Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 4 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

      เข้าพรรษาได้หลายวันแล้วไม่ค่อยได้เดินทางไปไหน นอกจากไปทำงานตามปรกติที่ศาลายา นครปฐม ออกเดินทางเที่ยงวันกลับถึงวัดประมาณหนึ่งทุ่มหรือสองทุ่ม ขึ้นอยู่กับสภาพของการจราจรในกรุงเทพมหานครที่คาดเดาอะไรล่วงหน้าไม่ค่อยได้ ยิ่งวันไหนที่มีฝนตกอาจจะต้องเสียเวลาในการเดินทางออกไปอีก การดำเนินชีวิตเป็นไปดั่งนี้มานาน แม้จะลำบากทางกายแต่จิตใจก็ยังคงพอมีความสุขตามสมควรแก่ฐานานุรูป

      หากพระภิกษุมีกิจอะไรที่จะต้องทำให้ออกเดินทางไกลไปต่างจังหวัด ตามพระวินัยบัญญัติเรียกว่า “สัตตาหกรณียะ” มาจากคำสองคำคือ “สตฺตาห”  และ “กรณีย” คำว่า  “สตฺตาห” ภาษาบาลี คำนามนปุงสกลิงค์(ไม่หญิงไม่ชาย) แปลว่า “เจ็ดวัน” คำว่า “กรณีย” คำนามนปุงสกลิงค์(ไม่หญิงไม่ชาย)  แปลว่ากิจที่ควรทำ สิ่งที่ควรทำ ข้อผูกพัน หน้าที่ หากเป็นคำคุณนามจะแปลว่า “ควรทำ พึงทำ” เมื่อนำมารวมกันจึงได้คำว่า “สัตตาหกรณียะ” หมายถึงกิจที่เป็นสาเหตุให้สามารถค้างคืนนอกอาวาสที่อธิษฐานจำพรรษาได้เจ็ดวัน ดังที่แสดงไว้ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค (4/210/236) คือ
             1. สหธรรมิกหรือมารดาบิดาเจ็บไข้  รู้เข้า  ไปเพื่อรักษาพยาบาลก็ได้
             2. สหธรรมิกกระสันจะสึก  รู้เข้า  ไปเพื่อระงับก็ได้
             3. มีกิจสงฆ์เกิดขึ้น  เป็นต้นว่า  วิหารชำรุดลงในเวลานั้น  ไปเพื่อหาเครื่องทัพพสัมภาระมาปฏิสังขรณ์
             4. ทายกต้องการจะบำเพ็ญกุศล  ส่งมานิมนต์  ไปเพื่อบำรุงศรัทธาของเขา  

      หากเป็นกิจอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้นอกสี่ประการนี้ ที่เป็นกิจลักษณะอื่นเกิดขึ้น ให้อนุโลมตามนี้  สามารถเดินทางไปค้างคืนในอารามอื่นได้เหมือนกัน แต่หากไม่จำเป็นจริงๆก็ต้องรักษาสัตยาธิษฐานที่ตั้งจิตเจตนาไว้ให้มั่นคงแน่วแน่ ไม่มีเหตุไม่ควรไป แต่ถ้ามีเหตุแล้วไม่ไปก็ดูจะเป็นผู้ที่ไร้น้ำใจมากเกินไป มิตรแท้มักจะเกิดขึ้นในยามที่เพื่อนตกทุกข์ได้ยาก ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไมตรีไว้ได้นาน
      ในช่วงเข้าพรรษาพระภิกษุจึงมีเวลาในการอบรมจิตพัฒนาจิตให้เจริญขึ้น สร้างสมบ่มปัญญาบารมี ศึกษาหาความรู้ตามสมควร

      ในส่วนของฆราวาสก็ต้องทำหน้าหน้าที่ทำมาหาเลี้ยงชีพ ทำบุญกุศลไว้เพื่อจะได้เป็นเสบียงเดินทางไปในภพหน้า การที่จะทำให้ได้ปัญญา ได้ทรัพย์ ได้ชื่อเสียงนั้น ครั้งหนึ่งอาฬวกยักษ์ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าดังที่ปรากฎในอาฬวกสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค(15/844-845/258) ความว่า “คนได้ปัญญาอย่างไรหนอ ทำอย่างไรจึงจะหาทรัพย์ได้ คนได้ชื่อเสียงอย่างไรหนอ ทำอย่างไรจึงจะผูกมิตรไว้ได้ คนละโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศก”
      พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์ เพื่อบรรลุนิพพาน ฟังอยู่ด้วยดีย่อมได้ปัญญา เป็นผู้ไม่ประมาท มีวิจาร คนทำเหมาะเจาะไม่ทอดธุระเป็นผู้หมั่น ย่อมหาทรัพย์ได้  คนย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้ บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา มีธรรมสี่ประการนี้คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก เชิญท่านถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นดูซิว่าในโลกนี้มีอะไรยิ่งไปกว่าสัจจะ ทมะ จาคะและขันติ”
      สุภาษิตบางอย่างพุทธศาสนิกชนคงพอระลึกได้เช่น “ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา  สุสฺสูสํ  ลภเต ปญญํ” หรือ “ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้  ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ” และที่เรียกว่าฆราวาสธรรมที่มักจะคุ้นกับคำว่า “สัจจะ ทมะ ขันติ  จาคะ” แต่ในอาฬวกสูตรแสดงไว้สองชุดคือ “สัจจะ ธรรมะ ธิติ  จาคะ” และ “สัจจะ ทมะ จาคะและขันติ” ที่แตกต่างกันมีสองแห่ง “ธรรมะ” และ “ทมะ” และคำว่า “ธิติ” กับ “ขันติ”
      คำว่า “ทม” เป็นคำนามปุงลิงค์(เพศชาย) แปลว่า การฝึก การข่ม การทรมาน การควบคุมใจตนเอง การบังคับใจตนเอง
      คำว่า “ธิติ” เป็นคำนามอิตถีลิงค์(เพศหญิง) แปลว่า ความทรงไว้ ความตั้งมั่น ความมั่นคง ความตั้งใจแน่วแน่ ความเพียร ความพยายาม พลังงาน ปัญญา

