Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

        ทุกวันจันทร์หลวงตาไซเบอร์ฯ ต้องไปโรงพยาบาลติดต่อกันมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว สาเหตุมาจากเจ้าแมวสีดำที่เลี้ยงไว้เกิดบ้าขึ้นมาหยอกล้อหรือล้อเล่นแต่คงเล่นแรงไปหน่อย จึงถูกแมวข่วนกลายเป็นรอยแผลจนเลือดสาด  ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอมันแสดงอาการเหมือนแมวบ้าโดดกัดเป็นครั้งที่สองในเวลาห่างกันเพียงสองวัน  จึงไม่ค่อยไว้วางใจ เพราะมันอาจจะกลายเป็นแมวบ้าไปก็ได้  จึงตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาล เมื่อหมอสอบถามอาการเสร็จสรรพเรียบร้อยก็เริ่มฉีดยาป้องกันพิษสุนัขบ้าจำนวนห้าเข็มอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง และฉีดยากันบาดทะยักอีกสามเข็มเดือนละครั้ง ผ่านมาสี่อาทิตย์แล้ว

        ผู้คนที่กำลังรอพบแพทย์มีมากมายหลายหลาก บางคนกำลังเจ็บหนักถูกหามเข้ามาส่งเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด  บางคนมองดูภายนอกไมมีอาการอะไรสภาพปรกติเหมือนคนทั่วไป แต่กำลังป่วยภายใน แต่ละวันที่ไปพบแพทย์เพื่อฉีดยามักจะได้เห็นอาการของคนป่วยแปลกแตกต่างกันไป ผู้คนในโลกต่างก็ป่วยด้วยกันทั้งนั้นส่วนจะมากหรือน้อยแล้วแต่อาการของแต่ละคน บางคนแสดงอาการป่วยออกมา บางคนโรคยังสงบแต่พร้อมที่จะแสดงอาการออกมาได้ทุกเมื่อ

        หลวงตาไซเบอร์ฯ เลี้ยงแมวไว้หลายตัว อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจเลี้ยง แต่แมวมาตกลูกที่กุฏิไว้สามตัว จึงต้องเลี้ยงให้อาหารจากตัวเล็กๆจนเติบโต แมวทั้งสามตัวจึงกลายเป็นตัวป่วนวิ่งเล่นไล่หนู ไล่นกที่มาคอยจิกกินอาหารข้างๆกุฏิ มีทั้งแมวและนกคอยเป็นเพื่อน  เลี้ยงแต่แมวแต่ไม่ได้เลี้ยงสุนัข  ในแมวเหล่านั้นมีเจ้าดำแมวหลงทางมาจากไหนไม่ทราบ แรกๆก็มาแย่งอาหารกับลูกแมวตัวอื่นๆ พอเวลาผ่านไปสักพักเจ้าดำเลยยึดพื้นที่อยู่ประจำที่กุฏิหน้าตาเฉย โดยยึดหน้าห้องเป็นที่หลับนอนเหมือนกับจะเป็นยามเฝ้าห้อง พอมีแมวสีดำมาเฝ้าหน้าห้อง แมวสีขาวตาเพชรตัวที่เคยมาอยู่ด้วยตัวนั้นก็หายหน้าไป ในกุฏิที่พักของหลวงตาไซเบอร์นอกจากมีตู้พระไตรปิฎก อัฏฐบริขารเช่นบาตร จีวรแล้ว ยังมีแมวอีกหลายตัว
        ดึกคืนหนึ่งหลวงตาไซเบอร์ฯกำลังจะเข้านอนจึงเปิดประตูออกมา แต่ไม่เห็นเจ้าดำนอนอยู่ที่เดิม นั่งเล่นสักพักเจ้าดำจึงเดินส่ายอาดเข้ามาหาและส่งเสียงร้องเหมือนกำลังหิว จึงบอกไปว่า “วันนี้ดึกแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ทนหิวหน่อยก็แล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยกิน ไปนอนเถอะ” พูดเล่นแค่นั้นเจ้าดำมองหน้าเหมือนกับจะตั้งคำถาม จากนนั้นก็เข้ามากอดที่ขากอดแน่นมากเล็บที่แหลมๆจึงปักลงไปในเนื้อพอสะบัดขาจึงกลายเป็นแผลเลือดไหลสาด หายาจากกล่องตำราหลวงมาล้างแผลจากนั้นก็หลับ

