Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

         แม้ฝนจะตกติดต่อกันมาหลายวัน แต่อากาศก็ยังร้อนอบอ้าว วันนั้นวันพระได้รับมอบหมายให้เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาประจำวันธรรมสวนะ เดินอกจากพระอุโบสถ กำลังดูคนงานทำบ่อบำบัดน้ำเสียหน้าศาลาท่าน้ำ มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาแนะนำตัวเองว่าผมมีอาชีพเป็นช่างไม้ แต่ตอนนี้ผมตกงานไม่ค่อยมีใครจ้าง หลวงพ่อมีงานให้ผมทำไหมครับ ดูจากการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆมีเพียงเครื่องมือทำงานของช่างไม้เก่าๆ ท่าทางไม่น่าไว้วางใจ แต่คิดได้ว่าโต๊ะเก้าอี้ที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมชำรุดหลายตัว หากทำการซ่อมคงใช้งานได้อีกหลายปี จึงตกลงว่าจ้างชายพเนจรที่ไม่เคยรู้จักหัวนอนปลายตีนคนนั้นทำการซ่อมแซม

         ชายที่อ้างว่าเป็นช่างคนนั้นลงมือซ่อมโต๊ะเก้าอี้ไปเรื่อยๆ ปากก็ชวนสนทนา “หลวงพ่อครับมันต้องใช้เวลานานนะครับ”
         ได้โอกาสจึงเอ่ยถามว่า “ไปเรียนวิชาช่างมาจากไหน”
        “ผมไม่ได้เรียนจบจากโรงเรียนไหนหรอกครับ  เรียนมาจากวิทยาลัยบางขวางครับ หลวงพ่อไม่ต้องงงผมหมายถึงคุกบางขวาง ผมติดคุกอยู่หลายปีเลยได้วิชาความรู้ในการทำมาหากินติดตัวมาประเภทช่างนี่แหละครับ”

         ในตอนนั้นเริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว ชายคนนี้มีประวัติไม่ธรรมดา จึงถามว่า “ติดคุกคดีอะไร”
         เขาบอกว่า “คดีปล้นครับ ศาลติดสินจำคุกสิบปี ผมรับสารภาพศาลลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง เป็นนักโทษชั้นดีจึงได้รับการอภัยโทษ ผมติดจริงๆอยู่สองปีครับ พึ่งออกจากคุกมาได้ไม่นาน”
         จึงถามว่า “เรื่องมันเป็นอย่างไร หากไม่เป็นการก้าวก่ายในชีวิตเล่าให้ฟังบ้างได้หรือไม่”
         “ผมไม่อายหรอกครับ หลวงพ่อจะนำไปเป็นตัวอย่างในการเทศน์สอนชาวบ้านก็ได้นะครับ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น หากทำผิดพลาดไปชีวิตก็เป็นอันหมดอนาคตทันที”
         คนงานท่านนั้นถอนใจเหมือนกำลังย้อนนึกเรื่องราวในอดีตก่อนจะเริ่มต้นเล่าบางช่วงของชีวิตที่ผิดพลาดด้วยน้ำเสียงเนิบช้าว่า “ผมเป็นคนชนบทครับ พ่อแม่มีอาชีพทำนา ครอบครัวผมยากจนจึงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ผมเรียนชั้นประถมปีที่หกเท่านั้นก็ต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน ทำทุกอย่างตั้งแต่รับจ้างทั่วไป กรรมกรก่อสร้าง เด็กล้างจานที่ห้องอาหาร เป็นลูกเรือชาวประมงออกจับปลากลางทะเล มีเพื่อนมากชอบกินชอบเที่ยวไปเรื่อย พอทำงานได้เงินก็มักจะเที่ยวเตร่เฮฮาไปตามเรื่อง ช่วงนั้นผมพึ่งกลับจากทะเลกำลังใช้เงินอย่างเต็มที่ ตามธรรมดาของลูกเรือประมงพอทำงานหาเงินมาได้ก็มักจะเที่ยวจนสุดเหวี่ยง จากนั้นก็ลงเรือออกทะเลหาปลา ชีวิตเป็นไปดังนี้ เหมือนเรือที่ลอยล่องอยู่กลางทะเลลึก มองหาฝั่งไม่พบ จากเด็กกลายเป็นหนุ่มโดยไม่รู้ตัว”

