Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

          คงมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่มีช่วงเวลาเป็นส่วนตัวจริงๆโดยแยกตัวจากสังคม แยกตัวจากคนอื่นๆ อยู่คนเดียวทำใสสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต แต่เมื่อทำแล้วมีความสุขที่สุด สบายใจเป็นที่สุด ส่วนสถานที่นั้นขึ้นอยู่กับความพึงพอใจจากการเลือกสรรของแต่ละคน โบราณว่า “มนุษย์นั้น นานา จิตตัง”  เพราะคนแต่ละคนคิดไม่เหมือนกันมีเส้นทางเดินของตนเอง แม้ว่าบางคนจะเดินตามเส้นทางที่ผู้อื่นกำหนด แต่พอถึงช่วงเวลาหนึ่งก็ต้องเดินในเส้นทางที่ตนเองได้เลือกสรรแล้ว เป็นความชอบส่วนตัว เป็นช่วงเวลาส่วนตัว
 

          หนาวมาหลายวัน แม้ว่ากรุงเทพมหานครจะสัมผัสได้ถึงความหนาวเพียงเสี้ยวหนึ่ง แต่ก็เป็นความหนาวที่น่ารื่นรมย์ ได้นั่งผิงแสงแดดอุ่นในยามเช้า แต่หลังวันปีใหม่หลวงตาไซเบอร์ฯยังเดินทางกลับกรุงเทพไม่ได้ จึงได้สัมผัสกับความหนาวในท่ามกลางป่าไม้ ภูเขาที่วัดถ้ำพระ ถ้ำแก้ว จังหวัดชัยภูมิ เช้าวันนั้นรับรู้ได้ถึงความหนาวจริงๆ ยิ่งในคืนที่ผ่านมาหนาวจนต้องหาผ้าห่ม ซึ่งที่พักแห่งนั้นเป็นเพียงกุฏิเก่าโล่งๆ แทบจะไม่มีสมบัติอื่นใดอยู่เลย นอกจากเตียงไม้หนึ่งอัน เสื่อเก่าๆหนึ่งผืน และหมอนเก่าๆอีกหนึ่งใบ เนื่องจากมีพระภิกษุรูปหนึ่งพึ่งลาสิกขาไปได้สักสามสี่วัน สภาพกุฏิจึงยังสะอาด เก็บกวาดฝุ่นละอองนิดหน่อยก็ใช้เป็นที่พักได้แล้ว  ผ้าห่มสองผืนคือพระจีวรและสังฆาฏิจึงได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในคืนที่เหน็บหนาว

 

          เที่ยงวันนั้นลมยังแรงความหนาวยังมีอยู่ แม้จะไม่มากเหมือนตอนเช้า แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความหนาวที่แผ่ปกคลุมมาจากยอดเขาสูง เห็นว่าวันนี้ว่างจึงชวนภิกษุรูปอื่นๆเพื่อที่จะได้ไปชมถ้ำพระ แต่ไม่มีใครว่างหรือไม่มีใครอยากเดินทางไปเลย พระภิกษุสามเณรที่นี่อยู่ในถ้ำทุกวันอยู่แล้ว  จึงถือกล้องถ่ายภาพติดมือไปด้วย วันนี้จึงถ่ายภาพตัวเองด้วยกล้องของตัวเอง ค่อยๆเดินทางผ่านไร่ของชาวบ้านไปที่ถ้ำพระซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถ้ำแก้ว เดินทางเพียงสิบนาทีก็ถึงแล้ว
          ชาวบ้าน ณ บริเวณแถบนี้มักจะมีคำเรียกขานติดปากว่า “ถ้ำพระ-ถ้ำแก้ว” ซึ่งเป็นเหมือนถ้ำพี่ถ้ำน้องที่อยู่ใกล้ๆกัน ถ้ำทั้งสองได้กลายสภาพเป็นวัดถ้ำแก้วและวัดถ้ำพระมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาตลอดมาหลายปี แม้ทางการจะไม่อนุญาตให้ดัดแปลงแก้ไขสภาพภายในบริเวณถ้ำ แต่ก็อนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่ในการปฏิบัติธรรมได้  ปัจจุบันทางราชการอนุญาตให้อนุญาตสร้างวัดได้ในนาม “วัดถ้ำแก้ว” ส่วนถ้ำพระยังเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านก็นิยมเรียกว่า “วัดถ้ำพระ”


