Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 4 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

          คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาในอดีตถูกจารึกจดจารบันทึกเป็นภาษาบาลีหรือภาษามคธ ผู้ที่จะศึกษาค้นคว้าพระพุทธศาสนาในอดีตจึงต้องศึกษาภาษาบาลี เพื่อที่จะได้แปลภาษาบาลีมาเป็นภาษาไทยอีกทอดหนึ่ง ทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆคือพระสงฆ์ผู้มีความรู้ทางภาษาบาลี  แต่ในยุคปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ภาษาได้รับการแปลจากภาษาหนึ่งเป็นภาษาหนึ่งเพียงชั่วพริบตาตาเดียว ดังเช่นโปรแกรมแปลภาษาทางอินเทอร์เน็ตก็ง่ายและสะดวกขึ้น ภาษาบาลีก็ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆจำนวนมาก แต่ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนามีความจำเป็นต้องรู้ภาษาลบาลีีบ้าง  จึงได้นำการศึกษาภาษาบาลีมานำเสนอในเบื้องต้น เรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารการสอนนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รายวิชา "ภาษาบาลีเพื่อการศึกษาค้นคว้าพระพุทธศาสนา" ซึ่งจะได้เผยแผ่เป็นตอนๆไป 


บทที่ ๑
ประวัติและวิวัฒนาการของภาษาบาลี
โดยพระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
*********

 

 

              ภาษามคธ หรือที่นิยมเรียกกันในประเทศไทยว่า “ภาษาบาลี” เป็นภาษาที่บันทึกหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาบาลีในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ภาษาบาลีไม่มีตัวอักษรจึงยากที่จะศึกษา เมื่อไปอยู่ในภาษาใดก็ใช้ภาษานั้น ดังนั้นการศึกษาประวัติและวิวัฒนาการของภาษาบาลีในบทนี้ จึงเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น หากนักศึกษาต้องการศึกษาอย่างละเอียดต้องศึกษาวิชาวรรณคดีบาลี ดังนั้นในบทนี้จึงนำเสนอโดยสังเขป