      หากจะดูจากภาษาบาลีก็จะเป็นคำประพันธ์ดังนี้
            สทฺทหาโน อรหตํ             ธมฺมํ นิพฺพานปตฺติยา  
            ฆตฺวาวคฺคสฺส วิตฺตสุตฺเต    กถํชีวีติ ... ปฺาชีวีติ ทิสฺสนฺติ ฯ  
            สุสฺสูสํ  ลภเต ปญญฺํ        อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ                  
            ปฏิรูปการี ธุรวา                อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ  
            สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ         ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ 
            ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา         สทฺธสฺส ฆรเมสิโน  
            สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค         ส เว เปจฺจ น โสจติ  
            อิงฺฆ อญเญปิ ปุจฺฉสฺสุ        ปุถู สมณพฺราหฺมเณ  
            ยทิ สจฺจา ทมา จาคา         ขนฺตฺยา ภิยฺโยธ วิชฺชตีติ ฯ 

      ในอาฬวกสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต (25/311/ 331)  มีคำแปลที่ต่างกันในตอนท้าย โปรดพิจารณาดังนี้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบอาฬวกยักษ์ด้วยคาถาว่า “บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์ทั้งหลาย เพื่อบรรลุนิพพานเป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาเป็นเครื่องสอดส่อง ฟังอยู่ด้วยดีย่อมได้ปัญญา บุคคลผู้มีธุระ กระทำสมควร มีความหมั่นย่อมหาทรัพย์ได้ บุคคลย่อมได้ชื่อเสียงด้วยสัจจะ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้ ผู้ใดมีศรัทธาอยู่ครองเรือน มีธรรมสี่ประการนี้ คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ ผู้นั้นแลละจากโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก ถ้าว่าเหตุแห่งการได้ชื่อเสียงยิ่งไปกว่าสัจจะก็ดี เหตุแห่งการได้ปัญญายิ่งไปกว่าทมะก็ดี เหตุแห่งการผูกมิตรยิ่งไปกว่าจาคะก็ดี เหตุแห่งการหาทรัพย์ได้ยิ่งไปกว่าขันติก็ดี มีอยู่ในโลกนี้ไซร้ เชิญท่านถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากแม้เหล่าอื่นดูเถิด”


 

      ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้วยังจำเหตุการณ์ที่พุทธคยาได้ดี ก่อนเที่ยงวันหนึ่งที่พุทธคยาหลังจากที่ให้ทานแก่ชายชราขอทานคนหนึ่ง ขณะที่กำลังนั่งฉันน้ำชาก็มีโยมคนหนึ่งนำไอครีมมาถวาย กำลังพิจารณาว่าจะฉันดีหรือไม่ เพราะหากไม่พิจารณาอาจจะทำให้ท้องเสียได้ เด็กคนหนึ่งยืนมองด้วยสายตาที่เหมือนกำลังจะบอกว่าให้ผมเถอะผมกำลังหิว จึงยื่นไอครีมถ้วยนั้นให้ไป เด็กคนนั้นรับประทานไอครีมอย่างเอร็ดอร่อยมีความสุข หันไปดูชายชราขอทานที่เมื่อได้เงินแล้วก็ทำหน้าที่ขอทานต่อไป ชายขอทานอีกคนเดินเข้ามาขอแบ่งเงินดื้อๆ คล้ายๆกับเป็นผู้ดูแลเหล่าขอทาน  ชายคนนั้นเดินผ่านเด็กที่กำลังรับประทานไอครีมซึ่งพร่องไปครึ่งหนึ่งแล้ว เขาแย่งไอศกรีมจากเด็กคนนั้นหน้าตาเฉย 

     ชายคนนั้นเดินผ่านมองมาที่พระกำลังฉันน้ำชา หยิบย่ามของผู้เขียนที่วางอยู่บนโต๊ะวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว อย่างนี้เรียกว่าปล้นต่อหน้าต่อตา  เด็กคนที่พึ่งถูกแย่งไอครีมรีบวิ่งตามทันที ตอนนั้นคิดว่าคงไม่ได้คืนแล้ว สละให้เขาไป เราอาจจะเคยผูกกรรมจองเวรกันมาในชาติก่อน ชาตินี้เจ้าหนี้คงตามมาทวงคืน

      วันนั้นเพราะเสียสละไอครีมถ้วยเดียวให้แก่เด็กพเนจร และสละบริจาคเงินอีกยี่สิบรูปให้ชายชราขอทาน จึงได้เพื่อนใหม่สองคนและช่วยไล่จับคนร้ายจนได้ย่ามคืน คนไม่ได้ดีหรือเลวเพียงเพราะดูจากการแต่งกาย บางทีคนเลวอาจจะอยู่ในเครื่องกายดี และคนดีอาจจะอยู่ในเสื้อผ้าที่สกปรกมอมแมมก็ได้


 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
27/07/56

Go to top