Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

                เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้มีวันสำคัญอย่างน้อยสามวัน คือวันตรุษจีน วันวาเลนไทน์ และวันมาฆบูชา แต่ละวันมาจากลัทธิความเชื่อต่างกัน ตรุษจีนเป็นประเพณีความเชื่อของคนจีน วาเลนไทน์เป็นวัฒนธรรมความเชื่อของคริสต์ศาสนา และวันมาฆบูชาวันสำคัญของพระพุทธศาสนา ผู้คนของสามวัฒนธรรมความเชื่อจึงมีโอกาสเฉลิมฉลองในเดือนเดียวกัน หากผู้คนทั้งสามลัทธิความเชื่ออยู่ในประเทศเดียวกันก็มีโอกาสได้ร่วมงานจากสามศาสนาในเดือนเดียวกัน โดยเฉพาะคนไทยมีผู้คนจากหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินเดียวกัน

                วัฒนธรรมจีนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกไปแล้ว ในช่วงเทศกาลตรุษจีนจึงมีข่าวเกี่ยวกับชาวจีนเดินทางกลับบ้านเพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองวันตรุษจีนกันอย่างคับคั่ง บางแห่งถึงกับไม่มีรถยนต์หรือรถไฟในการเดินทาง เพราะที่นั่งทุกเที่ยวเต็มไปด้วยผู้โดยสารที่กำลังเดินทางกลับบ้าน บางคนถึงกับต้องใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทาง แม้จะใช้เวลานานกว่าปรกติถึงสองเท่าแต่ก็ต้องเดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้ได้
                คนจีนนับถือศาสนาอะไรนั้นยากจะให้คำตอบ เพราะมีหลายความเชื่ออยู่ในสังคมเดียวกัน จนมีนักวิชาการตะวันตกมองว่า “คนจีนสนใจศาสนาน้อยมาก เมื่อเทียบกับคนชาติอื่น ศาสตราจารย์เติร์ก บอดด์ เขียนไว้ในบทความเรื่องความคิดที่มีอิทธิพลต่อการก่อตัวของวัฒนธรรมจีนว่า “คนจีนไม่ได้ถือความคิดทางศาสนาและกิจกรรมทางศาสนาเป็นส่วนสำคัญที่สุดและน่าหลงใหลที่สุดในชีวิต พื้นฐานจิตวิญญาณของวัฒนธรรมจีนคือจริยธรรม มิใช่ศาสนา” (เฝิงอิ่วหลัน,ส.สุวรรณ แปล,ปรัชญาจีน,กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์สุขภาพใจ,2553,หน้า 12.)

                ในหนังสือเล่มเดียวกัน เฝิงอิ่วหลัน ยังเสนอความเห็นว่า “แท้จริงคนจีนก็เหมือนคนชาติอื่นๆ ที่มีความปรารถนาจะแสวงหาสิ่งที่อยู่เหนือชีวิตภพปัจจุบัน คนจีนไม่ค่อยสนใจศาสนา เพราะเขาสนใจปรัชญา เขาไม่เป็นพวกศาสนา เพราะเขาเป็นพวกปรัชญา เขาได้รับความพอใจจากการแสวงหาสิ่งที่อยู่เหนือชีวิตภพปัจจุบันจากปรัชญา เขาแสดงออกและชื่นชมคุณค่าเหนือจริยธรรมทางโลก การดำเนินชีวิตตามปรัชญาทำให้สัมผัสทดสอบคุณค่าเหนือจริยธรรมทางโลกด้วยตนเอง” (เล่มเดียวกัน,หน้า 13)
                “วันตรุษจีน” เป็นวันหยุดตามประเพณีของจีนที่สำคัญที่สุด ในประเทศจีน ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า “เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ” เพราะฤดูใบไม้ผลิตามปฏิทินจีนเริ่มต้นด้วยวันลีชุน ซึ่งเป็นวันแรกในทางสุริยคติของปีปฏิทินจีน วันดังกล่าวยังเป็นวันสิ้นสุดฤดูหนาว ซึ่งคล้ายกันกับงานเทศกาลของตะวันตก เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่หนึ่ง เดือนหนึ่ง ในปฏิทินจีนโบราณและสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ด้วยเทศกาลโคมไฟ คืนก่อนตรุษจีนเป็นวันซึ่งครอบครัวจีนมารวมญาติเพื่อรับประทานอาหารเย็นเป็นประจำทุกปี ซึ่งเรียกว่า “ฉูซี่” หรือ “การผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน” เนื่องจากปฏิทินจีนเป็นแบบสุริยจันทรคติ ตรุษจีนจึงมักเรียกว่า “วันขึ้นปีใหม่จันทรคติ”

