Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

               ฝนพึ่งสร่างเม็ดไปไม่นาน ฟ้ายังมืดครึ้ม เมฆบนฟากฟ้ายังเคลื่อนตัวอย่างไร้ทิศทาง ท้องฟ้ายังคงมืดมัวด้วยก้อนเมฆซึ่งอาจจะหลั่งเป็นสายฝนลงมาเมื่อไหร่ก็ได้ ลักษณะอย่างนี้เรียกว่าครึ้มฟ้าครึ้มฝน  แสงแดดลอดกลุ่มเมฆมาครู่หนึ่งกระทบกับต้นไม้ใบหญ้าที่พึ่งฉ่ำด้วยน้ำฝน เป็นประกายระยิบระยับก่อให้เกิดความงดงามของธรรมชาติอย่างลงตัว แม้ว่าธรรมชาติจะมีความเป็นไปอย่างยากที่จะหาคำมาอธิบายได้ ประเดี๋ยวฝนตก ประเดี๋ยวแดดออก หรืแดดออกทั้งๆที่ฝนยังตก แต่นั่นคือความงามที่สามารถสัมผัสได้ ความงามและความสุขอยู่รอบๆตัวเราเอง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเปิดใจและเปิดตามองและยอมรับมันหรือไม่

               ฝนเริ่มลงเม็ดมาอีกครั้งทั้งๆที่แดดยังไม่หมดแสง กสิกะ ชินากรณ์ อาจารย์หนุ่มเดินแหวกสายฝนเข้ามายังอาคารเรียนรวมมหาวิทยาลัย พอพบหน้าหลวงตาไซเบอร์ฯได้เอ่ยถามเป็นคำแรกว่า “นมัสการครับหลวงตาฯ ได้ข่าวว่าพึ่งกลับจากนครวัด นครธม กัมพูชา คงได้ภาพถ่ายสวยๆมาฝาก ต้องขอขอบคุณอย่างยิ่งที่นำเรื่องมหาวิทยาลัยชาวนาลงเผยแผ่ในเว็บไซต์ ภาพประกอบสวยดีนะครับ”

               หลวงตาฯ ยิ้มอย่างอารมณ์ดี “คนแก่ก็ต้องไปชมของโบราณ ชื่นชมของเก่า เล่าความหลัง ฟังเรื่องอดีต หากมีเรื่องใหม่ก็ส่งมาได้อีก เขียนอยู่คนเดียวมานานแล้ว เริ่มไม่มีอะไรจะเขียนแล้ว ขอบคุณอีกครั้งที่ส่งเรื่องมาร่วมเผยแผ่” พูดจบก็หันไปมองที่เท้าของกสิกะซึ่งตอนนั้นสรวมรองเท้าข้างเดียว กางเกงเปียกชุ่ม มีเศษโคลนติดอยู่ในที่บางแห่ง จึงพูดเล่นๆว่า “เดี๋ยวนี้กสิกะกลายเป็นผู้สมถะสันโดษถึงกับต้องสรวมรองเท้าข้างเดียวแล้วหรือไร”
              กสิกะมองมองเท้าของตัวเองก่อนจะยิ้มอย่างอารมณ์ดีพลางบอกว่า “ผมเดินตกท่อนะครับ ฝนมันตกเลยรีบร้อนวิ่งหนีฝน บังเอิญว่ามีท่อระบายน้ำที่ปิดไม่สนิทอยู่ท่อหนึ่ง ผมไม่ทันระวังรองเท้าไปติดกับท่อหลุดไปข้างหนึ่ง เหลืออีกข้างเดียวอย่างที่เห็นนี่แหละ เพราะความรีบร้อนแท้ๆ หากเดินช้าลงอีกนิดคงจะไม่เผลอจนเท้าข้างหนึ่งตกลงไปในท่อระบายน้ำรองเท้าหลุดหายไปข้างหนึ่งอย่างนี้ ผมรีบในเวลาที่ควรช้านะครับ ผมเคยได้ยินสุภาษิตในทำนองนี้แหละครับแต่จำไม่ได้แล้ว หลวงตาฯพอจะจำได้ไหมครับ”
              ในพระไตรปิฎกใช้คำว่า “รีบในเวลาที่ควรช้า”  เป็นเถรภาษิตบทหนึ่ง ที่พระสัมภูตะแสดงไว้ในขุททกนิกาย เถรคาถา (26/329/313) ว่า “ผู้ใดย่อมรีบในกาลที่ควรช้า และช้าในกาลที่ควรรีบ ผู้นั้นเป็นคนเขลา  ย่อมถึงทุกข์  เพราะการจัดทำโดยไม่แยบคาย”

               แปลมาจากภาบาลีว่า “
                                             โย  ทนฺธกาเล  ตรติ          ตรณีเย  จ  ทนฺธเย                   
                                             อโยนิโส  สํวิธาเนน          พาโล  ทุกฺขํ  นิคจฺฉติ”

