Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

           กิริยาอาการที่มนุษย์แต่ละคนแสดงออกส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกภายใน หากพอใจก็มักจะยิ้มหรือหัวเราะ หากผิดหวังเสียใจก็มักจะหน้าเศร้าหรือร้องให้ บางคนหัวเราะทั้งน้ำตา หรือบางคนร้องให้ทั้งที่ใบหน้ากำลังยิ้ม มนุษย์เข้าใจยากอยู่แล้วหากแสดงออกตามความรู้สึกก็สามารถรับรู้ได้ แต่หากแสดงออกเพราะต้องการแสดงอะไรบางอย่างอันนั้นต้องว่าไปอีกอย่าง ธรรมชาติของมนุษย์ภายในรกชัฏมักจะคิดอย่างหนึ่งแสดงออกอย่างหนึ่ง การที่จะเข้าใจจิตใจมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง แต่สำหรับเด็กแล้วมักไม่มีมารยาคิดอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้นเสียงหัวเราหรือร้องให้จึงบ่งบอกถึงธรรมชาติภายในของว่าดีใจหรือเสียใจ หากเด็กร้องให้หัวใจของพ่อแม่ก็เหมือนตกนรก แต่พอได้ยินเสียงหัวเราะของลูกแล้วเหมือนได้ยินเสียงมาจากสรวงสวรรค์ เสียงหัวเราะของลูกจึงเป็นประหนึ่งสวรรค์ของพ่อแม่

    
          มนุษย์แต่ละคนมีห่วงที่จะต้องคอยแก้มากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่ตนจะผูกหรือถูกผู้อื่นผูกให้ บางคนวุ่นวายได้ไม่หยุดหย่อนพอเรื่องหนึ่งผ่านไปเรื่องใหม่ก็แทรกเข้ามาเหมือนพรหมลิขิตกลั่นแกล้งไม่มีเวลาสงบสุขได้เลย แต่บางคนกลับอยู่อย่างสบายสงบสุข แม้จะๆไม่ค่อยมีทรัพย์สินเงินทองมากมายนัก ความสุขหรือความทุกข์แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากภายนอก แต่ทว่าการดื่มด่ำสัมผัสกับสุขหรือทุกข์อยู่ที่การรับรู้และเข้าใจของเราเอง

           เช้าในวันที่อากาศร้อนที่วัดป่าแห่งหนึ่งหลังจากพระภิกษุบิณฑบาตกลับถึงวัดแล้วพ่อก็อุ้มลูกที่ยังเด็กและแม่ก็เดินตามหลังถือภัตตาหารมาถวายพระ ทั้งสองสามีภรรยาเป็นคนงานทำงานรับจ้างก่อสร้างที่วัดป่าแห่งนี้ ก่อนที่จะทำงานก็นำอาหารมาถวายพระและรอจนกว่าพระสงฆ์จะฉันภัตตาหารเสร็จจะได้นำอาหารที่เหลือไปรับประทาน พอเดินมาถึงชายคนนั้นบอกให้ลูกสาวไหว้พระ “สาธุ หลวงพ่อสิลูก” ลูกสาวคนเล็กมองตาแป๋วด้วยความสงสัย ในขณะที่พยายามยกมือประนมไหว้พระตามที่พระบอก
           ชายคนนั้นปรารภขึ้นลอยๆว่า “ชีวิตการบวชนี่สบายนะนะครับหลวงพี่ไม่ต้องมีกังวลกับอะไรทั้งนั้น ยิ่งเป็นพระธุดงค์กรรมฐานยิ่งสบาย ตื่นเช้าบิณฑบาต ฉันเสร็จก็เข้าที่พัก พอตกบ่ายก็ออกมาทำกิจวัตร กวาดวิหารลานเจดีย์ พอตกเย็นก็ทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิเจริญภาวนา ยกเว้นพระวัดป่าแห่งนี้ที่มีการก่อสร้างตลอดทั้งปีต้องทำงานก่อสร้างได้และทำงานช่างเป็นจึงจะอยู่ได้”

