Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

สารบัญ

              การเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้รับการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยมาโดยตลอด ในยุคที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น เมื่อใครอยากรู้เรื่องพระพุทธศาสนาก็ต้องเดินทางไปฟังจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าเองหรือจากปากของพระสงฆ์รูปอื่นๆ จากนั้นมาก็มีการเขียนภาพตามถ้ำต่างๆ ในยุคต่อมาได้มีการจารึกเป็นตัวอักษรลงในใบลาน ทำให้ง่ายต่อการศึกษาคือหาอ่านได้ เมื่อมีการพิมพ์เป็นหนังสือก็ยิ่งง่ายต่อการศึกษา พอมาถึงยุคปัจจุบันพระพุทธศาสนาได้แพร่หลายในโลกอินเทอร์เน็ต ประเทศไทยก่อนที่จะมีการพิมพ์หนังสือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่งคือจิตรกรรมฝาผนัง 
             พระพุทธศาสนามีเรื่องเล่าที่เกี่ยวเนื่องกับโลกอื่น เป็นภพภูมิของสัตว์เหล่าอื่น บางครั้งเอื้อต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา บางครั้งอาจทำให้คนที่มีแต่ศรัทธาโดยไม่ได้พึ่งพิงปัญญาหลงทางได้ง่ายๆ การอธิบายภพภูมินั้น ในอดีตบุรพาจารย์สามารถเล่าเรื่องผ่านงานศิลปะเช่นจิตรกรรม ประติมากรรม เป็นต้น และคนในยุคนั้นก็สามารถเสพได้ทั้งความงามและคติธรรมที่แฝงเร้นอยู่ในงานศิลปะนั้นๆ  ศิลป์จึงเป็นเหมือนคลังในการเก็บสุนทรีย์และเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆกัน
              คำว่า "ศิลปะ" หมายถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากชีวิตจิตใจ ความรู้ความสามารถและความชำนาญของตน แล้วถ่ายทอดความเข้าใจอันลึกซึ้งเหล่านั้นออกมาเป็นผลงานที่มีความงดงามและทรงคุณค่าแก่มหาชน ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตให้คำนิยามไว้ว่า “การประดับ ฝีมือทางการช่าง การแสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์และสะเทือนใจ"  (ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525,(พิมพ์ครั้งที่ 4), กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสภา ,2525,หน้า 771)  

              สิ่งที่สร้างขึ้นจากศิลปะเรียกว่าศิลปกรรมแบ่งออกเป็นห้าประเภทคือ(1)สถาปัตยกรรม การสร้างอาคารสถานที่ อนุสาวรีย์โบสถ์วิหาร (2)ประติมากรรม การปั้น การแกะสลัก การหล่อรูป (3)จิตรกรรม การวาด การเขียนภาพ การระบายสีภาพ (4) ดุริยางคศิลป์ การขับร้อง ฟ้อนรำ นาฏศิลป์ ดนตรีไทย (5) ภาษาและวรรณคดี (วาสนา บุญสม,ศิลปวัฒนธรรมไทยสายใยจากอดีต, กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ปิรามิด,2548,หน้า 8.)
             พุทธศิลป์จึงหมายถึงศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามีทั้งสถาปัตยกรรมคือโบสถ์วิหาร ประติมากรรมคือพระพุทธรูป จิตรกรรมคือภาพเขียน และภาษาและวรรณคดีที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา 
              เทพและภพภูมิมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพุทธศิลป์อย่างแยกไม่ออก คำว่าเทพนั้นในพระพุทธศาสนาได้จำแนกไว้สามประเภทดังที่ปรากฏในขุทกนิกาย จูฬนิเทสว่า“เทพมีสามคือสมมติเทพ  อุปบัติเทพ  วิสุทธิเทพ   สมมติเทพเป็นไฉน พระราชา พระราช  กุมารและพระเทวี เรียกว่า สมมติเทพ  อุปบัติเทพเป็นไฉน เทวดาชาวจาตุมหาราชิกา เทวดาชาวดาวดึงส์ เทวดาชาวยามา  เทวดาชาวดุสิต เทวดาชาวนิมมานรดี เทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดี เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหมและเทวดาในชั้นที่สูงกว่า เรียกว่าอุปบัติเทพ  วิสุทธิเทพเป็นไฉน พระอรหันตขีณาสพสาวกของพระตถาคต และพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เรียกว่า วิสุทธิเทพ (ขุ.จู 30/214/85.) 

