Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

             ฟ้ากำลังจะมืดค่ำแม้จะพยายามกวาดเศษไม้ใบหญ้าที่ลานวัด แต่เมื่อลมพัดโหมมาอีกครั้งใบไม้บนต้นก็ร่วงหล่นลงเกลื่อนดิน จึงทำได้แค่ยืนมองใบไม้ที่ปลิวไปตามแรงลม เมื่อลมแรงใบไม้ก็ถูกพัดไปตามกระแสลมโดยไร้ทิศทาง พื้นที่เก็บกวาดแล้วก็กลับมารกอีกครั้ง บางครั้งมนุษย์ก็ฝืนธรรมชาติไม่ได้ โบราณว่าไว้ "น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง ลมแรงอย่ายืนต้าน"
 

             กำลังจะเดินขึ้นกุฏิก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งสะพายกระเป๋าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ ท่าทางไม่ค่อยหน้าไว้ใจ เดินเข้ามาหานั่งประนมมือไหว้ก่อนจะบอกว่า  “หลวงพี่ครับผมขอพักค้างคืนที่วัดสักหนึ่งคืนได้ไหมครับ”
             หลวงตาไซเบอร์ฯ วันนี้เป็นหลวงพี่เพราะคนเรียกคงมีอายุใกล้เคียงกัน หยุดมองเหมือนกำลังจะตั้งคำถาม ชายคนนั้นจึงบอกว่า “ผมตกงานนะครับ โรงงานปิดกิจการ เพราะไม่อยากจ่ายค่าแรง 300 บาทตามนโยบายรัฐบาล” เขาตอบชัดเจนตรงไปตรงมาดี
             ก่อนจะอนุญาตตามธรรมเนียมก็ต้องสอบถามข้อมูลของผู้ที่จะมาพัก เพราะตามปรกติไม่ค่อยอนุญาตให้ใครมาพักง่ายๆ วัดมีระเบียบ มีระบบอยู่จะต้องขออนุญาตเจ้าอาวาส จากนั้นติดต่อไปที่เลขานุการวัด เมื่อได้รับอนุญาตจึงจะจัดสรรที่พักให้ หลวงตาไซเบอร์ฯไม่มีสิทธิ์อนุญาตให้ใครพักที่วัดได้ จึงบอกให้ไปหาเจ้าอาวาส 
             เวลาผ่านไปสักพักชายคนนั้นจึงย้อนกลับมาอีกครั้ง เขาบอกว่า “หลวงพ่อเจ้าอาวาสอนุญาตให้พักได้แล้วครับ” เพื่อความแน่ใจจึงโทรศัพท์ไปสอบถามหลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านตอบสั้นๆว่า “ผมอนุญาตแล้วให้พักได้หนึ่งคืน ท่านมหาฯหาที่พักให้ด้วย”  เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน จึงพาไปยังที่พัก ซึ่งตามปรกติใช้เป็นห้องเรียน แต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์โรงเรียนปิด จึงพอมีที่ว่างให้ชายคนนั้นพักได้หนึ่งคืน
             เมื่อได้ที่พักเรียบร้อยแล้วจึงถามว่า “โยมทำงานอะไร ทำงานที่ไหน”

 