           จึงบอกว่า “มาบวชด้วยกันสิ จะได้รู้รสชาติของความโดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา เวลาที่จิตสงบอยู่กับความสงัดดูเหมือนว่าโลกทั้งโลกเป็นของเราคนเดียว เป็นความสุขความสงบที่อธิบายให้ใครฟังไม่ได้ แต่เวลาที่เกิดความทุกข์เพราะกิเลสตัณหาแผดเผาก็เร่าร้อนเหมือนนอนอยู่บนกองเพลิง ไฟที่ว่าร้อนแล้ว หากไม่เข้าใกล้ก็จะไม่ร้อน เรายังพอมีทางหลบหลีกหนีหายไม่กลายใกล้ได้  แต่หากเมื่อใดราคะ โทสะ โมหะแผดเผาในภายในมันร้อนยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวันในฤดูร้อนเสียอีก ต้องหาวิธีระงับให้ได้ ชีวิตพระไม่ได้ต่อสู้กับการทำมาหาเลี้ยงชีพเหมือนชาวโลกทั่วไป แต่ต่อสู้กับกิเลสภายในที่อยู่ในจิตใจของเรานี่เอง
           “ผมคงบวชไม่ได้หรอกครับหลวงพี่ มีภาระที่จะต้องคอยเลี้ยงดูครอบครัว ตอนนี้ผมอายุสามสิบแล้วครับ มีลูกสาวเล็กๆคนหนึ่ง ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน  ผมก็ต้องทำงานเก็บเงินไว้เพื่ออนาคตของลูกครับ ชีวิตผมไม่เท่าไหร่ แม้จะทุกข์ยากลำบากอย่างไรก็พอทนได้ ผมหิวไม่เป็นไรแต่ลูกผมหิวไม่ได้ต้องพยายามแสวงหาอาหารมาบำบัดความหิวของลูกให้ได้ เสียงร้องให้ของลูกมันบาดลึกลงไปในจิตใจเหมือนถูกคมมีดบาดเลยครับ แต่เวลาใดที่เห็นลูกยิ้ม หรือหัวเราะเหมือนกำลังขึ้นสวรรค์เลยครับ โลกสวรรค์เป็นอย่างไรผมก็ไม่เคยเห็น แต่สวรรค์ของผมคือเสียงหัวเราะของลูกสาวครับ”

           พูดเหมือนนักประพันธ์เลยนะ ฟังดูดี “เสียงหัวเราะของลูกคือสวรรค์ของพ่อแม่” แม้จะไม่ได้ผ่านการศึกษาในระบบของทางราชการมามากนัก แต่เมื่อพูดจากความรู้สึกคำพูดที่ดูจะแสนธรรมดาก็อาจจะกลับกลายเป็นบทประพันธ์ที่สละสลวยงดงามไพเราะจับใจได้ นั่นเพราะความรักความผูกพันระหว่างพ่อและลูกนั้นลึกซึ้งยากที่จะหาคำบรรยายเป็นตัวอักษรได้
         แดดยามเช้าส่องลอดเงาไม้มองเห็นลำแสงสะท้อนกับใบไม้อ่อนที่เยาว์วัย  เป็นภาพที่งดงามตามธรรมชาติ   ชายคนนั้นเหมือนกำลังมองไป ณ ที่ไกลแสนสุดปลายฟ้าก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “ผมควรจะทำอย่างไรดีครับจึงจะทำให้ลูกมีอนาคต”
           จึงบอกว่า “ทำงานตามหน้าที่อย่างดีที่สุด ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร งานอะไรก็ได้ที่สุจริต แม้จะได้เงินไม่มาก แต่หากมีรายได้มากกว่ารายจ่าย เงินก็จะเหลือ เพราะการจ่ายมากกว่ารายได้คือคนจน หากรายได้มากกว่ารายจ่ายคือคนรวย รวยหรือจนในที่นี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงินแต่ดูที่การใช้จ่ายพอประมาณ โบราณว่าไว้ว่า “กินพออิ่ม ชิมพอดี ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”  ชีวิตก็อยู่อย่างมีความสุขได้ไม่ยาก หรือหากจะทำให้ดีในขั้นสูงต่อไปก็มีคำที่ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า “รักษาหน้าที่อย่างเคร่งครัด  ตัดอาลัย ไร้กังวล สนใจธรรม”

           “รักษาหน้าที่อย่างเคร่งครัด” หมายความว่าทุกคนมีหน้าที่ด้วยกันทั้งนั้น  เช่นเป็นพ่อ  แม่  ทหาร  ตำรวจ  นักบวช  เป็นราษฎร  ใครมีหน้าที่อย่างไร ก็พยายามทำหน้าที่นั้นให้เรียบร้อยทุกประการ อีกอย่างคนบางคนมีหลายหน้าที่ หากพิจารณาตามสภาวะเหมือนทิศทั้งหก ทิศเบื้องหน้าบิดามารดา ทิศเบื้องขวาครูบาอาจารย์ ทิศเบื้องซ้ายมิตรสหาย ทิศเบื้องหลังบุตร ภรรยา ทิศเบื้องต่ำคนงาน คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา และทิศเบื้องบนได้แก่สมณพราหมณ์” ซึ่งหากเราเปลี่ยนที่ยืนเราเองก็จะกลายเป็นอีกทิศหนึ่งของอีกคน ชีวิตหมุนเวียนไปในทำนองนี้นี้ เมื่อยี่สิบสามสิบปีที่แล้วเรายังมีฐานะเป็นลูก แต่ในวันนี้เราเปลี่ยนฐานะเป็นพ่อคน แต่ฐานะความเป็นลูกก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เพิ่มหน้าที่ใหม่คือความเป็นพ่อเข้ามา ดังนั้นใครมีหน้าที่อะไรก็ต้องทำหน้าที่นั้นให้สมบูรณ์
           “ตัดอาลัย” หมายถึงเมื่อเข้าสู่วัยชราแล้วต้องหมั่นสร้างบุญกุศล  พยายามละความอาลัยอาวรณ์ในทรัพย์สมบัติ  ตลอดจนบุตรธิดา  มองไปถึงอนาคตข้างหน้าในเวลาเราเริ่มแก่ชรา ถึงตอนนั้นลูกสาวที่ยังเล็กในวันนี้ก็จะกลายเป็นภรรยาของคนอื่น อีกไม่นานก็จะกลายเป็นแม่ ส่วนตัวเราเองก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นปู่คอยเลี้ยงหลานต่อไป วัฏจักรของชีวิตเป็นไปแบบนี้ต้องทำความเข้าใจและพยายามตัดความอาลัยให้เบาบางลง