       เขาถอนใจก่อนจะยกขวดน้ำขึ้นดื่ม ในขณะที่เล่าไปมือก็ทำงานไปด้วย ปากพูดแต่มือยังทำงานไม่ปล่อยให้เวลาว่าง  ก่อนจะเล่าต่อไปว่า “วันหนึ่งเพื่อนชวนไปดักจี้ชาวบ้าน ทรัพย์ที่ได้มาเช่นสร้อยคอทองคำ นาฬิกาก็นำไปขาย ได้เงินมาก็เที่ยวเตร่ พอเงินหมดก็เริ่มใหม่ และหนักขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งปล้นร้านทองก็ยังเคย แรกๆผมเป็นคนดูต้นทางได้เงินง่าย สบายกว่าออกเรือหาปลาอีก จากนั้นมาก็ก็เริ่มชำนาญปล้นมาหลายร้าน ครั้งสุดท้ายผมหนีไม่ทัน แต่เพื่อนผมหนีไปได้ ของกลางยังอยู่คามือเลยครับ ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธ จึงถูกจับกุมและยอมเข้าคุกแต่โดยดี”
         เพราะการคบเพื่อนเลวนี่แหละครับที่ทำให้ผมต้องขาดอิสรภาพ พระท่านสอนว่ายังไงนะครับ ผมได้ยินหลวงพ่อเทศน์เมื่อกี้ในโบสถ์ แต่ฟังไม่ค่อยถนัด “คบเพื่อนชั่วอะไรนี่แหละครับ”
         จึงบอกว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”
         “นั่นแหละครับใช่เลย ปัจจุบันนี้ผมเลิกหมดทุกอย่างแล้วครับ หันมาประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป แม้จะได้เงินน้อย แต่ก็ไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีใครมาทำร้าย กินได้นอนหลับสบายดีครับ” พูดจบเขายิ้มอย่างอารมณ์ดี “เสร็จไปตัวหนึ่งแล้ว ตอนนี้ใช้ได้แล้ว” จากนั้นก็เริ่มซ่อมเก้าอี้ตัวอื่นๆ วันนั้นช่างไม้พเนจรซ่อมไปหลายตัว

         ในวันธรรมสวนะครั้งหนึ่งได้แสดงธรรมเรื่องการเลือกคบเพื่อน ซึ่งมีสาระพอสรุปได้ดังนี้ “การคบเพื่อนหากเลือกคบคนดีก็จะแนะนำไปในทางดี แต่หากคบคนชั่วก็มักจะชักนำไปในทางเสื่อม ดังที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในสิงคาลกสูตร ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค (11/183/141) ความว่า  “ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร 6 ประการเหล่านี้คือ (1)นำให้เป็นนักเลงการพนัน (2) นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้ (3)นำให้เป็นนักเลงเหล้า (4) นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม (5)นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า(6) นำให้เป็นคนหัวไม้
         ในมงคลสูตรได้แสดงถึงการไม่คบคนพาล การคบหาบัณฑิต การบูชาผู้ที่ควรบูชาว่าเป็นมงคลอันสูงสุดดังที่แสดงไว้ในขุททกนิกาย ธรรมบท (25/6/3) ความว่า “การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต การบูชาบุคคลที่ควรบูชา นี้เป็นมงคลอันสูงสุด”  ในอรรถกถามงคลสูตรได้แสดงลักษณะของคนพาลและบัณฑิตไว้ว่า “ลักษณะคนพาล พึงทราบด้วยอำนาจทุจริตมีความคิดเรื่องที่คิดชั่วเป็นต้น คนพาลนั้นเมื่อคิดก็มักจะคิดในทางชั่ว เพราะอำนาจของอภิชฌา (การเพ่งเล็ง) พยาบาท (การปองร้าย) และมิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นผิด) เมื่อพูดก็จะพูดในทางชั่ว เมื่อทำก็มักจะทำกรรมชั่ว ด้วยสามารถกายทุจริตมีปาณาติบาตเป็นต้น ด้วยเหตุนั้นทุจริตทั้งหลายมีความคิดเรื่องที่คิดชั่วเป็นต้นของเขา ท่านจึงเรียกว่า พาลลักษณะ เพราะคนพาลเป็นเหตุอันบุคคลกำหนด คือรู้กันได้ เรียกว่าพาลนิมิต เพราะเป็นเหตุแห่งการหมายรู้คนพาล และเรียกว่าพาลาปทาน เพราะคนพาลประพฤติไม่ขาด