        ตอนเช้าเจ้าดำหายไปไม่ยอมโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย ผ่านไปสองวันเจ้าดำจึงกลับมา ไม่ได้มีอาการ “แมวบ้า” จึงพอจะสบายใจได้ มันนั่งใกล้ๆ เอามืบลูบหัวก็ไม่ได้แสดงอาการบ้าให้เห็น จึงเดินหนี พอหันหลังให้เท่านั้นเจ้าดำกระโดดกัดขาทันที ตอนนี้ไม่ใช่รอยเล็บแต่เป็นแผลจากคมเขี้ยว คว้าได้ไม้กวาดจึงไล่ตีแต่ไม่ทัน  เจ้าดำวิ่งไล่กัดแมวตัวอื่นๆ พบหน้าแมวตัวไหนกัดตัวนั้น  แสดงอาการเหมือนแมวบ้าที่กำลังคลั่ง เพราะแผลแมวกัดครั้งที่สองนี่เองจึงได้ตัดสินใจไปพบแพทย์
        กิเลสก็เหมือนแมว สำหรับผู้ที่ชอบเลี้ยงแมวคงเข้าใจธรรมชาติของแมวดี หากวันไหนได้กินอาหารอิ่มก็จะนอนหลับมีอารมณ์สนุกสนานไม่ค่อยจะรบกวนใคร อยู่ตามธรรมชาติของมัน หากจะเล่นกับเจ้าของก็ไม่มีพิษภัยอะไร มักจะนอนเล่นข้าง ๆเมื่อเอามือลูบหัวลูบหลังก็จะแสดงอาการคลอเคลียไม่ยอมห่าง
        หากยามใดที่เกิดความหิวขึ้นมา แมวก็จะมาร้องขออาหารไม่ยอมไปไหน แม้บางครั้งจะรำคาญก็จำเป็นต้องหาอาหารมาให้เมื่อได้กินอาหารอิ่มแมวจึงจะหยุดร้องและหนีหายไปตามทางของมัน  ธรรมชาติของแมวจึงเป็นไปดั่งนี้ ยามหิวจะมาร้องขออาหาร พอกินอิ่มก็จะจากไป ธรรมชาติของแมวจึงไม่ใช่สัตว์ที่มีอันตรายต่อผู้เลี้ยง หากแมวกัดคนเลี้ยงต้องคาดการณ์ไว้ก่อนว่าแมวนั้นอาจจะหิวหรือมีอารมณ์วุ่นวายใจอะไรสักอย่างหรือว่ามันเป็นแมวบ้าไปแล้ว

     กิเลสในจิตใจมนุษย์ก็คล้ายกับแมว มักจะร้องขออยากได้ อยากมี อยากเป็นไปตามสิ่งเร้าทั้งหลาย บางอย่างไม่ใช่สิ่งจำเป็นแต่เมื่อเห็นคนอื่นมีก็อยากได้ อยากมี บางครั้งอารมณ์โกรธจะเกิดขึ้นมาอย่างยากจะระงับ เพียงเพราะมีความไม่พอใจอะไรบางอย่างมากระทบ หากยอมตามอำนาจคำเรียกร้องของกิเลส ก็จะผ่อนคลายไปได้บ้าง มนุษย์ทั่วไปจึงต้องเลี้ยงกิเลสไว้อย่างไม่รู้สึกตัว เมื่อกิเลสอิ่มดูเหมือนจิตใจจะสงบไปชั่วครู่ แต่พอมีสิ่งเร้ามากระทบอีกก็ต้องทำตามอำนาจของกิเลสอีก ชีวิตมนุษย์เป็นไปดั่งนี้ เลี้ยงแมวกับเลี้ยงกิเลสมีอาการคล้ายๆกัน
        กิเลสแปลว่าสภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ดำรงอยู่ในจิตใจของมนุษย์นี่เอง พยายามเสนอแนะสอดแทรกความคิดเห็น เรียกร้องให้จิตใจของเจ้าตัวอันเป็นที่อิงอาศัยของกิเลสแสวงหาตามความต้องการของกิเลส ในพระพุทธศาสนาแสดงกิเลสวัตถุคือสิ่งก่อความเศร้าหมองไว้สิบประการ ดังที่แสดงไว้ในกิเลสโคจฉกะ ธรรมสังคณีปกรณ์  (34/791/335)  ความว่า “ธรรมเป็นกิเลส เป็นไฉน คือกิเลสวัตถุสิบได้แก่โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ”