             ชายคนนั้นบอกว่า “ผมมาจากต่างจังหวัดครับ ทำงานที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง  รับจ้างเป็นรายวัน ก่อนปีใหม่ได้วันละสองร้อยกว่าบาท หากทำงานล่วงเวลาก็จะได้เพิ่มอีก ผมทำงานตั้งแต่เช้าจนกระทั่งดึกครับ ได้ค่าจ้างรวมแล้ววันหนึ่งก็ประมาณสี่ร้อยกว่าบาทครับ พอถึงช่วงปีใหม่จึงลางานงานหยุดพักเพื่อไปเที่ยวงานปีใหม่ที่ชนบท ตามปรกติผมจะเดินทางกลับบ้านปีละสองครั้งคือปีใหม่และสงกรานต์ เวลาที่เหลือคือการทำงาน ครอบครัวลูกเมียผมอยู่ที่บ้านนอกครับ ลูกชายกำลังเรียนหนังสือ ส่วนภรรยาทำหน้าที่ดูแลแม่ผมที่มีอายุมากแล้ว ผมจึงรับภาระในการทำงานหาเงินส่งให้ภรรยาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ซึ่งพอประทังชีวิตไปได้ แม้จะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ก็พอเอาตัวรอด แต่ตอนนี้ผมกำลังกลายเป็นคนตกงาน เพราะโรงงานพึ่งแจ้งให้พนักงานทราบว่า “โรงงานขาดทุนรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว จึงต้องปิดกิจการ”
             ชายคนนั้นยังคงเล่าต่อไปเหมือนกำลังระบายความทุกข์ให้คนอื่นได้รับรู้ “ผมทำงานรายวัน พอกลับมาจากเยี่ยมแม่ ภรรยาและลูกที่บ้านเกิด ก็วางแผนก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯว่าจะพยายามทำงานให้หนักขึ้น จะประหยัดขยันเก็บเงินไว้เพื่ออนาคตของลูก แต่ไม่ได้คิดว่าจะมาพบกับการเป็นคนตกงานอย่างในวันนี้”
             จึงบอกว่า “ทำไมไม่ลองหางานอย่างอื่นทำบ้าง ”
             ชายคนนั้นบอกว่า “ผมก็เดินหางานมาหลายวันแล้วครับ ตั้งแต่กลับจากชนบทในช่วงปีใหม่นี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้ว ผมไม่ได้วางแผนในการตกงานนะครับ คิดว่าโรงงานคงจ้างต่อและได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็นวันละสามร้อยบาท  โรงงานก็ไม่ได้มีวี่แววอะไรเลยว่าจะปิดกิจการ ผมยังจะสู้ต่อไปนะครับ ผมไม่ยอมแพ้หรอก เป็นชายเมื่อเดินทางออกนอกบ้านแล้วไม่ประสบความสำเร็จจะไม่ย้อนกลับไป คนเราไม่เหมือนต้นไม้ที่ล้มแล้วยากที่จะยืนต้นขึ้นมาใหม่ได้ มุษย์ล้มได้ ผิดหวังได้  แต่เมื่อล้มก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ครับ ผมอยากสวดมนต์ครับหลวงพี่ช่วยหาหนังสือสวดมนต์ให้ผมสักเล่มได้ไหมครับ” 