          ถ้ำพระในวันนี้ตั้งตระหง่านหันปากถ้ำไปทางทิศใต้ ส่วนถ้ำแก้วหันปากถ้ำไปทางทิศเหนือ ระหว่างถ้ำทั้งสองมีระยะห่างที่เป็นไร่ของชาวบ้าน มีชาวบ้านจับจองเป็นเจ้าของที่อยู่สองสามหลัง คนพวกนี้คงอยู่มาก่อนที่ทางราชการจะประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าสงวน จึงอนุญาตให้อยู่ต่อไปได้ แต่ห้ามคนอื่นๆเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้น แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปีแต่หมู่บ้านระหว่างถ้ำพระและถ้ำแก้วยังมีเพียงบ้านสองสามหลังเหมือนเดิม
          วันนั้นมีเพียงหลวงตาไซเบอร์ฯ พระภิกษุในวัยใกล้ชรารูปเดียวที่เดินเข้าถ้ำ มีไฟฉายและเทียนเป็นเครื่องส่องทาง  ส่วนไฟฟ้ามีเพียงเสาเก่าๆที่ไม่มีกระแสไฟ  ถ้ำพระยังคงสภาพของความเก่า บางแห่งมีรากไม้ขึ้นแซมออกจากดินในถ้ำ แสงสว่างจากข้างนอกที่สาดส่องเข้ามาภายในถ้ำเป็นลำแสงที่สดใสมองดูงดงามอลังการ เป็นความงามของธรรมชาติแท้ๆที่ไม่ได้มีแสงสว่างจากต้นกำเนิดอื่นใดเลยนอกจากแสงแห่งดวงอาทิตย์  ยืนเพ่งพินิจมองความงามนั่นอย่างมีความสุข บางทีความสุขก็ไม่ได้มาจากสิ่งที่คนอื่นๆเรียกว่าความเจริญแต่ประการใด ความสุขมาจากการได้ชื่นชมความงดงามของธรรมชาติ

 

          ที่หน้าพระประธานที่เคยเป็นศาลาการเปรียญโดยทำเป็นพื้นไม้ยกพื้นขึ้นสูงจากปากถ้ำ พื้นกระดานบางแห่งสอดแทรกเข้าไปในชะง่อนผา กลายเป็นศาลาปฏิบัติธรรมที่แสนเรียบง่าย พอผ่านกาลเวลาไปหลายปี พื้นไม้ก็เก่าชำรุดทรุดโทรม ต้องค่อยเดินๆ หากไม่ระมัดระวังมีหวังหล่นตกจากหน้าผาได้ง่ายๆ วันนี้ไม่มีพระสงฆ์ ไม่ค่อยมีคนเดินทางมาชมความงามของถ้ำพระ ประชาชนส่วนหนึ่งต่างก็มุ่งหน้าสู่ถ้ำแก้วที่มีความงดงามอลังการมากกว่า เพราะหินในถ้ำแก้วบางส่วนคือแก้วใส พอถูกแสงไฟส่องจะส่งประกายเหมือนแก้วคริสตัลสีขาวชั้นดี
          ส่วนถ้ำพระเป็นถ้ำดินผสมกับหินธรรมดา ไม่ได้มีความพิเศษแต่ประการใด ความแตกต่างจึงอยู่ที่ซอกหลืบของทางเดินที่มีมากมาย หากไม่ชำนาญเส้นทางมีหวังหลงทางได้ การหลงทางอยู่ในถ้ำในช่วงที่ไม่ค่อยมีผู้คนเข้าถ้ำนั้นมีโอกาสกลายเป็นผีเฝ้าถ้ำได้ง่ายๆ  โบราณว่า “หลงทางเหนื่อยกาย หลงงมงายซอกซ้ำ หลงถ้ำอาจกลายเป็นผี” มีข่าวเล่าลือว่ามีพระธุดงค์นั่งบำเพ็ญเพียรในถ้ำพระแห่งนี้มรณภาพมาหลายรูปแล้ว

 

