารดา
               ท่านแสดงอุปการคุณของมารดาไว้ในโสณันทชาดกต่อไปว่า  “มารดาหวังผลคือบุตร จึงนอบน้อมแก่เทวดา และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดูและปีทั้งหลาย เมื่อมารดานั้นมีระดู ความก้าวลงแห่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ก็ย่อมมี เพราะสัตว์เกิดในครรภ์นั้นมารดาจึงแพ้ท้อง เพราะเหตุนั้นบัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่าเป็นผู้มีใจดี  มารดาบริหารครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าปีแล้วจึงคลอด เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า “ชนยนตี” และ “ชเนตตี” หมายถึงผู้ยังบุตรให้เกิด” มารดาย่อมปลอบบุตรผู้ร้องไห้อยู่ให้รื่นเริง ด้วยการให้ดื่มน้ำนมบ้าง ด้วยการขับกล่อมบ้าง ด้วยการอุ้มแนบไว้กับอกบ้าง เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า “ผู้ปลอบบุตรให้รื่นเริง”  ต่อแต่นั้น มารดาเห็นบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อน ไม่รู้จักเดียงสาเล่นอยู่ท่ามกลางสายลมและแสงแดดอันกล้าก็เข้ารับขวัญ เพราะเหตุนั้นบัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า  “โปเสนตี ผู้เลี้ยงดูบุตร” มารดาย่อมคุ้มครองทรัพย์แม้ทั้งสองฝ่าย คือ ทรัพย์ของมารดาและทรัพย์ของบิดาเพื่อบุตรนั้น  ด้วยตั้งใจว่า ทรัพย์ทั้งสองฝ่ายพึงเป็นของบุตรแห่งเรา 
               มารดายังบุตรให้ศึกษาดังนี้ว่า  อย่างนี้ซิลูก   อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก  เมื่อบุตรกำลังรุ่นหนุ่มคนอง มารดาย่อมคอยมองดูบุตรผู้หลงเพลิดเพลินในภรรยาผู้อื่น  จนพลบค่ำก็ยังไม่กลับมา ย่อมเดือดร้อนด้วยประการฉะนี้  

 

               บุตรผู้อันมารดาเลี้ยงดูมาแล้ว ด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุงมารดา บุตรนั้นชื่อว่าประพฤติผิดในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก บุตรผู้อันบิดาเลี้ยงมาด้วยความลำบากอย่างนี้แล้วไม่บำรุงบิดา บุตรนั้นชื่อว่าประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก เราได้สดับมาว่า เพราะไม่บำรุงมารดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหายหรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึงความยากแค้น เราได้สดับมาว่า เพราะไม่บำรุงบิดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหาย หรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึงความยากแค้น ความรื่นเริง ความบันเทิง และความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะการบำรุงมารดาความรื่นเริงความบันเทิง และความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ  
               บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะการบำรุงบิดา  สังคหวัตถุ 4  ประการนี้คือ (1) ทาน  การให้ (2)  ปิยวาจา  เจรจาคำน่ารัก (3)  อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ (4) สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลาย ตามสมควร  ย่อมมีในโลกนี้ เหมือนเพลารถย่อมมีแก่รถที่กำลังแล่นไป ฉะนั้น ถ้าว่าสังคหวัตถุเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้ มารดาก็จะไม่พึงได้รับความนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร หรือบิดาก็จะไม่พึงได้ความนับถือหรือการบูชา  เพราะเหตุแห่งบุตร ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นสังคหวัตถุนี้ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้นย่อมถึงความเป็นผู้ประเสริฐ และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์พึงสรรเสริญมารดาและบิดาบัณฑิตเรียกว่าเป็นพรหมของบุตร เป็นบุรพาจารย์ของบุตร  เป็นผู้ควรรับของคำนับของบุตร และว่าเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร เพราะเหตุนั้นแล  บุตรผู้เป็นบัณฑิต พึงนอบน้อมและสักการะมารดาบิดาทั้ง 2 นั้นด้วย ข้าว น้ำ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน การขัดสี การให้อาบน้ำ และการล้างเท้า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุตรนั้น ด้วยการบำรุงในมารดาบิดาในโลกนี้ ครั้นบุตรนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์
 

มารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร
               มารดาบิดาท่านเรียกว่า "พรหม  บุรพเทพ บุรพาจารย์ และอาหุไนยบุคคล" ของบุตร  เปรียบเหมือนท้าวมหาพรหม ย่อมไม่ละภาวนาทั้ง4ในหมู่สัตว์  มารดาบิดาก็มิได้ละภาวนาทั้ง 4ในหมู่สัตว์เหมือนกัน  เมื่อบุตรอยู่ในท้อง มารดาบิดานั้น เกิดเมตตาจิตในบุตรว่า  "เมื่อไหร่หนอเราจึงจักเห็นลูกน้อย  ไม่มีโรค " (เมตตา)
               ในเวลาที่บุตรอ่อนเยาว์   ถูกสัตว์ทั้งหลายมีเล็นเป็นต้นกัด หรือถูกการนอนเป็นทุกข์บีบคั้น ร้องไห้อยู่, มารดาบิดาก็เกิดความกรุณาขึ้น เพราะได้สดับเสียงบุตรนั้น (กรุณา)
               ในเวลาบุตรวิ่งมาวิ่งไปเล่นได้ก็ดี ในเวลาบุตรตั้งอยู่ในวัยงาม น่าดูน่าชม  ท่านทั้ง 2 ก็มีจิตอ่อนโยน บันเทิง เบิกบาน เพราะมองดูหน้าบุตรน้อย, ในกาล ท่านทั้ง 2 ย่อมบันเทิง(มุทิตา)
               ในเวลาที่บุตรทำการเลี้ยงภริยา  แยกครองเรือนในกาลนั้น ท่านทั้ง 2 ก็เกิดความมัธยัสถ์ขึ้นว่า   "บัดนี้ ลูกน้อยของเรา อาจจะเพื่อจะ เลี้ยงตนได้โดยธรรมดาตามลำพังของตน"  ในกาลนั้น ท่านทั้งสองได้ความวางเฉยๆ(อุเบกขา)
               มารดาบิดาทั้งสองนั้น ท่านเรียกว่า “พรหม” เพราะท่านมีความประพฤติเช่นกับพรหม  เพราะได้พรหมวิหารคือ เมตตา  กรุณา  มุทิตา อุเบกขา ครบทั้ง 4 อย่างตามกาลเวลา 