การศึกษาพุทธวจนะ 
              การศึกษาในพระพุทธศาสนานั้นมีหลายระดับ จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดคือการหลุดพ้นนั่นคือนิพพาน แต่การที่จะหลุดพ้นนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล บางคนเพียงได้ฟังการแสดงธรรมเพียงครั้งเดียวก็บรรลุทันที แต่บางคนอาจต้องใช้เวลายาวนานหลายกัปป์จึงจะบรรลุได้ หลักคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นนอกจากจะเรียกว่าพระธรรมวินัยแล้วงมีคำเรียกว่าพระสัทธรรม 
              สัทธรรมหมายถึงธรรมอันดี, ธรรมที่แท้, ธรรมของสัตบุรุษ, หลักหรือแก่นศาสนา นั่นก็คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้กำหนดสิ่งที่จะต้องศึกษาไว้ ๓ ประการคือ
              ๑. ปริยัตติสัทธรรม หมายถึงสัทธรรมคือคำสั่งสอนจะต้องเล่าเรียน ได้แก่พุทธพจน์ เป็นการศึกษาทางทฤษฎีคือ การศึกษาพระธรรมวินัยให้มีความรู้เป็นพื้นฐานโดยแจ่มแจ้งเสียก่อนว่า คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอะไรบ้าง ถ้าจะนำมาปฏิบัติจะทำอย่างไร และเมื่อปฏิบัติแล้วจะได้ผลอย่างไร
              ๒. ปฏิปัตติสัทธรรม คือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ อัฏฐังคิกมรรค หรือไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือการนำเอาพระธรรมวินัยมาปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ 
              ๓. ปฏิเวธสัทธรรม คือสัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และนิพพาน เป็นขั้นที่แสดงถึงผลของการปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  มหามกุฏราชวิทยาลัย,อรรถกถาวินัย มหาวิภังค์,เล่ม ๑ ภาค ๑,(กรุงเทพฯ:,มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๒๕), หน้า ๗๔๐.
ผู้ศึกษาพระปริยัติธรรมนี้ ส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุสามเณรผู้มีศรัทธาที่ได้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา บุคคลที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้วมีภารกิจที่ต้องทำสองประการ คือประการแรกได้แก่คันถธุระ การศึกษาพระธรรมวินัยซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ การศึกษาชนิดนี้เน้นภาคทฤษฎี และประการที่สองคือวิปัสสนาธุระ การเรียนพระกรรมฐานโดยเน้นลงไปที่การปฏิบัติทางกายวาจาและใจ
              สำหรับการศึกษาที่เรียกว่า “คันถธุระ” นั้นในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนสาวกเป็นประจำทุกวัน ดังที่ปรากฏในพุทธกิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเป็นประจำในแต่ละวัน มี ๕ อย่าง คือ ๑. ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต  ๒. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ เวลาเย็นทรงแสดงธรรม  ๓. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ เวลาค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ ๔. อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ  เที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา ๕. ปจฺจุสฺเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ จวนสว่าง ทรงตรวจพิจารณาสัตว์ที่สามารถและที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม่ (มหามกุฏราชวิทยาลัย,อรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค,(กรุงเทพฯ:,มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๒๕),หน้า ๑๔๗)
              พระเทพดิลกกล่าวอ้างไว้ว่า “การบำเพ็ญพุทธกิจทั้งห้าประการของพระพุทธเจ้าเป็นการบำเพ็ญโลกกัตถจริยาที่ยอดเยี่ยม (พระเทพดิลก(ระแบบ ฐิตญาโณ), ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา,พิมพ์ครั้งที่ ๕,(กรุงเทพฯ:มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๒),หน้า ๔๗)
              การแสดงพระธรรมเทศนา คำสั่งสอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดงด้วยพระโอฏฐ์ ตามที่พระองค์จะทรงโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาแก่พุทธบริษัทตามสมควรแก่ฐานะ  ผู้ที่ฟังมีทั้งพระภิกษุสงฆ์และคฤหัสถ์ สำหรับพระภิกษุสงฆ์นั้น เมื่อได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วก็นำมาถ่ายทอดแก่สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกต่อกันไป เนื่องจากในกลุ่มผู้ฟังนั้นมีหลายเชื้อชาติ หลายภาษา พระพุทธองค์ทรงใช้ภาษาอะไรในการแสดงธรรม จึงเป็นปัญหาที่นักปราชญ์ทั้งหลายถกเถียงกันมาโดยตลอด
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมด้วยภาษาอะไร
              การศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เรียกว่าคันถธุระหรือการศึกษาพระปริยัติธรรมซึ่งมี ๙ ประการ เรียกว่า “นวังคสัตถุศาสน์” แปลว่า คำสอนของพระศาสดามีองค์เก้า ซึ่งได้แก่ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม และเวทัลละ พระปริยัติธรรม หรือ นวังคสัตถุศาสน์นี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยภาษาบาลี  แต่ทว่าภาษาบาลีคือภาษาอะไรกันแน่

