Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

สารบัญ

              การจะเป็นผู้นำบริหารบ้านเมืองได้จะต้องเป็นคนมีบารมี บางคนมีเงินแต่ไม่มีบารมี บางคนมีบารมีแต่ไม่ค่อยมีเงิน คนที่มีทั้งบารมีและมีเงินจึงหายาก ครั้งหนึ่งมีการกล่าวถึง ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เลยทำให้การพัฒนาบ้านเมืองมีปัญหา เพราะคนไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จากนั้นก็มีการวิเคราะห์ตีความของคำว่า “ผู้มีบารมี” ปัจจุบันมีคนตีความคำว่า “บารมี” ไปในหลายความหมาย ใครคือผู้มีบารมีอย่างแท้จริง  ในพระพุทธศาสนาได้แสดงบารมีและผู้มีบารมีไว้อย่างไร     
            คงเคยได้ยินมาว่าพระพุทธเจ้านั้นได้บำเพ็ญบารมีสี่อสงไขยแสนกัปจึงสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าศาสดาของพระพุทธศาสนา “สี่แสนอสงไขยแสนกัปป์” นี่มันนานเท่าไหร่กันแน่ อสังข แปลว่าไม่ได้กำหนด ไม่ได้นัดหมาย  อสังเขยย แปลว่านับหรือคำนวณไม่ได้ ส่วนคำว่า “กัป” หมายถึงอายุของโลก ยุค สรุปว่าหนึ่งกัปป์คือโลกแตกสลายหนึ่งครั้ง ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงบำเพ็ญบารมียาวนานนับไม่ได้สี่ครั้ง เวียนว่ายตายเกิดในโลกจนโลกแตกไปสี่ครั้ง ลองนึกดูว่าจะยาวนานขนาดไหน เท่าที่พุทธศาสนิกชนจำได้ก็มีบารมี 10 ทัศน์ เป็นการบำเพ็ญบารมีครั้งสำคัญๆ ชาติสุดท้ายเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร บารมีจึงมิใช่เรื่องที่ได้มาโดยง่าย
 

            ในพระพุทธศาสนา “บารมี” หมายถึงปฏิปทาอันยวดยิ่ง คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวดคือความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษเพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูง เช่นความเป็นพระพุทธเจ้าและความเป็นมหาสาวกเป็นต้น (พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต, พจนานุกรมพุทธศาสตร์, (พิมพ์ครั้งที่ 10) กรุงเทพ ฯ: เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด, 2548, หน้า 239)
             การเริ่มบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้ามีปรากฎในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย  จริยปิฎก (เล่ม 33)และปรมัตถทีปนี  อรรถกถาขุททนิกาย จริยาปิฎก ภายหลังจากเริ่มตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า  ส่วนขุททกนิกาย พุทธาปทานและวิสุทธชนวิลาสินี  อรรถกถาขุททกนิกาย   พุทธาปทาน ได้พรรณาประวัติของพระโคตมพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังถือกำเนิดเป็นสุเมธดาบสและเริ่มตั้งความปรารถนาต่อพระพักตร์ของพระทีปังกรพุทธเจ้า  พอสรุปความได้ว่า 
             ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรแสนกัปนับแต่ภัทรกัปนี้ไป ได้มีนครหนึ่งนามว่าอมรวดี ในนครนั้น มีพราหมณ์ชื่อสุเมธ อาศัยอยู่เขาศึกษาศิลปะของพราหมณ์ จนเป็นผู้คงแก่เรียน  ทรงจำมนต์ได้เรียนจบไตรเพท ถึงความสำเร็จในลักขณศาสตร์    อิติหาสศาสตร์และธรรมเนียมพราหมณ์
          ต่อมามารดาบิดาของเขาได้ถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่เขายังรุ่นหนุ่ม  ต่อมาอำมาตย์ผู้จัดการผลประโยชน์ของเขานำเอาบัญชีทรัพย์สินมา  เปิดห้องอันเต็ม ด้วยทอง   เงิน   แก้วมณี    และแก้วมุกดาเป็นต้นแล้วบอกให้ทราบถึงทรัพย์ตลอดเจ็ดชั่วตระกูลสุเมธบัณฑิตคิดว่า  บิดาและปู่เป็นต้นของเราสะสมทรัพย์นี้ไว้แล้ว เมื่อไปสู่ปรโลกจะถือเอาแม้ทรัพย์ กหาปณะหนึ่งไปด้วยก็หามิได้ แต่เราควรจะทำเหตุที่จะถือเอาทรัพย์ไปให้ได้  ครั้นคิดแล้วเขาจึงกราบทูลแด่พระราชาให้ตีกลองป่าวร้องไปในพระนคร   ให้ทานแก่มหาชนแล้วบวชเป็นดาบส เพราะเกิดความคิดขึ้นว่า    “การเกิดในภพใหม่    และการแตกทำลายของสรีระเป็นทุกข์.   เรานั้นมีความเกิด   ความแก่   ความเจ็บไข้เป็นธรรมดา    จักแสวงหาพระนิพพาน  อันไม่แก่   ไม่ตาย   เป็นแดนเกษม   ไฉนหนอ เราพึงไม่เยื่อใย  ไร้ความต้องการ ละทิ้งร่างกายเน่า       ซึ่งเต็มด้วยซากศพนานาชนิดนี้แล้วไปเสีย  ทางนั้นมีอยู่และจักมี  ทางนั้นไม่อาจเป็นเหตุหามิได้ เราจักแสวงหาทางนั้น   เพื่อหลุดพ้นจากภพให้ได้”

