Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

          แต่ละคนจะต้องมีบางช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจนไม่อาจจะเดินทางหรือทำงานต่อไปได้ ช่วงนั้นจำเป็นต้องหาที่พักผ่อนร่างกายเพื่อคลายเหนื่อย อาจจะเป็นที่ไหนสักแห่ง หากว่าในช่วงเวลานั้นอยู่ในบ้านพักตัวเองหรือที่ในที่ลับตาก็สามารถจะนอนหลับอย่างสบายใจได้ แต่ถ้าหากช่วงเวลานั้นเกิดขึ้นในช่วงที่อยู่ห่างไกลจากบ้านพัก ไม่มีที่ไหนที่พอจะหลบสายตาของผู้คนได้ บางครั้งเก้าอี้ในสวนสาธารณะหรือยานพาหนะที่ใช้ประกอบอาชีพก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นที่พักพิงชั่วคราวได้

          บ่อยครั้งที่เผลอหลับบนรถประจำทางหรือบนรถแท็กซี่ในช่วงที่เดินทางไปยังที่ทำงานได้หลับสักงีบ พักสายตาสักพักพอตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่นมีแรงที่พร้อมจะทำงานต่อไปได้ ร่างกายมนุษย์มิได้แข็งกล้าเหมือนเหล็กไหล จะต้องหาทางพักผ่อนเพื่อจะได้มีพละกำลังในการทำงานต่อไป หากทำงานทั้งๆที่ร่างกายอ่อนล้าฝืนทำไปก็เหนื่อยเปล่า อาจจะต้องเข้าโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
          วันนั้นนั่งรอรถโดยสารซึ่งมีกำหนดเดินทางไปต่างหวัดต้องใช้บริการรถตู้ประจำทาง  ในขณะที่รถกำลังรอคนโดยสารกว่าจะเต็มคันรถต้องใช้เวลาอีกนาน จึงนั่งพักบนเก้าอี้ข้างสวนสาธารณะใต้ร่มไม้ข้างๆบริเวณที่จอดรถ คิดอะไรเล่นเพลินๆหากมีรถส่วนตัวสักคันคงไม่ต้องลำบากมานั่งรอรถโดยสารอย่างนี้ พร้อมเมื่อไหร่อยากจะไปไหนก็สามารรถไปได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลารอ โครงการรถคันแรกของรัฐบาลก็ไม่มีสิทธิ์ จึงต้องเดินทางโดยอาศัยรถยนต์โดยสารมาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

          คิดอะไรเพลินๆเผลองีบหลับไปเมื่อไหร่ไม่ทราบ มารู้สึกตัวอีกทีม้านั่งด้านตรงข้ามซึ่งอยู่ไม่ห่างนักมีชายคนหนึ่งดูจากลักษณะการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นคนพเนจรคนหนึ่ง เครื่องแต่งกายเก่าๆเขาใช้หมวกปิดหน้าและก็นอนหลับอย่างสบายอารมณ์ โดยไม่ได้สนใจว่าใครจะผ่านมาผ่านไปอย่างไร ที่นั่นบรรยากาศร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงามีแสงแดดรอดผ่านมาบ้างแต่ก็ไม่ทำให้ร้อนนัก ชีวิตที่ไม่มีที่ไปพอเหนื่อยกายก็หาที่พักผ่อนนอนหลับโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมารบกวน เพราะเขาไม่มีสมบัติอะไรติดตัวให้กังวล
         ตอนนั้นคิดถึงหญิงชาวเนปาลคนหนึ่งเธอมีอาชีพขอทานจากนักท่องเที่ยว วันนั้นเธอนอนหลับพักผ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ริมทางเดินนั่นเอง ในขณะที่นักจาริกแสวงบุญต่างก็เดินผ่านไปได้แต่เพ่งมอง บางคนคงแอบอิจฉาที่ชีวิตที่เรียบง่าย เหนื่อยก็พัก รู้สึกหนักก็วาง เวลาว่างก็นอน  ในช่วงเช้าแดดกำลังอุ่น คงรออะไรบางอย่าง หรือรองานที่กำลังจะมาถึง ที่พักริมทางจึงเป็นเหมือนบ้านที่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ
          ชายอาชีพถีบสามล้อคนหนึ่งคงเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานจึงจอดรถไว้ข้างทางและหาที่พักผ่อนริมทางนั่นเอง ปล่อยให้รถจอดนิ่งอยู่ริมทาง ผู้คนที่เดินผ่านมาผ่านไปเมื่อเห็นว่ารถไม่มีสารถีก็ไม่ได้ร้องเรียกหา หากชายปั่นสามล้อคนนั้นยังอยู่บนรถสามล้อคงไม่ได้พักผ่อน เพราะอาจจะมีผู้โดยสารมาสะกิดเรียก เขาจึงปล่อยรถให้ว่างไว้ ส่วนตัวเองหาที่นั่งพักผ่อนริมทางนั่นเอง

