Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

      เสียงเพลงบรรเลงในงานฉลองนาคดังลั่นมาจากบริเวณสนามหน้าโรงเรียนตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันมืดค่ำ ผู้คนพลุกพล่านถนนที่กั้นกลางระหว่างวัดกับโรงเรียนรถติดยาวไปจนถึงปากซอย กว่าจะผ่านเข้าไปถึงกุฎีได้ต้องใช้เวลานานพอสมควร จึงตัดสินใจลงเดินปล่อยให้รถโดยสารย้อนกลับทางปากซอย เมื่อดนตรีบรรเลงมีเสียงเพลงจังหวะเร้าใจผู้คนก็พากันออกไปเต้นหน้าเวที เย็นนี้มีงานฉลองการอุปสมบทของใครบางคน ซึ่งช่วงนี้นิยมบวชกันมาก แต่บวชไม่นานเจ็ดวัน สิบห้าวันหรือหนึ่งเดือนก็ลาสิกขา แต่การจัดงานฉลองนาคและฉลองพระบวชใหม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก หากจะดูว่าใครเป็นคนมีชื่อเสียงให้ดูที่คนมาร่วมงานยิ่งมีมากยิ่งแสดงถึงความเป็นผู้มีเกียรติ  ที่ขาดไม่ได้อย่างหนึ่งคือวงดนตรีที่แสดงในงาน หากงานใหญ่ดนตรีดัง งานนั้นเป็นนาคที่มีฐานะดีคนหนึ่ง

      ชาวบ้านเขาจัดงานบวชจึงมีมหรสพสมโภชส่งเสียงดังมาตั้งแต่หัวค่ำ ผู้คนมาร่วมงานมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงเพลงเสียงดนตรีและเสียงผู้คนเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าสถานที่จัดงานจะไม่ได้อยู่ในบริเวณวัด โดยแยกไปจัดงานที่สนามโรงเรียนวัดแทน เพราะทางวัดมีข้อห้ามว่า “หากจะจัดงานในวัดจะต้องไม่มีเครื่องดื่มที่เป็นของมึนเมา จัดงานได้แต่ห้ามดื่มเหล้า” ชาวบ้านที่จัดงานจึงมักจะหลีกเลี่ยงการจัดงานในบริเวณวัด แต่เลี่ยงไปจัดบริเวณโรงเรียน ซึ่งมีเพียงถนนดั้นกลางระหว่างวัดและโรงเรียน ทุกสรรพสำเนียงจึงดังเข้ามาในบริเวณวัด

      การจัดงานบรรพชาอุปสมบทในสมัยปัจจุบันมีความพิสดารอลังการขึ้นเรื่อยๆ มักจะมีดนตรีขับกล่อมในงาน และมักจะมีเครื่องดื่มประเภทของมึนเมาบริการในงานด้วย เคยถามเจ้าภาพว่าทำไมต้องมีเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์ ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวไม่ได้หรือ” เจ้าภาพบอกว่า “คนมีหลายประเภท หากไม่มีเครื่องดื่มประเภทนี้ เขาจะหาว่าเจ้าภาพตระหนี่ถี่เหนียวจัดงานทั้งทีไม่มีอะไรให้ดื่ม  ผู้คนส่วนหนึ่งจึงไม่ค่อยมาร่วมงาน หากจะให้คนมาร่วมงานมากๆต้องมีเครื่องดื่มประเภทนี้ไว้ และจะต้องมีวงดนตรีด้วย งานจะได้ไม่เหงา”
      กาลเป็นไปดั่งนี้มานานหลายปีแล้ว เนื่องเพราะวัดกับโรงเรียนอยู่ติดกัน เสียงเพลงเสียงพูดคุยของผู้คนจึงได้ยินหูทุกครั้งที่มีการจัดงาน โลกนี้ถูกผูกไว้ด้วยความเพลิดเพลิน ดังที่แสดงไว้ในพันธนสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (15/187/54) ความว่า “ครั้งหนึ่งเทวดาได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า โลกมีอะไรหนอเป็นเครื่องผูกไว้ อะไรหนอเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น เพราะละเสียได้ซึ่งอะไร จึงตัดเครื่องผูกได้หมด”

      พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องผูกไว้ วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น เพราะละตัณหาเสียได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้หมด” แปลมาจากภาษาบาลีว่า “นนฺทิสมฺพนฺธโน โลโก  วิตกฺกสฺส วิจารณํ   ตณฺหาย วิปฺปหาเนน สพฺพํ ฉินฺทติ พนฺธนํ”
      ความเพลิดเพลินในคาถานี้ มาจากภาษาบาลีว่า “นนฺทิ” เป็นคำนามเพศหญิง แปลว่า “ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความรื่นเริง ความบันเทิง ความพอใจ ความอยาก” ยังมีอีกคำหนึ่งคือคำว่า “นนฺทิราค” แปลว่า ความยินดีและความกำหนัด หรือความกำหนัดด้วยความยินดี  โลกนี้ถูกความเพลิดเพลินผูกไว้ มีความวิตกกังวลเป็นเครื่องดำเนินไป ผู้คนทั้งหลายจึงต้องมีดนตรีในหัวใจอันแสดงออกถึงความสุขความเพลิดเพลิน
      วิตก แปลว่าการตรึก การนึก การคิด  ความวิตกกังวลเป็นสิ่งหนึ่งที่แฝงอยู่ในจิตใจมนุษย์ซึ่งมักจะเกรงนั่นกลัวนี่อยู่ร่ำไป มีทรัพย์สมบัติมากก็เกรงว่าจะถูกโกง ถูกปล้นจี้เป็นต้น   ส่วนคนที่ไม่มีอะไรก็จะคิดว่าวันนี้จะกินอะไร ทุกข์ของคนรวยกับทุกข์ของคนจนแม้จะมาจากพื้นฐานต่างกัน แต่ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน  โลกมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความหวาดวิตกกังวล วุ่นวายใจ ที่มาของความกังวลส่วนหนึ่งมาจากตัณหาหรือความอยาก อยากได้ อยากมี อยากดี อยากดัง อยากร่ำรวย อยากถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเป็นต้น ความอยากจึงเป็นเหมือนเครื่องผูกที่ตัดให้ขาดได้ยากยิ่ง ใครละได้คนนั้นก็ไม่มีเครื่องผูก

      คนทั่วไปย่อมปรารถนาความเพลิดเพลินเจริญใจ ดังนั้นในการจัดงานต่างๆจึงมักจะมีความเพลิดเพลินแทรกอยู่ในการจัดงานเสมอ ไม่เว้นแม้แต่งานบวช ผู้ที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในงานก็ต้องอยู่กับความเพลิดเพลินนั้นด้วย ส่วนผู้ที่ไม่มีความเพลิดเพลินก็ไม่มีทุกข์ดังที่พระพุทธองค์ได้ตอบคำถามของกกุธเทวบุตรในกกุธสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (15/266/77) สรุปความว่า “ครั้งหนึ่งกกุธเทวบุตร กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่ภิกษุ พระองค์ไม่มีทุกข์บ้างหรือ ความเพลิดเพลิน ไม่มีบ้างหรือ ความเบื่อหน่ายไม่ครอบงำพระองค์ผู้ประทับนั่งแต่พระองค์เดียวบ้างหรือ
      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ ดูกรท่านผู้อันคนบูชา เราไม่มีทุกข์เลย และความเพลิดเพลินก็ไม่มี อนึ่ง ความเบื่อหน่าย ก็ไม่ครอบงำเราผู้นั่งแต่ผู้เดียว
      กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า  “ ข้าแต่ภิกษุ ทำไมพระองค์จึงไม่มีทุกข์ ทำไมความเพลิดเพลินจึงไม่มี ทำไมความเบื่อหน่าย จึงไม่ครอบงำพระองค์ผู้นั่งแต่ผู้เดียว

      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ ผู้มีทุกข์นั่นแหละ จึงมีความเพลิดเพลิน ผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละ จึงมีทุกข์ ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลินไม่มีทุกข์ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ผู้มีอายุ”
      ในพระสูตรนี้ผู้ที่ยังต้องการความเพลิดเพลินคือผู้ที่ยังมีทุกข์ ส่วนผู้ที่ไม่เพลิดเพลินก็ไม่ต้องมีทุกข์  เสียงดนตรีงานบวชเงียบหายไปก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย บรรยายกาสกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
      รุ่งเช้าเวลายังไม่รุ่งสางฟ้ายังมืดอยู่   อังสุมาลี(ดวงอาทิตย์)  ยังไม่โผล่พ้นจากขอบฟ้าเบื้องบุรพทิศ เสียงดนตรีงานบวชเริ่มบรรเลงอีกครั้งปลุกผู้ที่กำลังหลับใหลให้สะดุ้งตื่น โลกนี้ผู้คนช่างยึดเอาความเพลิเดเพลินเป็นที่ตั้งจริงๆ ชาวโลกจึงถูกผูกไว้ด้วยเชือกคือความเพลิดเพลิน เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงผู้คนก็เริ่มทยอยมาร่วมงาน จนกระทั่งนาคเข้าโบสถ์เสียงดนตรีจึงเงียบหายไปชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มอีกครั้งหลังพระใหม่ออกจากพระอุโบสถ

      กว่าเสียงสนทนาของผู้มาร่วมงานจะเงียบหายเวลาก็ล่วงเลยผ่านเที่ยงวันไปแล้ว  กว่าพิธีการจัดเสร็จสิ้นพระบวชใหม่ในวันนี้คงอ่อนล้าเต็มที การจัดงานอุปสมบทยุ่งยากลำบากเพราะเกี่ยวเนื่องด้วยคนหมู่มาก แต่หากยังอยู่ต่อในเพศแห่งพระภิกษุยิ่งยากกว่าวันอุปสมบทอีก เพราะเส้นทางแห่งการดำเนินไปข้างหน้านั้นกำหนดหมายอะไรล่วงหน้าไม่ได้

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
23/03/56

Go to top