ภาษาบาลีคืออะไร
              ในสมัยพุทธกาลบรรดาสาวกผู้เข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนานั้นมีหลายวรรณะทั้งกษัตริย์ พราหมณ์  แพศย์  ศูทร และมาจากหลายเมือง ซึ่งแต่เมืองคงจะมีภาษาพูดของตนเอง เนื่องพระพุทธเจ้าเป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาคือฉลาดในภาษา ดังนั้นคงต้องใช้หลายภาษาในการแสดงพระธรรมเทศนาดังนี้มีผู้กล่าวไว้ว่า “สมัยพุทธกาล  ภาษาต่างๆที่พระพุทธองค์ทรงใช้ประกาศพระศาสนาแสดงธรรมสั่งสอนประชาชนนั้นมีมากภาษาทั้งประเภทภาษาปรากฤต ทั้งประเภทภาษาสันสกฤต แต่ก็เป็นเครือของภาษาอริยกะทั้งนั้น ส่วนมากก็เป็นประเภทภาษาปรากฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษามคธที่เป็นภาษาสามัญซึ่งชาวบ้านชาวเมืองเขาใช้พูดกันทั่วๆไปในท้องถิ่นอันอยู่ในอิทธิพลของภาษามคธที่เรียกว่าอสุทธมาคธี  ส่วนน้อยก็เป็นประเภทภาษาสันสกฤตคือภาษาปรากฤตที่ปรับปรุงดีแล้ว คำสั่งสอนในสมัยพุทธกาลนั้น ก็หาเรียกว่าบาลีไม่ เพราะพระพุทธองค์กำลังสั่งสอนอยู่ คำสั่งสอนครั้งนั้นเป็นแต่ตรัสเรียกรวมๆว่าธรรมซึ่งทรงระบุไว้ ๙ ลักษณะเรียกว่านวังคสัตถุศาสน์  (โปร่ง  ชื่นใจ น.ท.,พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาอะไรแสดงพระธรรมเทศนา,พิมพ์ครั้งที่ ๒,(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๒),หน้า ๒๑)
              ประเทศอินเดียมีภาษาหลักอยู่ ๒ ตระกูล คือ ภาษาปรากฤต และ ภาษาสันสกฤต ในภาษาปรากฤตแบ่งย่อยออกเป็น ๖ ภาษา คือ
    
              ๑.ภาษามาคธี ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ในแคว้นมคธ 
    
              ๒.ภาษามหาราษฎรี ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ในแคว้นมหาราษฎร์ 
    
              ๓.ภาษาอรรถมาคธี ภาษากึ่งมาคธี เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาษาอารษปรากฤต 
    
              ๔.ภาษาเศารนี ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ในแคว้นศูรเสน
    
              ๕.ภาษาไปศาจี ภาษีปีศาจ หรือภาษาชั้นต่ำ และ
    
              ๖. ภาษาอปภรังศ ภาษาปรากฤตรุ่นหลังที่ไวยากรณ์ได้เปลี่ยนไปเกือบหมดแล้ว
              ภาษามาคธี หรือ ภาษามคธ เป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าทรงใช้สั่งสอนประชาชน ครั้นต่อมาพระพุทธศาสนาได้มาเจริญแพร่หลายที่ประเทศศรีลังกา ภาษามาคธีได้ถูกนักปราชญ์แก้ไขดัดแปลงรูปแบบไวยากรณ์ให้กระทัดรัดยิ่งขึ้นจึงมีชื่อใหม่ว่า “ปาลี” หรือ ภาษาบาลี เป็นภาษาจารึกพระไตรปิฏกดังที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน
คำว่า บาลี มาจากคำว่า ปาลี ซึ่งวิเคราะห์มาจาก ปาล ธาตุ ในความรักษา ลง ณี ปัจจัย ๆ ที่เนื่องด้วย ณ ลบ ณ ทิ้งเสีย มีรูปวิเคราะห์ว่า พุทธวจนํ ปาเลตีติ ปาลี(ภาสา) แปลโดยพยัญชนะว่า ภาษาใดย่อมรักษาไว้ซึ่งพระพุทธวจนะ เพราะเหตุนั้น ภาษานั้นชื่อว่า ปาลี แปลโดยอรรถว่า ภาษาที่รักษาไว้ซึ่งพระพุทธวจนะ พระมหาฉลาด  ปริญฺาโณ,คู่มือการเรียนบาลีไวยากรณ์,(กรุงเทพฯ: เลี่ยงเชียง,๒๕๓๐),หน้า ๒.
  