        กิลเสแต่ละตัวมีคำแปลสั้นๆว่า โลภะ แปลว่าความอยากได้, โทสะความคิดประทุษร้าย,โมหะ ความหลง ความไม่รู้ ความเขลา, มานะ ความถือตัว, ทิฏฐิ ความเห็นผิด,  วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ความเคลือบแคลง,  ถีนะ ความหดหู่ ความท้อแท้ถดถอย, อุทธัจจะความฟุ้งซ่าน, อหิริกะความไม่ละอายต่อความชั่ว และอโนตตัปปะ ความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว 
        หากจะอรรถาธิบายโดยละเอียดคงต้องใช้เวลานานกว่าที่จะทำความเข้าใจความหมายของ  “กิเลส” แต่ละตัว ลองดูคำอธิบายกิเลสตัวแรกคือ “โลภะ” ซึ่งในธรรมสังคณีปกรณ์ได้อธิบายไว้ว่า “บรรดากิเลสวัตถุสิบประการนั้น โลภะเป็นไฉน
        คำว่า “โลภะ” ในธรรมสังคณีปกรณ์(34/792/335) มีคำอธิบายไว้ว่า “โลภะคือความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลินความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความอยาก ความสยบ ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ ความจมอยู่ ธรรมชาติผู้คร่าไป ธรรมชาติ ผู้หลอกลวง ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิด ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติอันร้อยรัด ธรรมชาติอันมีข่าย ธรรมชาติอันกำซาบใจ ธรรมชาติอันซ่านไป ธรรมชาติเหมือนเส้นด้าย ธรรมชาติอันแผ่ไป ธรรมชาติผู้ประมวลมา ธรรมชาติเป็นเพื่อนสอง ปณิธาน ธรรมชาติผู้นำไป สู่ภพ ตัณหาเหมือนป่า ตัณหาเหมือนดง ความเกี่ยวข้อง ความเยื่อใย ความห่วงใย ความผูกพัน การหวัง กิริยาที่หวัง ความหวัง ความหวังรูป ความหวังเสียง ความหวังกลิ่น ความหวังรส ความหวังโผฏฐัพพะ ความหวังลาภ ความหวังทรัพย์ ความหวังบุตร ความหวังชีวิตธรรมชาติผู้กระซิบ ธรรมชาติผู้กระซิบทั่ว ธรรมชาติผู้กระซิบยิ่ง การกระซิบ กิริยาที่กระซิบ ความกระซิบ

        การละโมบ กิริยาที่ละโมบ ความละโมบ ธรรมชาติเป็นเหตุซมซานไป ความใคร่ในอารมณ์ดีๆ ความกำหนัดในฐานะอันไม่ควร ความโลภเกินพอดี ความติดใจ กิริยาที่ติดใจ ความปรารถนา ความกระหยิ่มใจ  ความปรารถนานัก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธคือราคะที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะอุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์ เครื่องปิดบัง เครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย ปริยุฏฐาน ตัณหาเหมือนเถาวัลย์ ความปรารถนาวัตถุมีอย่างต่างๆ รากเง่าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงแห่งมาร เบ็ดแห่งมาร แดนแห่งมาร ตัณหาเหมือนแม่น้ำ ตัณหาเหมือนข่าย ตัณหาเหมือนเชือกผูก ตัณหาเหมือนสมุทร อภิชฌา อกุศล มูลคือโลภะ อันใด นี้เรียกว่า โลภะ”
        วันนี้ขอยกคำอธิบายมาเพียง”โลภะ” คำเดียว หากจะแปลสั้นๆก็จะได้ความว่า ความอยากได้ แต่ถ้าต้องการคำอธิบายโดยพิสดารก็ต้องย้อนกลับไปอ่านข้างบน  กิเลสตัวเดียวก็ยากที่จะถ่ายถอนได้แล้ว หากกิเลสเหล่านี้มาพร้อมกันทั้งสิบตัว จะมีความยุ่งยากขนาดไหน มีกิเลสวัตถุสิบตัวเหมือนเลี้ยวแมวไว้สิบตัววุ่นวายน่าดู

        แมวสีดำตัวนั้นเมื่อหยอกล้อกับคนเลี้ยงจนเลือดสาดแล้ว มันหายตัวไปสองสามวันได้ข่าวว่ามันวิ่งไล่ทำร้ายแมวตัวอื่นๆตามที่ต่างๆ จนผู้ถูกแมวข่วนต้องไปหาหมอฉีดยากันพิษสุนัขบ้า เจ้าดำหายหน้าไปนานไม่ยอมโผล่หน้าเข้ามาใกล้ จนกระทั่งเมื่อดึกคืนที่ผ่านมามันแอบมานอนข้างๆบันได จึงเดินเข้าไปทักทายเอามือลูบหัวเล่นเบาๆด้วยความระวังภัยเพราะเกรงว่าประเดี๋ยวมันเกิดโมโหขึ้นมาอีกอาจจะได้แผลที่สาม แต่เจ้าดำนอนสงบนิ่งทำตาปริบๆเหมือนแสดงอาการขอโทษ เมื่อนำอาหารแมวมาให้มันก็ลงมือกินอย่างหิวโหย จากนั้นก็มานอนเฝ้าหน้าห้องเหมือนที่เคยปฏิบัติมานานหลายเดือน คืนที่ผ่านมาหลังจากที่กลับจากโรงพยาบาลฉีดยากันพิษสุนัขบ้าแล้ว แล้วหลวงตาไซเบอร์ฯ จึงนอนหลับได้สนิท เจ้าดำแมวตัวนั้นมีอาการปรกติ คงหายบ้าแล้ว

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
05/02/56

Go to top