               คำว่า “รีบในกาลที่ควรช้า” ในภาษิตของพระสัมภูตะท่านหมายถึง “เมื่อเกิดความสงสัยในพระวินัยว่าสิ่งนี้ควรหรือไม่ควรหนอ  แม้เมื่อสอบถามพระวินัยธรผู้เชี่ยวชาญแล้ว   ก็ยังไม่หายสงสัยอย่าด่วนกระทำย่ำยีให้ผิดพระธรรมวินัย  กาลเวลาเช่นนี้จึงเป็นเวลาที่ควรช้าไม่ควรรีบกระทำกาลเพราะจะยิ่งเป็นการทำผิดเพิ่มมากขึ้น
              คำว่า “ช้าในกาลที่ควรรีบ” ในอรรถกถาท่านอธิบายไว้ว่า “ เมื่อยังเป็นคฤหัสถ์ควรเป็นเวลาที่รีบทำบุญไว้ เพราะเราไม่แน่ใจว่าความตายจะมาถึงเมื่อไร แต่คนส่วนมากไม่ค่อยเร่งรีบในการทำบุญ คงปล่อยเวลาให้สนุกสนานเพลิดเพลินไปวันๆ บางคนเสียชีวิตก่อนที่จะได้ทำความดี  บางคนอาจคิดว่าการทำบุญเป็นเรื่องของคนแก่ จึงรอเวลาให้แก่ก่อนค่อยทำบุญ หากเราไม่มีโอกาสแก่จะไม่สูญเสียโอกาสแห่งการทำดีไปหรือ  การทำความดีต้องรีบทำเสียตั้งแต่เวลานี้ เพราะเราไม่รู้ว่ามัจจุราชจะมาพรากเราไปจากโลกนี้ในเวลาใดอาจเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้”

           แม้ว่าคำอธิบายในพระไตรปิฎกและอรรถกถา จะบ่งความไปถึงเรื่องของวินัยและการทำบุญ คือหากสงสัยในเรื่องอะไรก็ควรสอบถามจากท่านผู้รู้ก่อนที่จะตัดสินใจกระทำอำไรลงไป เพราะการกระทำบางอย่างมีผลกระทบต่อสังคมและส่วนรวม ในทำนองเดียวกับการศึกษาเล่าเรียนต้องค่อยเป็นค่อยไปเรียนไปทีละชั้น ไม่ควรรีบร้อน เมื่อถึงเวลาก็จะจบตามหลักสูตรได้เอง ถึงรีบร้อนไปก็เท่านั้น ส่วนการทำคุณงามความดีหากมัวแต่รอเวลาอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำ ควรีบทำทุกครั้งที่มีโอกาส
               หากนำมาอธิบายเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็จะได้คติสอนใจเช่น  “กสิกะ ชินากรณ์ บอกว่า “ผมรีบในกาลที่ควรช้า เพราะในเวลาฝนตกไม่ควรรีบร้อนในการเดินทางเพราะอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย แต่ธรรมชาติของมนุษย์ส่วนมากเมื่อฝนตกก็จะต้องรีบไปให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้รอดพ้นจากฝนตก บางครั้งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย  หากช้าลงสักนิดกสิกะก็จะไม่ต้องทิ้งรองเท้าลงท่อ

              ได้ยินเสียงกสิกะ ชินากรณ์ เอ่ยขึ้นว่า “บางทีการที่ได้เดินตกท่อสักครั้งก็ดีนะครับ จะได้ทำให้เกิดความระมัดระวังในการเดินทาง ชีวิตมนุษย์ก็ทำนองเดียวกัน มักจะมีอุปสรรคปัญหานานาประการขวางทางอยู่ หากไม่ระวังก็อาจจะเผลอตกลงไปในหลุมพรางแห่งอุปสรรค บางคนหมดหวังสิ้นพลังในการดำเนินชีวิตไปเลย อุปสรรคปัญหาคือที่มาแห่งความสำเร็จ ชีวิตต้องทดสอบด้วยบทเรียนที่ไม่ได้คาดคิดอีกมากมาย ผมเดินตกท่อในวันนี้ แม้จะต้องเสียรองเท้าไปข้างหนึ่ง ผมก็เหลือเท้าที่พร้อมจะหารองเท้าใหม่มาแทนได้  ดีเหมือนกันผมจะได้ซื้อรองเท้าใหม่เสียที ใช้มานานแล้ว ผมคงจะกลับไปที่ท่อนั้นอีกครั้งและทิ้งรองเท้าอีกข้างลงไปในท่อ เผื่อบางทีคนที่เก็บได้จะได้มีรองเท้าเป็นคู่ ผมลืมไปรองเท้าขาดคู่ไม่ได้นะครับ”
            หลวงตาไซเบอร์ฯ แม้จะกำลังคิดอะไรเพลินๆ  แต่ก็ยังได้ยินถ้อยคำของกสิกะได้ชัดเจน อย่างนี้น่าจะเรียกได้ว่า “ช้าในกาลที่ควรรีบ”  เพราะควรจะรีบไปก่อนที่ฝนจะเทลงมาอีก ฟ้าครึ้มอย่างนี้ไว้ใจไม่ค่อยได้ โบราณว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่างวางใจฟ้า”  หากฝนยังไม่ตกควรรีบออกเดินทาง

               ฝนที่เหมือนจะหยุดก็ตกลงมาอีกครั้ง ตอนนี้ตกหนักมาก น้ำท่วมนองไปทั่วอาณาบริเวณ หลวงตาไซเบอร์ฯ เดินฝ่าสายฝนเพื่อที่จะเดินทางกลับวัด ในมือมีร่มคันเล็กๆ จึงไม่เดือดร้อนกับฝนที่แม้จะตกหนัก เท้าค่อยเดินลุยน้ำ พยายามเดินตามขอบทาง ไม่กล้าเดินตามถนน เพราะเกรงว่าอาจเผลอเดินตกท่อระบายน้ำเหมือนกสิกะ ชินากรณ์ ที่ประสบมาก่อนหน้านี้ ระมัดระวังไว้ก่อน ดีกว่าไปแก้ไขทีหลัง ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ หากย่ำแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน
    

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
17/06/56

Go to top