              ส่วนภพนั้นท่านระบุไว้ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ว่า ภพมีสามคือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ (ม.มู.122/498382.) 
              ภูมิพระพุทธศาสนาจำแนกเป็นสี่ภูมิดังที่ปรากฏในขุททกนิกาย ปาฏิกวรรคว่า “ภูมิ 4 คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตรภูมิ  ก็กามาวจรภูมิเป็นไฉน ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา  สัญญา สังขาร วิญญาณ อันท่องเที่ยว คือ นับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตลอดไปจนถึงอเวจีนรกเป็นที่สุด ข้างบนขึ้นไปจนถึงเทวดาชาวปรนิมมิตวสวดีเป็นที่สุดนี้เป็นกามาวจรภูมิ  รูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรม คือ จิตและเจตสิกของบุคคล ผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันท่องเที่ยวคือ นับเนื่องโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่พรหมโลกขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นอกนิฏฐ์ข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่ารูปาวจรภูมิ  อรูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรม คือ จิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันนับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่เทวดาผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนภพ ตลอดขึ้นไปจนถึงเทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่าอรูปาวจรภูมิ  โลกุตรภูมิเป็นไฉน มรรค ผล และนิพพานธาตุอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง อันเป็นโลกุตระ นี้ชื่อว่าโลกุตรภูมิ ภูมิ 4 เหล่านี้ (ขุ.ปฏิ.31/171-175/66.)

              ในกามาวจรภูมิยังแบ่งย่อยออกไปได้อีกศิลปินได้นำแนวคิดเรื่องภพภูมิมาใช้งานพุทธศิลป์ที่นิยมมากคือเรื่องเกี่ยวกับนรกสวรรค์เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สอนคนได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องนรกสวรรค์มีปรากฏในพระไตรปิฎกหลายแห่ง ท่านแสดงนรกไว้แปดขุมว่า นรชนผู้ประพฤติอธรรม มีความ     เป็นอยู่ไม่สม่ำเสมอ  ละโลกนี้แล้วย่อมไปสู่คติใด อาตมภาพจะกล่าวคติ คือนรกเหล่านั้น ขอพระองค์ทรงสดับอาตมภาพเถิด นรก 8   ขุมนี้ คือ สัญชีวนรก   กาฬสุตตนรก   สังฆาตนรก   โรรุวนรก   มหาโรรุวนรก   ต่อมาถึงมหาอเวจีนรก   ตาปนนรก     ปตาปนนรก   อันบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้แล้ว ก้าวล่วงได้ยากเกลื่อนกล่นไปด้วยเหล่าสัตว์ ผู้มีกรรมหยาบช้าเฉพาะขุมหนึ่งๆ มีอุสสทนรก 16 ขุมเป็นที่ทำบุคคลผู้กระด้างให้เร่าร้อน น่ากลัว มีเปลวเพลิงรุ่งโรจน์ มีภัยใหญ่ขนลุกขนพอง น่าสพึงกลัว มีภัยรอบข้าง เป็นทุกข์ มี 4 มุม 4 ประตู จัดแบ่งไว้เป็นส่วนๆ มีกำแพงเหล็กกั้นโดยรอบมีฝาเหล็กครอบ ภาคพื้นของนรกเหล่านั้นล้วนแต่เหล็กแดงลุก โพลง ประกอบด้วยเปลวไฟ แผ่ไปตลอด 100 โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ สัตว์ทั้งหลายมีเท้าในเบื้องบน มีศีรษะในเบื้องต่ำ ตกลงไปในนรกนั้น (ขุ.ชา  28/92/25.)   


