Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         เทศกาลวันวิสาขบูชาพึ่งผ่านพ้นไป พอรุ่งขึ้นอีกวันบริเวณวัดจึงตกอยู่ในความเงียบ เนื่องเพราะพอเสร็จงานแล้วต่างคนต่างไป เหลือไว้เพียงขยะที่ยังเก็บกวาดไม่หมดอันเป็นผลมาจากการที่มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากมาร่วมเวียนเทียนในวันวิสาขบูชา พอคนมาขยะก็ย่อมมีแม้จะพยายามเก็บกวาดแล้วก็ยังเหลือบางส่วนที่อาจจะรอดพ้นจากสายตาอยู่บ้าง ภิกษุสามเณรกำลังช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดมีเสียงพูดคุยสนทนากันตามบ้าง วัดจึงไม่ได้เงียบเหงาแม้ในวันที่ไม่ค่อยจะมีผู้คน

         หลวงตาไซเบอร์เดินออกจากพระอุโบสถช่วงนี้ไม่ค่อยได้ที่ท่าน้ำหน้าวัดเท่าไรนักเพราะกำลังมีการก่อสร้างบ่อกักกันน้ำเสีย แต่วันนี้เงียบเสียงคงเนื่องเพราะคนงานหยุดพักผ่อน ยืนมองสายน้ำที่กำลังเอื่อยไหลอย่างเชื่องช้าพัดเอาขยะทั้งหลายไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา วันนี้คงจะต้องมีเศษขยะที่ลอยไปตามกระแสน้ำ มองไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังนั่งเหม่อมองไปยังท้องน้ำเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่  เมื่อหลวงตาไซเบอร์เดินเข้าไปใกล้เขาจึงรู้สึกตัวหันมายกมือไหว้ ก่อนจะชวนสนทนาตามธรรมเนียม มีช่วงหนึ่งที่ชายคนนั้นถามว่า “หลวงตาไม่รู้สึกเหงาบ้างหรือครับ” เป็นคำถามง่ายๆแต่ตอบยาก  ไม่ได้คิดว่าจะต้องมาตอบคำถามใครก็ไม่รู้ ที่ยังไม่คุ้นเคย ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน

         ในขณะที่กำลังคิดหาคำตอบที่เหมาะสมจึงใช้วิธีการที่คุ้นเคยนั่นคือปฏิปุจฉาคือการถามกลับว่า “ความเหงาที่ว่าคืออะไร” ชายคนนั้นตอบว่า “ผมหมายถึงความรู้สึกโดดเดี่ยว เปลี่ยวใจ หงอยเหงา เศร้าซึม ประมาณนั้นแหละครับ”
     “ทำไมจึงรู้สึกว่าตนเองเหงา”  เขาบอกว่า “เหมือนไม่มีที่พึ่งมองไปทางไหนมืดมนไปหมด เหมือนในวันที่ไฟฟ้าดับที่ไม่ได้เตรียมไฟสำรองไว้มันมืดแปดด้านนะครับ ชีวิตผมมันรู้สึกเศร้าๆเหงาๆยังไงไม่รู้ ทั้งที่ผมก็มีครอบครัว มีบ้าน มีงานทำตามปรกติ”

         หากจะปล่อยให้เขาอธิบายต่อไปคงไม่ได้คำตอบที่ดีกว่านี้อีกสักเท่าใดนัก เพราะคำว่า “เหงา” เมื่อพูดแล้วทุกคนเข้าใจ แต่ที่พยายามถามก็เพราะยังหาคำตอบที่ถูกใจตัวเองไม่ได้ว่าในชีวิตรู้สึกว่าเคยเหงาบ้างหรือไม่ 

         คำว่า “เหงา” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ว่า “เหงา” คำกิริยาหมายถึง “หงอย เปลี่ยวใจ เปล่าเปลี่ยว หงอยเหงา เหงาหงอย หรืออีกความหมายคือ “ไม่คึกคัก” คำที่มักจะใช้ร่วมกันคือ “เหงาหงอย” เป็นคำกิริยาแปลว่า “หงอยเหงา เศร้าซึม เหงา เปล่าเปลี่ยว หรืออีกความหมายหนึ่งว่า “เปลี่ยวใจไม่กระปรี้กระเปร่า หงอยเหงา” ภาษาอังกฤษเป็นคำกิริยาใช้คำว่า  “vi. to feel lonely” ส่วนคำว่า “เหงาหงอย” ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “feel lonesome”
         ตอนนั้นหวนคิดถึงพระภิกษุชรารูปหนึ่งที่มกุฏพันธเจดีย์ กุสินารา สถานที่สำหรับถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระศาสดาภายหลังจากที่เสด็จดับขันธปรินิพพานได้เจ็ดวัน  ภิกษุชรารูปนั้นดวงตาฟ้าฟาง จีวรเก่าๆในมือถือไม้เท้า เดินงกๆเงิ่นๆหน้าประตูทางเข้ามกุฏเจดีย์ก่อให้เกิดธรรมสังเวชสำหรับนักจาริกแสวงบุญว่าสักวันหนึ่งเราก็จะต้องแก่ชราเหมือนภิกษุรูปนั้นอย่างหนีไม่พ้น ในขณะที่ใกล้ๆกันมีวงดนตรีพ่อแม่ลูกกำลังบรรเลงบทเพลงที่ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ทว่ารู้สึกและสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยวเหงา เศร้าโศกจากเครื่องดนตรีที่กำลังบรรเลง ช่างเป็นบทเพลงที่แสนเศร้ากระไรปานนั้น ในขณะที่พระสงฆ์ไทยกำลังสวดมนต์บทธรรมนิยามสูตร อันเป็นการแสดงถึงธรรมสังเวชที่มีต่อการปรินิพพานของพระบรมศาสดา