          นั่งพิจารณาในถ้ำคนเดียวเงียบๆ เสียงค้างคาวกระพือปีกบินว่อนไปมา แต่ก็ไม่ได้ทำลายความสงบ เผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว นั่งพิงผนังถ้ำข้างๆศาลาไม้นั่นแหละ ยังดีที่วันนั้นไม่มีคนอื่นเดินเข้าถ้ำเลย ตื่นขึ้นมานั่งมองผืนป่าที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า อากาศเย็นสบาย ป่าไม้สงบร่มรื่น ขุนเขายังตระหง่านผ่านกาลเวลาอย่างโดดเดี่ยว ชีวิตเราเล่าไยมิใช่เฉกเช่นขุนเขาและราวป่าที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว เผลอคิดไปว่า มาอยู่ไยในป่าเขาแห่งนี้ วิชีวิตน่าจะมีทางไปได้มากกว่านี้ หากเป็นฆราวาสออกไปครองเรือนคงมีลูกมีหลานไปแล้ว แต่ทำไมต้องปล่อยชีวิตให้หมดไปกับเส้นทางที่มองไม่เห็นจุดหมาย เป็นผู้ที่มีชีวิตแต่ดำเนินไปบนเส้นทางที่แสนโดดเดี่ยวเดียวดาย
          ความคิดทำนองเดียวกันนี้เคยปรากฏแก่พระภิกษุรูปหนึ่งที่พักผ่อนในตอนกลางวันในราวป่าแคว้นโกศล ดังที่แสดงไว้ใน วิเวกสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค(15/762/275) ความว่า “สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล ภิกษุรูปนั้น พักผ่อนกลางวัน ตรึกอกุศลวิตกลามกอิงอาศัยเรือน
         ครั้งนั้น เทวดาที่สิงอยู่ในป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ประโยชน์แก่ภิกษุนั้น หวังจะให้เธอสลดใจ จึงเข้าไปหาแล้วกล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า “ท่านใคร่วิเวก จึงเข้าป่า ส่วนใจของท่านแส่ซ่านไปภายนอก  ท่านเป็นคน จงกำจัดความพอใจในคนเสีย แต่นั้น ท่านจักเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความกำหนัด ท่านมีสติ ละความไม่ยินดีเสียได้ เราเตือนให้ท่านระลึกถึงธรรมของสัตบุรุษ ธุลีคือกิเลสประดุจบาดาลที่ข้ามได้ยาก ได้แก่ความกำหนัดในกามอย่าได้ครอบงำท่านเลย นกที่เปื้อนฝุ่น ย่อมสลัดธุลีที่แปดเปื้อนให้ตกไป ฉันใด ภิกษุผู้มีเพียร มีสติย่อมสลัดธุลีคือกิเลสที่แปดเปื้อนให้ตกไปฉันนั้น”


          ในพระสูตรนี้เทวดามาเตือนภิกษุให้ได้ความสลดสังเวชและเกิดความสลดใจ มีกำลังใจให้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงไว้แล้ว ส่วนหลวงตาไซเบอร์ฯภิกษุวัยใกล้ชรารูปนั้นวันนั้นไม่มีเทวดาที่ไหนมาเตือน ได้แต่เตือนตนด้วยตนเอง พอรู้สึกตัวจึงค่อยๆเดินไปที่ผนังถ้ำ มีคนมือดีเขียนคำจารึกบนผนังถ้ำไว้น่าสนใจว่า “งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง”
          วันนี้พระภิกษุวัยใกล้ชรา ยังไม่เป็นผี ยังละไม่ได้ ยังไม่ได้ทำอะไรจริงจัง แต่ยังประคับประครองตนดำเนินไปตามเส้นทางแห่งการสละปล่อยวาง แม้จะยังวางบางสิ่งไม่ได้ แต่ก็วางชีวิตการครองเรือนมาได้หลายสิบปีแล้ว
          ออกจากถ้ำเวลาก็ล่วงมาจนมืดค่ำ ธรรมชาติและความเป็นธรรมดาโดยไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งใดๆของถ้ำพระเป็นความงดงามที่น่าค้นหา ดูถ้ำภายนอกแล้วย้อนกลับมาดูถ้ำภายในคือกายซึ่งเปรียบเหมือนถ้ำ ความงามความดีมีอยู่ภายในกายเรานี่เอง วันหนึ่งของช่วงเวลาต้นปีใหม่ของภิกษุวัยใกล้ชรารูปหนึ่งมีเวลาได้ถ่ายภาพตัวเองด้วยตัวเอง ภาพทั้งหมดที่เห็นจึงถ่ายเองเพราะวันนั้นไม่มีใครอื่นใดในถ้ำแห่งนั้นเลย  วันเวลาช่วงปีใหม่จึง
ผ่านพ้นไปในหุบเขา ราวป่าที่ถ้ำพระ จังหวัดชัยภูมิ


พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
04/01/56

 

Go to top