มารดาบิดาเป็นบุรพเทพบุตร
               มารดาบิดาเปรียบเหมือนกับ พระขีณาสพผู้เป็นวิสุทธิเทพ  ไม่คำนึงความผิดอันพวกชนพาลทำแล้ว หวังแต่ความเสื่อมไปแห่งความพินาศและความเกิดขึ้นแห่งความเจริญ ปฎิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่พวกเขาโดยส่วนเดียวแท้ๆ  และย่อมทำความที่สักการะทั้งหลายของพวกเขามีผลานิสงส์มาก   เพราะเป็นทักษิไณยบุคคล ฉันใด; มารดาและบิดาแม้นั้น ก็ฉันนั้น ไม่คำนึงถึงความผิดของบุตรทั้งหลายปฎิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่บุตรเหล่านั้นโดยส่วนเดียวเท่านั้น เป็นผู้สมควรแก่ทักษิณา นำความที่สักการะของบุตรเหล่านั้นอันเขาทำแล้วในตน  มีผลานิสงค์มาก; เพราะฉะนั้น ท่านทั้ง 2 นั้นจึงชื่อว่า เทพ เพราะเป็นผู้มีความประพฤติเช่นดัง เทพ.
         บุตรทั้งหลายรู้จักเทพเหล่าอื่น ด้วยสามารถท่านทั้ง 2 นั้นก่อนแล้วปฎิบัติอยู่ ย่อมได้รับผลแห่งการปฎิบัติ ฉะนั้นสมมติเทพ  อุปัตติเทพ และวิสุทธิเทพเหล่าอื่น จึงชื่อว่า  ปัจฉาเทพ ส่วนมารดาบิดา ท่านเรียกว่า  บุรพเทพ เพราะท่านเป็นผู้มีอุปาการะก่อนกว่าเทพเหล่าอื่น

มารดาบิดาเป็นบุรพาจารย์ของบุตร
               มารดาและบิดา ยังบุตรให้ยึดถือ ให้สำเหนียกอยู่ จำเดิมแต่เวลาบุตรเกิด  ด้วยนัยเป็นต้นว่า  "จงนั่งอย่างนี้  ยืนอย่างนี้"    "คนนี้ เจ้าควรเรียกว่า "พ่อ" ต่อมาภายหลัง อาจารย์เหล่าอื่นจึงให้ศึกษาศิลปะทั้งหลาย, อาจารย์เหล่าอื่นให้สรณะและศีล, เหล่าอื่นให้บรรพชา  เหล่าอื่นให้เล่าเรียนพุทธวจนะ, เหล่าอื่นให้อุปสมบท,  เหล่าอื่นให้บรรลุมรรคผล;  อาจารย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่า  ปัจฉาจารย์  ด้วยประการดังนี้;  ฉะนั้น มารดาบิดา ท่านจึงเรียกว่าบุรพาจารย์ เพราะเป็นอาจารย์ก่อนอาจารย์ทั้งหมด

มารดาบิดาเป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร
               มารดาบิดา  เป็นผู้สมควรรับข้าวและน้ำเป็นต้น อันบุตรทั้งหลายนำมาบูชา ต้อนรับ  เพราะฉะนั้น มารดาบิดา ท่านจึงเรียกว่าเป็น อาหุไนยบุคคล (ของบุตร). สมดังที่พระผู้มีพระภาค จึงตรัสไว้ในสพรหมสูตร ในติกนิบาต และ จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย(21/63 /80 – 81) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาและบิดา เป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้น ชื่อว่ามีพรหม มารดาและบิดา เป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีบุรพาจารย์ มารดาและบิดา เป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีบุรพเทพ มารดาและบิดาเป็นผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีอาหุเนยยบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า "พรหม บุรพาจารย์ บุรพเทพ อาหุเนยยบุคคล" นี้เป็นชื่อของมารดาและบิดา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาและบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้ประคบประหงมเลี้ยงดูบุตร เป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร 
               มารดาและบิดาผู้อนุเคราะห์แก่บุตร ท่านเรียกว่า พรหม บุรพาจารย์ และอาหุเนยยบุคคลของบุตรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ บุตรผู้เป็นบัณฑิตพึงนอบน้อม พึงสักการะท่านด้วยข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ที่นอน ที่นั่ง อบกาย ให้อาบน้ำและชำระเท้า เพราะเหตุที่บุตรผู้เป็นบัณฑิตได้บำรุงบำเรอในมารดาและบิดา บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขา ครั้นเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกสวรรค์

Go to top