         คนพาลนั้นมีลักษณะและเครื่องหมายทำให้รู้ว่าเป็นคนพาล ดังที่แสดงไว้ในพาลบัณฑิตสูตร  มัชฌัชฌิมนิกาย อุปริปัณาสก์ (14/467/240) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลักษณะเครื่องหมาย เครื่องอ้าง ว่าเป็นพาลของคนพาลนี้มีสามอย่างคือคนพาลในโลกนี้มักคิดความคิดที่ชั่ว มักพูดคำพูดที่ชั่ว มักทำการทำที่ชั่ว  ถ้าคนพาลจักไม่เป็นผู้คิดความคิดที่ชั่ว พูดคำพูดที่ชั่ว และทำการทำที่ชั่ว บัณฑิตพวกไหนจะพึงรู้จักเขาได้ว่า ผู้นี้เป็นคนพาล เป็นอสัตบุรุษเพราะคนพาลมักคิดความคิดที่ชั่ว มักพูดคำพูดที่ชั่ว และมักทำการทำที่ชั่ว ฉะนั้นพวกบัณฑิตจึงรู้ได้ว่า นี่เป็นคนพาล เป็นอสัตบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแล ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสสามอย่างในปัจจุบัน”
         ส่วนบัณฑิตมีลักษณะดังที่แสดงไว้ดังต่อไปนี้  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลักษณะ เครื่องหมาย เครื่องอ้างว่าเป็นบัณฑิตของบัณฑิตนี้มีสาม อย่างคือบัณฑิตในโลกนี้มักคิดความคิดที่ดี มักพูดคำพูดที่ดี มักทำการทำที่ดี ถ้าบัณฑิตจักไม่เป็นผู้คิดความคิดที่ดี พูดคำพูดที่ดี และทำการทำที่ดี บัณฑิตพวกไหนจะพึงรู้จักเขาได้ว่าผู้นี้เป็นบัณฑิต เป็นสัตบุรุษ เพราะบัณฑิตมักคิดความคิดที่ดี มักพูดคำพูดที่ดี และมักทำการทำที่ดี ฉะนั้น พวกบัณฑิตจึงรู้ได้ว่า ผู้นี้เป็นบัณฑิตเป็นสัตบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตนั้นนั่นแลย่อมเสวยสุขโสมนัสสามอย่างในปัจจุบัน

         ตะวันพลบค่ำแสงแห่งสายัณหสมัยยังไม่จางหาย ช่างไม้พเนจรคนนั้นลับหายไปกับขอบฟ้าแห่งรัตติกาย  แต่เรื่องของเขายังวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึง “ผมเลวเพราะเพื่อน เสียคนเพราะเพื่อน” อยู่คนเดียวเงียบๆในใจก็ย้อนคิดถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ต้องติดคุกเพียงเพราะเชื่อเพื่อน ชื่อของเขามีนามสมมุติว่าสอน เพื่อนสมัยเด็กเคยวิ่งเล่น เล่นน้ำในลำคลองด้วยกันมาก่อน แต่พอโตขึ้นต่างก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของใครของมัน ได้ข่าวว่าสอนติดการพนัน เมื่อหมดเงินก็ถูกเพื่อนชวนไปทำงานผิดกฎหมาย และถูกจำคุกเข้าๆออกคุกหลายครั้ง เพื่อนของสอนโดยมากจะอยู่ในกลุ่มนักเล่นการพนันด้วยกัน เพราะเลือกเดินทางผิดชีวิตจึงวนเวียนอยู่ในเส้นทางแห่งคุกตาราง มีอยู่ช่วงหนึ่งได้ข่าวว่าสอนยึดอาชีพเป็นพ่อค้าขายซาละเปา เป็นพ่อค้าเก็บของเก่าขาย จากนั้นมาก็ไม่ได้ข่าวสอนอีกเลย ไม่ได้ยินข่าวของสอนนานนับสิบปีแล้ว
         มองดูเงาหลังของช่างไม้พเนจรคนนั้นแวบหนึ่งในห้วงแห่งความคิด คล้ายๆกับกำลังเห็นสอนอดีตเพื่อนสมัยที่ยังเป็นเด็กเดินลับหายไปจากความทรงจำ


พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
17/07/56

Go to top