        แต่ละคนมีวิธีพักผ่อนไม่เหมือนกัน บางคนเมื่อเหนื่อยก็หาที่นอนที่ไหนสักแห่ง ส่วนบางคนการพักผ่อนคือการได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ทำในสิ่งที่ชอบ บางคนชอบถ่ายภาพ บางคนชอบเล่นกีฬา การได้ทำในสิ่งที่ไม่ใช่งานประจำจึงเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง
         ย้อนกลับมามองชีวิตของตนเองแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากคนเหล่านั้นมากนัก แม้จะมีก็เหมือนไม่มี แม้จะมีวัดวาอารามได้พอเป็นที่พักพิง แต่นั่นก็ไม่ใช่สมบัติที่จะไปยึดครอง เพราะกุฎีที่พักทั้งหลายเป็นของส่วนรวม เจ้าอาวาสมีสิทธิ์สั่งย้ายที่อยู่ใหม่ด้วยเหตุผลว่า "เพื่อความเหมาะสม" ได้ทันที และที่อยู่เก่าก็อาจจะแปรสภาพเป็นที่อยู่ของพระภิกษุรูปอื่นได้ทุกเมื่อ ชีวิตเหมือนกับจะมีสมบัติแต่ก็ทว่าสมบัตินั้นก็ไม่ได้มีอยู่จริงเป็นเหมือนภาพลวงตาที่พร้อมจะผ่านไปได้ทุกเวลา แม้ที่อยู่มีก็เหมือนไม่มี
         ในสมัยพุทธกาลมีภาษิตที่พระมหากัจจายนะได้ตอบคำถามของหลิททิกานิคฤหบดี ดังที่แสดงไว้ในหลิททิกานิสูตร สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค (17/11/8) ความว่า  “สมัยหนึ่งท่านพระมหากัจจานะอยู่ ณ ภูเขาชันข้างหนึ่ง ใกล้กุรรฆรนครแคว้นอวันตีรัฐ ครั้งนั้นแล  คฤหบดีชื่อว่าหลิททิกานิ เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่  อภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวกะท่านมหากัจจานะว่าข้าแต่ท่านพระผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสพระภาษิตนี้ในมาคัณฑิยปัญหา อันมีในอัฏฐกวรรคว่า “มุนีละที่อยู่แล้ว ไม่มีที่พักเที่ยวไป ไม่ทำความสนิทสนมในบ้าน เป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้า  ไม่ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่น” ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เนื้อความแห่งพระพุทธวจนะที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้ จะพึงเห็นได้โดยพิสดารอย่างไร