                วันขึ้นปีใหม่หรือวันรวมญาติของคนจีน ตรุษจีนจึงน่าจะเป็นเรื่องของมนุษย์ที่สัมพันธ์กับมนุษย์ ในทางปรัชญาอาจจะเรียกว่า “ปรัชญาโลกิยะ” หรือเรื่องของชาวโลก เรื่องของสังคม  ในโลกทางตะวันออกมีปรัชญาสองสายที่มีอิทธิพลสำหรับชาวโลกคือปรัชญาอินเดียและปรัชญาจีน อินเดียมักจะมีคำสอนถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า ต้องหลีกลี้จากตาข่ายทางโลก ต้องปลีกตัวจากสังคม ปรัชญาอินเดียเป็นประเภท “โลกุตตระ”
                ในหนังสือปรัชญาจีน เฝิงอิ่วหลันเขียนไว้ว่า “นักปรัชญาพุทธบอกว่า “การมีชีวิตเป็นบ่อเกิดของความทุกข์” เพลโตบอกว่า “ร่างกายเป็นคุกตะรางของวิญญาณ” นักปรัชญาเต้าบางคนบอกว่า “การมีชีวิตเหมือนเป็นฝี การตายเหมือนเจาะฝีแตก” นักวิชาการหลายคนจึงมองว่าปรัชญาจีนคือปรัชญาโลกิยะ สิ่งที่ปรัชญาจีนเน้นหนักคือสังคม มิใช่จักรวาลคือความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลก มิใช่นรกสวรรค์คือชีวิตในภพนี้ มิใช่ชีวิตในภพหน้า (หน้า 15)
                มีคำสอนของขงจื่อบทหนึ่งที่กล่าวถึงลำดับขั้นตอนในการพัฒนาตนของตัวท่านเองว่า “เมื่อข้าพเจ้าอายุสิบห้าก็มีจิตมุ่งใฝ่หาหลักธรรม อายุสามสิบก็ยืนหยัดตั้งตัวได้ อายุสี่สิบก็ไม่สับสน อายุห้าสิบรู้ประกาศิตสวรรค์ อายุหกสิบทำตามประกาศิตสวรรค์ อายุเจ็ดสิบทำตามใจชอบโดยไม่ผิดจริยธรรม” (เฝิงอิ่วหลัน,ส.สุวรรณ แปล,ปรัชญาจีน,กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์สุขภาพใจ,2553,หน้า 49)

              ในขณะที่เหลาจื่อมีคำสอนบทหนึ่งว่า “สรรพสิ่งในโลกเกิดจากมี มีเกิดจากไม่มี” (หน้า127) อันนี้เข้าใจยากหน่อย อะไรคือมี อะไรคือไม่มี
                ขงจื่อจึงมีขั้นตอนในการพัฒนาตนจนประสบความสำเร็จ คำสอนของท่านได้กลายมาเป็น “วัฒนธรรมความเชื่อ” ของคนจีน คำสอนของขงจื่อจึงแทรกอยู่ในประเพณีต่างๆของคนจีน
                สมัยเป็นหนุ่มเคยทำงานกับคนจีนตอนนั้นอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี หากปฏิบัติตามคำสอนของขงจื่อน่าจะเริ่มมุงหาหลักธรรม แต่ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการเล่นงิ้ว ในเทศกาลตรุษจีนก็จะได้รางวัลเป็นซองสีแดงที่มีเงินบรรจุอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก บางครั้งมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับเสียอีก ไม่รู้ว่าเขาคำนวณจากอะไร ในแต่ละปีพนักงานที่เป็นลูกจ้างของคนจีนจึงต้องรออั่งเปาคือซองสีแดงเป็นรางวัล ซึ่งมีจำนวนมากพอที่จะคิดทำอะไรได้ตามสิ่งที่ตนตั้งความหวังไว้
                สมัยนั้นผู้เขียนทำงานเป็นเด็กเล่นงิ้วที่โรงงิ้วแถวเยาวชราช ยุคนั้นมีโรงงิ้วอยู่สองโรง แสดงทุกวันในช่วงเวลาเย็นๆ บางวันแม้จะมีคนดูเพียงไม่กี่คนแต่ก็ต้องแสดง ตอนนั้นรับบทเป็นทหารถือหอกหรือดาบยืนอยู่ข้างๆตัวเอกของเรื่องไม่ต้องพูดอะไรเพียงแต่แสดงอาการยกหอกยกดาบไปตามเรื่อง หรือบางครั้งอาจจะมีฉากการต่อสู้บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ยกดาบขึ้นสัมผัสกับคู่ต่อสู้สองสามครั้งก็เก็บฉาก จึงเคยมีประวัติเป็นคนเล่นงิ้วกับเขาอยู่ช่วงเวลาสั้นๆ หากพัฒนาฝีมือการแสดงมากหน่อยก็จะมีบทพูดสองสามคำและมีบทการต่อสู้มากขึ้น บางคนจากทหารถือหอกภายหลังได้กลายเป็นตัวเอกของเรื่องก็มี