              พุทธศิลป์ในยุคแรกๆ จึงไม่มีแนวคิดเรื่องเทพและภพภูมิเข้าไปเกี่ยวข้องในงานศิลปะ จนกระทั่งราวพุทธศตวรรตที่ 18 พระมหาธรรมราชาลิไทได้ประพันธ์วรรณกรรมเรื่องเตภูมิกถา ได้พรรณาเรื่องภพภูมิไว้อย่างละเอียดดังข้อความตอนหนึ่งว่า อันว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมจะเวียนวนไปมา  และเกิดในภูมิ 3  อันนี้แล ฯ  อันใดแลชื่อภูมิ  3  อันนั้นเล่า  อนึ่งชื่อว่ากามภูมิ  อนึ่งชื่อว่ารูปภูมิ  อนึ่งชื่อว่าอรูปภูมิ  ณ กามภูมินั้นยังอันเป็นประเภท  11  อันใดโสด  อนึ่งชื่อว่านรกภูมิ  อนึ่งชื่อว่าเปรตวิสัยภูมิ  อันหนึ่งชื่อว่าสูรกายภูมิ  4  อนึ่งชื่อว่าอบายภูมิก็ว่า  ชื่อทุคติภูมิก็ว่า ฯ  อนึ่งชื่ออนุสสภูมิ  อนึ่งชื่อตาวติงษภูมิ  อนึ่งชื่อยามาภูมิ  อนึ่งชื่อตุสิตาภูมิ  อนึ่งชื่อนิมมานรดีภูมิ  อนึ่งชื่อปรมิตวสวัตติภูมิ  7  อนึ่งชื่อสุคติภูมิผสมภูมิทั้ง  11  แห่งนี้ชื่อกามภูมิแล ฯ  ในรูปภูมินั้นยังมีภูมิอันเป็นประเภท  16  อนึ่งโสด  อนึ่งชื่อพรหมปาริสสัชชาภูมิ  และพรหม  3  อันนี้ชื่อปฐมฌานภูมิแล ฯ  อนึ่งชื่อปริตตาภาภูมิ  อนึ่งชื่อกัปปมานาภาภูมิ  อนึ่งชื่ออาภัสสราภูมิ  และพรหม  3  ชั้นนี้ชื่อว่าทุติยฌานภูมิแล ฯ  อนึ่งชื่อปริตตสุภาภูมิ  อนึ่งชื่ออัปปมานสุภาภูมิ  อนึ่งชื่อสุภกิณหภูมิและพรหม  3  ชั้นนี้ชื่อตติยฌานภูมิแล ฯ  อนึ่งชื่อเวหับผลาภูมิ  ชื่อว่าอสัญญิสัตตาภูมิ  อนึ่งชื่ออเวหาภูมิ  อนึ่งชื่อตัปปาภูมิ  อนึ่งชื่อทัสสาภูมิ  อนึ่งชื่อสุทัสสีภูมิ  อนึ่งชื่ออกนิฏฐาภูมิ  7  ชั้นนี้ชื่อจตุตถฌานภูมิแล ฯ  แต่อเวหาภูมินี้เถิงอกนิฏฐาภูมิ  5  ชั้นนี้ชื่อปัญจสุทธาวาศแล ฯ  ผสมทั้ง  16  ชั้นนี้ชื่อรูปภูมิแล ฯ  และในอรูปภูมินั้นยังมีประเภททั้ง  4  อันโสด  อนึ่งชื่ออากาสานัญจายตนภูมิ  อนึ่งชื่อวิญญาณญจายตนภูมิ  อนึ่งชื่ออากิญจัญญายตนภูมิ  อนึ่งชื่อเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิแล ฯ  จึงผสมภูมิทั้งหลายนี้ได้  31  จึงชื่อว่าไตรภูมิแล (พระมหาธรรมราชาที่ 1(พญาลิไท),ไตรภูมิพระร่วงหรือไตรภูมิกถา, พิมพ์ครั้งที่ 8,กรุงเทพฯ:จักรานุกูลการพิมพ์,2543,หน้า 1.)

              เมื่อหนังสือเตภูมิกถาหรือไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วงได้อธิบายเรื่องภพภูมิไว้อย่าละเอียดโดยให้ความสำคัญกับนรกภูมิ ติรัจฉานภูมิ อสุรกายภูมิและมนุสสภูมิเป็นพิเศษเช่นการพรรณานรกภูมิตอนหนึ่งว่า “ฝูงสัตว์ทั้งหลายอันได้กระทำบาปด้วยปากด้วยใจดังกล่าวแล้วนี้  ย่อมได้ไปเกิดในจตุราบายมีอาทิคือนรกใหญ่  8  ขุมนั้น ฯ  สัญ์ชีโวกาล  สุต์โตจ  สังฆาโฏ  โรรุโว  ตถา  มหาโรรุวตาโปจ  มหาตาโปจาติ  วีจิโย ฯ  อนึ่งชื่อสัญชีพนรก  อนึ่งชื่อกาลสูตตนรก  อนึ่งชื่อมหาดาปนรก  อนึ่งชื่อสังฆาฏนรก  อนึ่งชื่อโรรุพนรก  อนึ่งชื่อดาปนรก  อนึ่งชื่อมหาอวิจีนรก  ฝูงนรกใหญ่  8  อันนี้อยู่ใต้แผ่นดินอันเราอยู่นี้และถัดกันลงไป  และนรกอันชื่อว่าอวิจีนรกนั้นอยู่ใต้นรกทั้งหลาย  และนรกอันชื่อว่าสัญชีพนรกนั้นอยู่นรกทั้ง  7  อันนั้น  ฝูงสัตว์อันเกิดในนรกอันชื่อว่าสัญชีพนรกนั้นยืนได้  500  ปีด้วยปีในนรก  และเป็นวัน  1  คืน  1  ในนรกได้  9  ล้านปีในเมืองมนุษย์นี้  500  ปี  ในสัญชีพนรกได้ล้าน  6  แสนล้านหยิบหมื่นปีในเมืองคนนี้  1,620,000,000,000  ปี 

Go to top