         เสียงสวดมนต์ เสียงดนตรีและการก้าวย่างอย่างเชื่องช้าของภิกษุชราช่างเป็นความเปลี่ยวเหงาในวันที่แสงแดดกำลังระอุร้อน รู้สึกสงสารและเห็นใจจึงแวะเข้าไปทักทายและถวายปัจจัยค่าอาหารแก่ภิกษุชรารูปนั้น เพียงแว็บเดียวที่ได้เห็นรอยยิ้มจากใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้น ย้อนกลับมานึกถึงตัวเอง หากยังมีลมหายใจรอดจนอายุใกล้เคียงกับภิกษุชรารูปนั้นก็คงไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ หรืออาจจะซ้ำร้ายกว่านั้นทั้งเหงาหงอย เปล่าเปลี่ยว เดียวดายในวัยชรา  ธรรมชาติของโลกธรรมชาติของชีวิตเป็นเช่นนั้นเอง
         ชายชราอีกคนถือไม้เท้าดวงตาฟ้าฟางเดินแทรกเข้ามาใกล้ๆหมู่ภิกษุที่กำลังสวดมนต์ มองจากลักษณะท่าทางคงเหมือนกับดำรงตนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายในโลกที่เต็มไปด้วยผู้คน นั่นก็คนเหงาคนหนึ่งเหมือนกัน แต่การแสดงออกของความเหงาต่างกัน ชายชราใช้ความโดดเดี่ยวในการประกอบอาชีพ อย่างน้อยในแต่ละวันขอเพียงให้มีเงินซื้ออาหารพอประทังกายให้วันเวลาผ่านไปในแต่ละวัน คงไม่หวังอะไรที่มากเกินกว่านั้น เพราะลมหายใจแห่งชีวิตคงเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ธรรมดาของชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา

         ความเหงาส่วนหนึ่งมาจากการที่จะต้องอยู่คนเดียวหรือหากจะอยู่ในสังคมในท่ามกลางผู้คนที่มากมายแต่กลับไม่มีใครสักคนที่รู้จักที่สามารถจะพูดคุยสนทนาในเรื่องเดียวกันได้ การอยู่คนเดียวสำหรับบางคนเป็นความเงียบเหงา แต่สำหรับใครบางคนกลับเป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์
         มีพุทธภาษิตบทหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงแก่พระภิกษุรูปหนึ่งนามว่าเอกวิหารีภิกษุที่มักจะแยกตัวจากความวุ่นวายบำเพ็ญสมณธรรมรูปเดียว พระศาสดาทราบข่าวจึงทรงสรรเสริญการกระทำและได้ภาษิตคาถาที่ปรากฎในขุททกนิกาย ธรรมบท ปกิณณกวรรค (25/31/46) ความว่า “ภิกษุพึงเสพการอยู่ผู้เดียว การนอนผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน เที่ยวไปผู้เดียว ฝึกหัดตนผู้เดียว พึงเป็นผู้ยินดีแล้วในมี่สุดป่า” แปลมาจากภาษาบาลีว่า “เอกาสนํ เอกเสยฺยํ  เอโก จรมตนฺทิโต  เอโก ทมยมตฺตานํ วนนฺเต รมิโต สิยา”

         การที่จะต้องอยู่คนเดียวจึงไม่ใช่สาเหตุแห่งความเหงาเสมอไป การอยู่ในท่ามกลางผู้คนที่ไม่รู้จักบางครั้งเป็นความเหงายิ่งกว่าการที่จะต้องอยู่คนเดียวเสียอีก ขอเพียงเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจความเป็นไปของชีวิต เข้าใจโลก แม้จะอยู่คนเดียวในโลกใบนี้ความเหงาก็ไม่อาจจะกล้ำกลายได้

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
26/05/56

Go to top