ประวัติภาษาบาลีโดยสังเขป
              ภาษาบาลี (Pali จากศัพท์ภาษาเดิมว่า Pāli)  เป็นภาษาของอินเดียฝ่ายเหนือในสมัยราวคริสต์ศตวรรษที่ ๗-๖ ก่อนคริสต์กาล อยู่ในตระกูลอินโดยุโรเปียน (Indo-European) และอยู่ในกลุ่มอินโดอารยัน (Indo-Aryan) เช่นเดียวกับภาษาสันสกฤต  นักปราชญ์ทางภาษาส่วนใหญ่จัดเข้าอยู่ในกลุ่มอินโดอารยันหรืออินดิกสมัยกลาง (Middle Indo-Aryan หรือ Middle Indic)  แต่ผู้ที่ค้านว่าไม่ใช่ เป็นภาษาสมัยใหม่กว่านั้นก็มี  เป็นภาษาปรากฤต (ภาษาถิ่นในอินเดียสมัยนั้น) ภาษาหนึ่ง  ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถชี้ขาดลงไปได้ว่าเป็นภาษาของถิ่นใดกันแน่และมีต้นกำเนิดมาจากภาษาอะไร อย่างไร แต่ส่วนใหญ่ลงมติกันว่าเป็นภาษาอินดิกสมัยกลางรุ่นเก่ากว่าภาษาปรากฤตอื่น ๆ โดยดูจากรูปภาษา ภาษาบาลีใช้กันแพร่หลายในฐานะภาษาที่ใช้เขียนคัมภีร์พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท
              ความหมายของคำว่า Pāli โดยปรกติแปลกันว่า แถว แนว ขอบเขต เป็นต้น    ผู้นับถือพุทธศาสนาส่วนใหญ่เชื่อว่า บาลี คือภาษาของชาวมคธ ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ทางใต้ของแคว้นพิหารปัจจุบัน  เพราะพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธนาน คงจะใช้ภาษามคธในการเผยแพร่พุทธศาสนา  ความเชื่อนี้แพร่หลายมากโดยเฉพาะในเมืองไทยสมัยก่อน จะเห็นได้จากพจนานุกรมหรือปทานุกรมรุ่นเก่าที่มักย่อชื่อภาษาบาลีว่า ม. อันหมายถึง มคธ  คำว่า ภาษามคธ นี้เป็นชื่อที่เรียกกันในเมืองไทยเท่านั้น ศัพท์เฉพาะที่เป็นชื่อภาษาของชาวมคธคือคำว่า มาคธี (Māgadhī)
              แต่ก็มีผู้แย้งว่า ลักษณะของภาษามาคธีต่างกันบาลีหลายประการ  จึงไม่น่าจะเป็นภาษาเดียวกัน  เช่น
                            ๑.    ใช้เสียง ś  (ตาลุชะ)  ในที่ที่ภาษาบาลีใช้เสียง s (ทันตชะ)  ทั้งนี้เพราะภาษามาคธีมีเสียงอุสุมเสียงเดียว คือ เสียงอุสุมชนิดตาลุชะ (palatal ś) ไม่ใช่เสียงอุสุมชนิดทันตชะ (dental s) เหมือนบาลี
                            ๒.    เสียง r ที่บาลีมี มาคธีไม่มี ใช้เสียง I แทน
                            ๓.    เสียงท้ายคำนาม a การันต์วิภัตติ์ที่ ๑ เอกพจน์ที่บาลีเป็น o มาคธีเป็น e
                            ๔.    เสียง y ระหว่างสระ (intervocalic ya) บางครั้งก็หายไป บางครั้งก็เปลี่ยนเป็นเสียง j ไม่คงเดิมตลอดเหมือนบาลี    นักปราชญ์ผู้ให้เหตุผลนี้ที่สำคัญมีอยู่สองคนคือ               บุร์นุฟ (Burnouf) และลาสเลน (Lassen)  (พระมหาเสฐียรพงษ์ ปุณณวณฺโณ, โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์,(พระนคร: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชช,๒๕๑๔), หน้า ๘)
              แต่เหตุผลดังกล่าวก็มีผู้แย้งว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะพระพุทธเจ้าเป็นชาวแคว้นโกศล  มิใช่แคว้นมคธ สำเนียงพูดย่อมเพี้ยนจากคนท้องถิ่นนั้นไปบ้างไม่มากก็น้อย เรียกว่าเป็นการพูดภาษามคธแบบชาวโกศล  อีกประการหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสว่า ไม่ควรยึดมั่นในภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่ง เมื่อเสด็จไปสอนที่ใดก็คงจะทรงใช้ภาษาถิ่นนั้น ภาษาจึงอาจเกิดการปะปนกัน ประกอบกับการใช้ศัพท์เฉพาะที่แปลกออกไป ภาษามาคธีที่พระพุทธเจ้าตรัสจึงไม่ควรจะใช่ภาษามาคธีบริสุทธิ์ที่ชาวมคธใช้พูดกัน เพราะได้รับอิทธิพลมาจาภาษาอื่น