                หากเป็นการเปิดการแสดงนอกโรงงิ้วคือในการเทศกาลต่างๆก็จะมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือเด็กยกของ เด็กจัดเตรียมเวทีการแสดงและตัวแสดงไปพร้อมกัน รายได้เขาจ่ายเป็นเงินเดือน  หากจำไม่ผิดตอนนั้นได้เงินเดือนๆละหนึ่งพันห้าร้อยบาท เมื่อรวมกับค่าอื่นๆรายได้ก็จะตกประมาณเดือนละสองถึงสามพันบาท นั่นเป็นรายได้เมื่อสามสิบปีที่แล้ว
                แม้จะผ่านเยาวราชหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยไปเยี่ยมโรงงิ้วที่ว่านั่นอีกเลย ไม่รู้ว่ายังอยู่หรือเลิกกิจการไปแล้ว เยาวราชในสมัยนั้นจึงพลุกพล่านไปด้วยผู้คนหลากหลายอาชีพ พอถึงวันตรุษจีนก็จะมีงานเลี้ยงพนักงานอย่างยิ่งใหญ่และแถมอังเปาให้อีกคนละซอง ดังนั้นพนักงานลูกจ้างคนจีนทั้งหลายจึงชอบวันตรุษจีนเป็นที่สุด ทั้งได้กินอิ่ม มีเงินใช้แถมมีวันหยุดติดต่อกันอีกหลายวัน
                วันเวลาผันผ่านเหมือนม่านฝัน ผ่านมาผ่านไป ชีวิตนี้ไม่มีอะไรต้านทาน คาดหวังอนาคตไม่ได้ ที่เคยคาดหวังว่าจะได้เป็นคนเล่นงิ้วเป็นตัวเอกในการแสดงก็ไม่ได้เป็น เพราะชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน จำต้องละทิ้งสิ่งต่างๆไป เหมือนกับที่พระรัฐปาลได้แสดงธัมมุทเทสไว้ในรัฐปาลสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (13/446/309) ตอนหนึ่งว่า “โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป” แปลมาจากภาษาบาลีว่า “อสฺสโก โลโก สพฺพํ ปหาย คมนียํ”

                อดีตจึงเหมือนลมพัดผ่าน ย้อนเวลากลับไปหาอดีตไม่ได้ แต่ย้อนความทรงจำได้ ดวงอาทิตย์เมื่อขึ้นถึงเที่ยงแล้วก็จะเริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ เหมือนสรรพชีวิตที่เมื่อขึ้นถึงจุดกึ่งกลางชีวิตแล้วก็จะเริ่มคล้อยต่ำและลับหายไปจากฟากฟ้า ดวงอาทิตย์ดวงเดิมยังมีโอกาสโผล่ขึ้นมาทักทายโลกอีกในเช้าของวันใหม่ แต่สรรพชีวิตเมื่อหมดลมหายใจก็ไม่มีวันที่จะย้อนกลับคืนมามีชีวิตอีกเลย แม้จะเวียนว่ายตายเกิดใหม่ก็จะมาในร่างใหม่มิใช่ร่างเดิม สรรพสัตว์พึ่งพาอาศัยโลกได้เพียงชั่วครู่ยาม ไม่นานก็ต้องจากลาโลกนี้ไป
                เด็กเล่นงิ้วในอดีตเมื่อสามสิบปีก่อนได้ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนเป็นปีสุดท้าย ปีนั้นบอกลาโรงงิ้วและบรรดาเพื่อนฝูงเพียงสั้นๆว่าจะกลับบ้านไปไหว้บรรพบุรุษ จากวันนั้นเป็นต้นมาก็ไม่ได้กลับไปที่โรงงิ้วอีกเลย เพราะตั้งแต่วันนั้นมาก็หลบอยู่ภายใต้ความสงบร่มเย็นของร่มกาสาวพัตร แต่ยังคงไหว้บรรพบุรุษทุกปี ไหว้โดยไม่มีเทศกาล


 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
07/02/56

Go to top