         คำว่า “มุนีละที่อยู่แล้วไม่มีที่พักเที่ยวไป” พระมหากัจจานะได้อธิบายไว้ว่า “ดูกรคฤหบดี  รูปธาตุเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณก็แหละมุนีใด มีวิญญาณพัวพันด้วยราคะในรูปธาตุ มุนีนั้นท่านกล่าวว่า มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไปดูกรคฤหบดี เวทนา ...  สัญญา ... สังขารธาตุเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณ ก็แหละมุนีใด มีวิญญาณพัวพันด้วยราคะในสังขารธาตุ มุนีนั้นท่านกล่าวว่า มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป ดูกรคฤหบดี มุนีชื่อว่าเป็นผู้มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป ด้วยประการฉะนี้แล
         ดูกรคฤหบดีก็มุนีเป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไปอย่างไร  ดูกรคฤหบดี  ความพอใจ  ความกำหนัด  ความเพลิดเพลิน  ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น  อันเป็นที่ตั้งที่อยู่อาศัยแห่งจิตเหล่าใด ในรูปธาตุ ความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น อันพระตถาคตทรงละเสียแล้ว ทรงตัดรากขาดแล้ว  ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทรงกระทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นพระตถาคต บัณฑิตจึงกล่าวว่า  เป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป ดูกรคฤหบดีความพอใจ ความกำหนัด  ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากความเข้าถึงความยึดมั่นอันเป็นที่ตั้งที่อยู่อาศัยแห่งจิตเหล่าใดในเวทนาธาตุ ... ในสัญญาธาตุ ...ในสังขารธาตุ ... ในวิญญาณธาตุ ความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น  อันพระตถาคต  ทรงละเสียแล้วทรงตัดรากขาดแล้ว  ทรงทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน  ทรงกระทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นพระตถาคตบัณฑิตจึงกล่าวว่า  เป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป ดูกรคฤหบดี มุนีชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไปอย่างนี้แล

         คำว่า “มุนีเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไป” พระมหากัจจานะได้อธิบายไว้ว่า  “ดูกรคฤหบดี มุนีท่านกล่าวว่าเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไป  เพราะซ่านไปและพัวพันในรูป อันเป็นนิมิตและเป็นที่พัก  ดูกรคฤหบดีมุนีท่านกล่าวว่าเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไป  เพราะซ่านไปและพัวพันในเสียง ... ในกลิ่น ... ในรส ... ในโผฏฐัพพะ ... ในธรรมารมณ์อันเป็นนิมิตและเป็นที่พัก ดูกรคฤหบดี  มุนีเป็นผู้มีที่พักเที่ยวไปอย่างนี้แล
         คำว่า “มุนีเป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไป” พระมหากัจจานะได้อธิบายไว้ว่า “ดูกรคฤหบดี  กิเลสเป็นเหตุซ่านไปและพัวพันในรูปอันเป็นนิมิตและที่พัก อันพระตถาคต ทรงละเสียแล้ว ทรงตัดรากขาดแล้ว  ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน  ทรงกระทำให้ไม่มี  มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา  เพราะฉะนั้น  พระตถาคต  บัณฑิตจึงกล่าวว่าเป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไป.  ดูกรคฤหบดี  กิเลสเป็นเหตุซ่านไปและพัวพันในเสียง ... ในกลิ่น ... ในรส ... ในโผฏฐัพพะ ... ในธรรมารมณ์อันเป็นนิมิตและเป็นที่พักอันพระตถาคต ทรงละเสียแล้ว  ทรงตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน  ทรงกระทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระตถาคต บัณฑิตจึงกล่าวว่า เป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไป ดูกรคฤหบดี มุนีชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไปอย่างนี้แล”

         พระสูตรนี้พระมหากัจจายนะได้ตอบคำถามของหลิททิกานิคฤหบดี อธิบายไว้ค่อนข้างยาว ยังมีอีกสี่คำถาม แต่วันนี้เห็นว่าสองคำตอบน่าจะเพียงพอ พระมหากัจจายนะได้รับการยกย่องจากรพะพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในการอธิบายความย่อให้พิสดาร ดังที่แสดงไว้ในอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต(20/146/24)  ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลายพระมหากัจจายนะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้จำแนกอรรถแห่งภาษิตโดยย่อให้พิสดาร”
         ในการเดินทางที่ได้พบเห็นคนเร่ร่อนหลากหลายในสถานที่แตกต่างกัน พวกเขามีวิธีพักผ่อนที่เรียบง่าย เขาจะมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งหรือไม่นั้น ไม่อาจทราบได้ แม้ตัวเราเองยังมีที่พักเพราะจิตใจยังซ่านไปและพัวพันในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์อันเป็นนิมิตและเป็นที่พัก ส่วนการจะทำตนให้เป็นผู้ไม่มีที่พักเที่ยวไปตามนัยที่พระมหากัจจายนะอธิบายไว้นั้นคงต้องใช้เวลาอีกนาน ชาตินี้ทั้งชาติอาจจะยังทำไม่สำเร็จ

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
12/05/56

Go to top