              เหตุผลอีกข้อหนึ่งก็คือ เรารู้จักลักษณะภาษามาคธีอย่างที่เป็นอยู่นี้จากบทละครสันสกฤต ซึ่งเขียนขึ้นหลังสมัยพุทธกาลเป็นเวลานาน ไม่มีใครรู้ว่าในสมัยพุทธกาลภาษาภาษามาคธีมีลักษณะอย่างไร อาจคล้ายคลึงกับภาษาบาลีมากก็ได้ แล้วจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะหลัง ภาษาบาลีเองก็เป็นภาษาที่ถ่ายทอดกันมาโดยมุขปาฐ (Oral Tradition) กว่าจะได้จารึกเป็นหลักฐานก็เป็นภาษาตาย ไม่มีใครใช้พูดกันแล้ว ในขณะที่ภาษามาคธีซึ่งยังไม่ตายได้วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงรูปไปเรื่อย ๆ จนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นภาษาเดียวกัน
              นักปราชญ์บางคน  เช่น  เวสเตอร์การ์ด (Westergard) คูห์น (E. Kuhn) และ ฟรังเก (R.O. Franke) อ้างหลักฐานจากศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกว่า พระมหินทรเถระ โอรสพระเจ้าอโศก ผู้เดินทางไปเผยแพร่พุทธศาสนายังลังกาทวีป ได้ใช้ภาษาของพระองค์ซึ่งมีลักษณะคล้ายภาษาบาลี เมื่อลังการับคำสอนทางพุทธศาสนาจึงรับภาษานั้นมาใช้ด้วย และภาษานี้เองที่ได้วิวัฒนาการมาเป็นภาษาบาลีที่เรารู้จักกัน
              นักปราชญ์กลุ่มนี้สันนิษฐานว่าต้นกำเนิดของภาษาบาลีน่าจะอยู่บริเวณที่เรารู้จักกัน นักปราชญ์กลุ่มนี้สันนิษฐานว่าต้นกำเนิดของภาษาบาลีน่าจะอยู่บริเวณตั้งแต่ใจกลางของประเทศอินเดียจนจดเทือกเขาหิมาลัยตะวันตก ใกล้เคียงกับบริเวณกรุงอุชเชนี เพราะพระมหินทรเถระเป็นชาวอุชเชนี แต่ข้อเสนอดังกล่าว โอลเดนแบร์ก (Oldenberg) ไม่เห็นด้วย ทั้งข้อที่ว่า พระมหินทรเถระเป็นชาวอุชเชนี และข้อที่ว่าได้เสด็จไปสืบศาสนาที่ลังกา (เสนาะ  ผดุงฉัตร,ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณคดีบาลี,(กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๒),หน้า ๖๗)
              ผู้รู้บางกลุ่มไม่บอกประวัติของภาษาว่ามีกำเนิดแต่ไหน เพียงแต่แปลคำว่า Pāli ว่ามาจาก Pāla แปลว่า คุ้มครอง รักษา หมายถึง เป็นภาษาที่คุ้มครองรักษาพุทธศาสนาไว้ให้ยืนยงต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้
              บางคนก็เชื่อว่าภาษาบาลีอาจเป็นภาษาที่พระพุทธองค์ทรงประดิษฐ์ขึ้น (artificial language) เพื่อใช้เป็นภาษากลางในการเผยแพร่พุทธศาสนา เพราะไม่ต้องการเลือกที่รักมักที่ชังด้วยการใช้ภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่ง แต่ได้ดัดแลปงให้ออกเสียงง่ายและสะดวกกว่าสันสกฤต รูปคำหลายรูปคลายความซับซ้อนลง และไม่เหมือนภาษาถิ่นใด อาจเป็นการรวมและหลอมออกมาใหม่แล้วตั้งชื่อใหม่ก็เป็นได้
              ข้อที่ควรสังเกตก็คือ  ภาษาบาลีเดิมไม่ได้ชื่อนี้  ไม่มีใครทราบว่าชื่ออะไร คำว่า Pāli เดิมเป็นคำที่ใช้เรียกคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ชื่อภาษา เช่น ในสำนวนว่า "ในพระบาลี" ภาษานี้ได้ชื่อว่า Pāli หรือบาลี เพราะใช้ถ่ายทอดพระไตรปิฎก เช่นเดียวกับภาษาพระเวทซึ่งไม่มีใครทราบว่าชื่ออะไร เรียกกันทั่วไปว่าภาษาพระเวทเพราะใช้บันทึกคัมภีร์พระเวท