           “ไร้ความกังวล”  คืออย่าไปกังวลกับร่างกายเกินไป เช่นเรื่องความแก่   ความเจ็บไข้ได้ป่วย  จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียใจ  ผลสุดท้ายจะทำให้แก่เกินวัย  หรือที่เจ็บน้อยก็จะเจ็บมาก เพราะเสียกำลังใจ ความกังวลไม่เข้าใครออกใคร บางคนคิดมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ กังวลมากจนเกินเหตุ ชีวิตต้องมีการปล่อยวางบ้าง เพราะถึงแม้จะทุ่มเททำงานหนักอย่างไร พอถึงวันหนึ่งก็ต้องแก่ ต้องเจ็บและตายจนได้ นั่นคือความเป็นธรรมดาของชีวิต
           “สนใจธรรม”  เพราะธรรมเป็นยาประจำใจ เป็นยารักษาโรคใจ  เป็นแสงสว่างที่จะส่องวิถีชีวิตให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้  พร้อมทั้งเป็นยานพาหนะที่สามารถจะนำพาไปสู่สวรรค์และนิพพานได้  การศึกษาธรรมมีหลายระดับ ธรรมระดับชาวบ้าน ระดับพระสงฆ์ ที่มักจะเรียกว่าธรรมสำหรับชาวโลกเรียกว่าโลกียะ ส่วนธรรมสำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นเรียกว่าโลกุตตระ จะเลือกศึกษาปฏิบัติอย่างไรขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของชีวิต หากมีธรรมประจำใจอยู่ที่ไหนก็มีความสุข ต้องสนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมบ้าง ใจจะได้ไม่ร้อนรน ธรรมเป็นของเย็นเหมือนน้ำที่ดับไฟ หากเมื่อใดใจร้อนเหมือนถูกไฟเผาก็ต้องสนใจปฏิบัติธรรมให้มาก ใจจะได้เย็นลง
           วันนี้หลวงพี่เทศน์ได้น่าฟังนะครับ ผมจะได้นำไปปฏิบัติ ผมท่องได้แล้ครับ “รักษาหน้าที่อย่างเคร่งครัด ตัดอาลัย ไร้กังวล สนใจธรรมะ” ผมจะนำไปปฏิบัติตั้งแต่วันนั้นเลย และจะบอกให้ภรรยาและลูกถือปฏิบัติต่อไป

           ชายคนนั้นบอกให้ลูกสาวยกมือไหว้หลังจากที่เธอนอนหลับบนบ่าของพ่อและพ่อก็ส่งต่อให้แม่แทน เสื้อเปลี่นสีคงเตรียมมาหลายชุด เธอหลับในช่วงขณะที่หลวงพี่กำลังสนทนาธรรมกับพ่อและแม่ ดวงตาใสแจ๋วบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เธอคือความหวังของพ่อและแม่ในอนาคต พอได้ขนมจากหลวงพี่เธอก็ยิ้มและหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ช่างเป็นเหมือนสวรรค์ของพ่อแม่จริงๆ
           สองสามีภรรยากราบลาไปแล้ว หลวงพี่ตามที่สามีภรรยาคู่นั้นเรียกก็หันมามองตังเองก็ต้องแอบยิ้มกับตัวเอง หลวงพี่ที่เขาเรียกในวันนี้ มีผมหงอกแซมบนศีรษะเกือบตัวหัวแล้ว หากคำนวณตามอายุของชายคนนั้นตามที่เขาบอกว่าอายุสามสิบปี หลวงพี่ที่เขาเรียกก็อุปสมบทก่อนเขาเกิดหลายปี น่าจะมีอายุแก่พอจะเป็นพ่อของคนที่เรียกว่าหลวงพี่ได้แล้ว

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
31/03/56

Go to top