             วันนั้นยังมองเห็นแววของนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ ในแววตาก่อนจะแยกย้ายให้เขาได้พักผ่อน มนุษย์เราหากไม่ยอมแพ้ อุปสัคนานาก็ไม่ใช่ปัญหา มีใครไม่รู้เคยบอกไว้ว่า “ปัญหามีไว้แก้ ทองแท้ต้องผ่านไฟร้อน”  ส่วนอีกสำนวนหนึ่งมีคนนำมาปรับเปลี่ยนใหม่ว่า “ปัญหามีไว้แก้ รักแท้ต้องมีอุปสัค” เขาได้หนังสือสวดมนต์ตามต้องการแล้ว จึงปล่อยให้เขาอยู่กับตนเอง สักพักก็ได้ยินเสียงไหว้พระสวดมนต์แว่วมาจากห้องพัก
             เย็นวันอาทิตย์ซึ่งน่าจะเป็นวันหยุดพักผ่อนของคนทำงาน แต่วันนั้นต้องมานั่งฟังความระทมทุกข์ของชายตกงานคนหนึ่งที่พลัดหลงเข้ามาในวัด ได้ฟังเรื่องราวของชาวโลกที่กำลังประสบกับปัญหาการว่างงาน อย่างน้อยก็ได้ฟังสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน การฟังเป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่ง บางเรื่องที่ไม่เคยรู้จะได้รับรู้ไว้เตือนใจตนเอง
             ในกุมารปุตตสูตร ขุททกนิกาย เถรคาถา ได้แสดงถึงการฟังไว้ว่า “การฟังเป็นความดี ความประพฤติมักน้อยเป็นความดี การอยู่โดยไม่มีห่วงใยเป็นความดีทุกเมื่อ การถามสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นความดี การทำตามโอวาทโดยเคารพเป็นความดี กิจมีการฟังเป็นต้นนี้เป็นเครื่องสงบของผู้ไม่มีกังวล”
             การรับฟังเรื่องราวของชายตกงานคนหนึ่งในเย็นวันนั้น ทำให้เกิดความคิดว่า “ชีวิตของแต่ละคนมีทางเดินของตนเอง ชีวิตที่ไม่มีสมบัติอะไรเป็นของส่วนตัว บางครั้งก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง แม้จะตัดความห่วงใยบางอย่างไม่ได้ แต่ก็พยายามตัดความห่วงใยให้เหลือน้อยลง สมบัติทั้งหลายมาแล้วก็ไป เหมือนชีวิตมนุษย์ที่มาอยู่ในโลกนี้ไม่นานก็ต้องจากโลกนี้ไปเหมือนกัน”
             ความคาดหวังในชีวิตเป็นสิ่งที่ดี แต่หากคาดหวังมากเกินไปก็อาจจะนำไปสู่ความทุกข์ได้ สุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน คนที่ซื้อรถใหม่อาจจะมีความสุขที่มีรถใช้ แต่พอกาลเวลาผ่านไปสักพักความทุกข์เพราะการมีรถก็จะตามมา เพราะภาระค่าใช้จ่ายต้องมีตามมาด้วย ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมแซมหากเกิดอุบัติเหตุ วันนี้มีความสุข แต่วันหน้าอาจจะต้องประสบทุกข์ ชีวิตเป็นไปดั่งนี้ ผู้ที่มีความสุขโดยประการเดียวหาได้ยากยิ่ง ในทำนองเดียวกับผู้ที่ประสบทุกข์อย่างเดียวก็หาได้ยาก ชีวิตจึงมีทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป

             จำไม่ได้ว่ามาจากหนังสือหรือภาพยนต์เรื่องไหนที่ครั้งหนึ่งลูกชายหกล้มจึงเกิดเป็นแผลถลอก เมื่อพ่อมาพบเข้าจึงช่วยลูกชายขึ้นจากการหกล้มนั้น พ่อถามลูกชายว่า “รู้ไหมว่าทำไมเธอจึงหกล้ม” ลูกชายทำหน้างงๆคงคิดหาคำตอบที่ถูกใจไม่ได้ พ่อจึงเฉลยว่า “ก็เพราะลูกจะได้ลุกขึ้นยืนใหม่ วันนี้พ่อยังช่วยเธอได้ แต่ในวันข้างหน้าลูกต้องช่วยตัวเอง แม้จะหกล้มกี่ครั้งลูกก็ต้องลุกขึ้นและเดินต่อไปให้ได้”
             เริ่มต้นปีใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน ชายตกงานคนหนึ่งมาขอพักชั่วคราวในอาราม เขาคงมีกำลังใจ มีแรงกายที่พร้อมจะต่อสู้กับปัญหาต่างๆได้ คนตกงานคนหนึ่งในวันนี้อาจจะกลายเป็นเศรษฐีในอีกหลายปีข้างหน้าก็ได้ ชีวิตมนุษย์ล้มได้ แต่ต้องพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่ สู้ด้วยปัญญาและความเพียรของมนุษย์ ดังสุภาษิตของท้าวสักเทวราช จอมเทวดาในวิโรจนอสุรินทสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (15/892/272) ความว่า "เป็นชายควรพยายามไปจนกว่าประโยชน์สำเร็จ ประโยชน์งดงามอยู่ที่ความสำเร็จ ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี" แปลมาจากภาษาบาลีว่า "วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา นิปฺผนฺนโสภิโน อตฺถา ขนฺตยา ภิยฺโย วิชฺชติฯ"
             คนเราหากไม่หมดความเพียรพยายามเสียก่อน และตั้งอยู่ในขันติธรรมคือความอดทนย่อมสามารถจะฟันฝ่าปัญหาและอุปสัคนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จจนได้ ที่สำคัญอย่าพึ่งท้อแท้ ท้อถอยจนหมดกำลังใจเสียก่อน

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
08/01/56

 

Go to top