              สุเมธดาบสมองเห็นความสุขของสมณะที่เรียกว่าสมณสุข  8  ประการจึงได้บวชคือ “ไม่มีการหวงแหนทรัพย์และข้าวเปลือก    แสวงหาบิณฑบาตที่ไม่มีโทษ    บริโภคบิณฑบาตที่เย็น  ไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุบีบคั้นชาวรัฐในเมื่อราชสกุลบีบคั้นชาวรัฐถือเอาทรัพย์ที่มีค่าหรือดีบุกและกหาปณะเป็นต้น   ปราศจากความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย   ไม่กลัวโจรปล้น    ไม่ต้องคลุกคลีกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา    ไม่ถูกขัดขวางในทิศทั้งสี่”  
              วันหนึ่งสุเมธดาบสได้ พิจารณาเห็นเหตุที่เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่จะสำเร็จได้เพราะประชุมธรรม   8  ประการไว้ได้คือความเป็นมนุษย์    ความถึงพร้อมด้วยเพศ     เหตุ     การได้เห็นพระศาสดา     การได้บรรพชา ความสมบูรณ์ด้วยคุณ   การกระทำอันยิ่งใหญ่  ความเป็นผู้ มีฉันทะ เมื่อดำริว่าตนเองมีความพร้อมในการตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเพราะมีความพร้อมด้วยธรรม  8 ประการ    จึงกระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจึงนอนลงทอดกายเป็นสะพานเพื่อพระพุทธเจ้าจะได้ก้าวพระบาทผ่านไปโดยเท้าไม่เปื้อนโคลนตม  ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรเสด็จมาแล้วทรงยืนที่เบื้องศีรษะของสุเมธดาบส     ทรงลืมพระเนตรทั้งสองอันสมบูรณ์ด้วยประสาทมีวรรณะ 5  ประการ    ประหนึ่งว่าเปิดสีหบัญชรแก้วมณี    ทรงเห็นสุเมธดาบสนอนอยู่เหนือหลังเปือกตม     จึงทรงดำริว่าดาบสนี้กระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าจึงได้นอนอยู่     ความปรารถนาของดาบสนี้จะสำเร็จหรือไม่หนอ  จึงทรงส่งอนาคตังสญาณ ใคร่ครวญอยู่ ทรงทราบว่าล่วงสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม     ทั้งที่ทรงประทับยืนอยู่นั่นแหละ  

           ทรงพยากรณ์ในท่ามกลางบริษัทว่า   “ท่านทั้งหลายเห็นดาบสผู้มีตบะสูงผู้นี้ซึ่งนอนอยู่บนหลังเปือกตมหรือไม่  ดาบสนี้กระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า  จึงได้นอนอยู่   ความปรารถนาของดาบสนี้จักสำเร็จ       ด้วยว่า  ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไปดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม,   ก็ในอัตภาพนั้น  พระนครนามว่ากบิลพัสดุ์จักเป็นที่อยู่อาศัยของเขา     พระเทวีพระนามว่ามายาจักเป็นพระมารดา  พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะจักเป็นพระบิดา  พระเถระนามว่าอุปติสสะจักเป็นพระอัครสาวก   พระเถระนามว่าโกลิตะจักเป็นทุติยสาวก พระเถระนามว่าอานนท์จักเป็นพุทธอุปัฏฐาก    พระเถรีนามว่าเขมาจักเป็นอัครสาวิกา  พระเถรีนามว่าอุบลวรรณาจักเป็นทุติยสาวิกา   ดาบสนี้มีญาณแก่กล้าแล้วจักออกมหาภิเนษกรมณ์   ตั้งความเพียรใหญ่  รับข้าวปายาสที่ควงไม้นิโครธแล้ว    บริโภคที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแล้วขึ้นสู่โพธิมัณฑ์  จักตรัสรู้พร้อมเฉพาะที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์”
              การจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแสดงว่าได้รับการพยากรณ์ไว้ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศ บิดามารดาได้ถูกกำหนดไว้แล้ว การพยากรณ์อย่างนี้มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นจึงจะทำได้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นจากอนาคตังสญาณหรือญาณมองเห็นอนาคต ท่านแสดงไว้ในขุททกนิกาย อปทานว่า  “ก้อนดินที่ขว้างไปในท้องฟ้า ย่อมตกลงในแผ่นดินแน่นอนฉันใด   พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมืนกัน  ย่อมแน่นอนและเที่ยงตรง   พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสอันไม่เป็นจริง”  

Go to top