              ภาษาบาลีนั้น มติของนักปราชญ์ทั้งตะวันตก ตะวันออก เห็นขัดแย้งกันไปหมด บ้างว่า เป็นภาษาชาวโกศลพูด เพราะพระผู้มีพระภาคเป็นชาวแคว้นโกศล ในธรรมเจติยสูตร พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระศาสดาว่า พระผู้มีพระภาคเป็นชาวโกศล แม้หม่อมฉันก็เป็นชาวโกศล เพราะฉะนั้น พระองค์จะต้องใช้ภาษาชาติภูมิของพระองค์ ในการประกาศพระศาสนา
                            ๑. บางท่านก็เห็นว่า บาลีเป็นภาษาอวันตีโบราณ เพราะพระมหินทร์ เป็นชาวเวทิสาคีรีในอวันตี นำเอาภาษานี้ไปลังกา
                            ๒. บางมติก็ว่า เป็นภาษาอินเดียภาคใต้
                            ๓. แต่มติส่วนใหญ่ยืนยันว่า เป็นภาษามคธโบราณที่ เรียกว่า "มาคธี" จัดอยู่ในสกุลภาษาปรากฤต เมื่อสรุปมติต่างๆ เหล่านี้ เราได้สาระที่น่าเชื่ออยู่ข้อหนึ่งคือ ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกนั้นเป็นภาษามคธอย่างแน่แท้ คำว่า "บาลี" นอกจากจะหมายถึงภาษาอันมีระเบียบแบบแผน คำนี้ยังเลือนมาจากคำว่า "ปาฏลี" ซึ่งหมายถึงเมืองปาฏลีบุตรนั่นเอง เพราะฉะนั้นภาษาบาลีก็คือ ภาษาปาฏลีบุตร อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธต่อจากกรุงราชคฤห์
              แต่เหตุใดภาษาบาลีจึงสูญไปจากอินเดีย นั่นก็เพราะเมื่อแคว้นมคธเสื่อมอำนาจลง ภาษาอื่นได้ไหลเข้ามาแทนที่ ภาษาดั้งเดิมค่อยๆ สลายตัวเอง โดยราษฎรหันไปนิยมพูดภาษาผู้มาปกครอง ความจริงพระศาสดามิได้ผูกขาดภาษาใดภาษาหนึ่งในการแสดงธรรม พระองค์เองตรัสภาษาท้องถิ่นต่างๆ
ของอินเดียได้ ทรงแสดงธรรมด้วยหลายภาษา ทรงอนุญาตให้เรียนพุทธพจน์ด้วยภาษาท้องถิ่นได้ ครั้งหนึ่งมีภิกษุพี่น้องสกุลพราหมณ์ ทูลขอพุทธานุญาต ยกพุทธพจน์ขึ้นสู่ภาษาเดียวเช่นกับภาษาในพระเวททรงติเตียน แต่เหตุไฉนปฐมสังคายนาจึงใช้แต่ภาษาบาลีภาษาเดียวขึ้นสู่สังคีติเล่า เหตุผลมีดังนี้คือ
         ๑)  การประชุมสังคายนา ต้องการความสามัคคี ความเป็นระเบียบ ถ้าปล่อยให้ผู้ประชุม ต่างรูปต่างใช้ภาษาท้องถิ่นของตนๆที่ประชุมก็ไม่เป็นอันประชุม ไม่เป็นระเบียบ
         ๒)  ภาษาบาลี เป็นภาษาชาวมคธ การประชุมก็ทำกันในมคธย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ต้องเลือกภาษานี้
         ๓)  พระอรหันต์ ผู้เข้าประชุม เข้าใจว่าส่วนใหญ่เป็นชาวมคธหรือชาวเมืองอื่นที่ขึ้นอยู่กับมคธ
         ๔)  มคธในครั้งนั้น เป็นมหาอำนาจชั้นหนึ่งในอินเดีย มีเมืองขึ้น เช่น โกศล วัชชี กาสี จัมปา ภาษามคธจึงเป็นภาษาที่มีอิทธิพลในยุคนั้น  (เสถียร  โพธินันทะ,ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา,พิมพ์ครั้งที่ ๔,(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๓), หน้า ๗๑)
               อย่างไรก็ตามคณะสงฆ์อื่นๆ ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นไม่ใช่มคธรองรับพุทธพจน์ก็ยังมีอีกมากกว่ามาก นั่นคือเหตุผลที่ใช้ภาษาบาลีในการบันทึกหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาท

อักษรที่ใช้เขียนภาษาบาลี

              เนื่องจากภาษาบาลีไม่มีตัวอักษร มีแต่เสียงเมื่อไปอยู่ในภาษาใดจึงใช้ตัวอักษรในภาษานั้นเขียนเช่นอักษรไทย พราหมี,เทวนาครี, สีหล, พม่า, มอญ,ขอม,ลาว โรมัน เป็นต้น (ฉลาด บุญลอย,ประวัติวรรณคดีบาลีตอน ๑,(พระนคร:มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๕), หน้า ๒๓)
              ภาษาบาลีไม่มีตัวอักษรของตนเอง เรียกว่าเป็นภาษาพูดที่ถ่ายทอดกันมาโดยการท่องจำโดยแท้ ใช้ในถิ่นใดก็ใช้อักษรของถิ่นนั้นถ่ายเสียง เช่น ไทยก็ใช้อักษรไทย ลาวใช้อักษรธรรม เขมรใช้อักษรขอม (ส่วนใหญ่เป็นขอมบรรจง) ในซีกโลกตะวันตกใช้อักษรโรมัน ถ้าอักษรภาษาใดถ่ายเสียงได้ไม่ครบ เสียงก็จะเปลี่ยนไป และในปัจจุบัน  อักษรโรมันก็เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในการศึกษาภาษาบาลีเช่นเดียวกับภาษาสันสกฤต ตามเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกทั้งเพื่อให้สะดวกในการเปรียบเทียบเสียงระหว่างภาษา ตามหลักภาษาศาสตร์ด้วยและเมื่อถ่ายเสียงด้วยอักษรตัวโรมัน ก็จะใช้ชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า P
              นักปราชญ์บางท่านยืนยันว่า ภาษาปาลิหรือบาลีนั้นหมายถึงภาษาท้องถิ่นของชาวมคธ มีลักษณะมีลักษณะที่สำคัญคือ(๑) ภาษาบาลีเป็นอุตตมภาษาคือภาษาชั้นสูง (๒) ภาษามคธเป็นมูลภาษาคือภาษาดั้งเดิมสมัยแรกตั้งปฐมกัป (พระเทพเมธาจารย์ (เช้า ฐิตปุญฺโ),แบบเรียนวรณคดีประเภทคัมภีร์บาลีไวยากรณ์,(พระนคร: โรงพิมพ์ประยูรวงศ์,๒๕๐๔), หน้า ๑๙)  

Go to top