Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

      วัดป่าสันติ รัฐยะโฮร์ มาเลเซียในเช้าวันนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์ เช่นคนจีน คนไทยในสิงคโปร์ คนอินเดียในมาเลเซีย หลวงตาไวเบอร์ฯกำลังนั่งฉันกาแฟร้อนๆที่ควันกำลังกรุ่นในตอนเช้า ก็เหลือบมองไปที่หลวงปู่ซึ่งตอนนั้นกำลังสนทนากับฝรั่งคนหนึ่ง แต่ดูจากท่าทางแล้วคงคุยกันไม่รู้เรื่อง คงพูดกันคนละภาษา พอหลวงปู่มองมาเห็นจึงกวักมือเรียก จึงวางถ้วยกาแฟและเดินเข้าไปกราบหลวงปู่ ท่านชี้มือไปที่ฝรั่งที่กำลังนั่งอยู่ใกล้ๆ พอหันไปจึงเห็นรอยยิ้มและฝรั่งคนนั้นยกมือไหว้เอ่ยคำทักทายเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า “สวัสดีครับ”
 

          หลวงปู่บอกว่า “ท่านมหาถามดูซิว่ามาจากไหน” ท่านมหาฯจึงกลายเป็นล่ามจำเป็น เพราะฝรั่งคนนั้นพูดไทยได้สองสามคำ ตอนแรกนึกว่าพูดไทยได้ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมหลวงปู่ไม่ถามเอง แต่พอถามเป็นภาษาไทย ฝรั่งคนนั้นจึงบอกความจริงว่าพูดไทยไทยแค่เอ่ยคำทักทายนิดหน่อยเท่านั้น
          จากนั้นจึงเป็นบทสนทนาของหลวงปู่กับฝรั่ง โดยมีหลวงตาไซเบอร์ฯ เป็นล่ามจำเป็นคอยแปลและถอดความ  ฝรั่งก็รู้ว่าไม่ควรพูดคำศัพท์ยากๆ แต่ก็ได้เล่าประสบการณ์เหมือนอัตตชีวประวัติในช่วงผ่านแห่งกาลเวลา

 

          ฝรั่งคนนั้นบอกชื่อแต่ขอสงวนนาม เขาบอกว่าผมเป็นชาวนิวซีแลนด์ ทำงานที่ปีนังมานานกว่ายี่สิบกว่าปีแล้วครับ พื้นเพเดิมผมก็เป็นคริสต์แต่ชอบแสวงหาแนวทางในการปฏิบัติ เคยเดินทางไปอินเดียไปพำนักกับพวกฤาษีที่ฤาษีเกต ไปภูเขาหิมาลัย ไปเนปาล ผมเดินทางไปมาแล้วทั่วโลก แต่ไม่เห็นสาระในการแสวงหา จนกระทั่งได้มาพบกับพระไทยรูปหนึ่ง ท่านแนะนำให้นั่งสมาธิเจริญภาวนา แม้ผมจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็อยากลอง ผมค่อยๆหลับตาโดยมีคำภาวนาในตอนนั้นว่า  “พระเจ้าๆ”  ไปเรื่อยๆโดยไม่ได้หวังผลอะไร ทำไปอย่างนั้น ในวันนั้นเกิดเหตุมหัศจรรย์คือจิตใจผมสงบนิ่งในอารมณ์เดียวเหมือนกับอยู่คนเดียวในโลก ตัวตนว่างเปล่าโล่งสบายเหมือนไม่มีอะไรเลย ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน กลางคืนสว่างเหมือนกลางวัน มันสว่างภายในจิตรู้ได้สัมผัสได้ด้วยตัวเอง รู้สึกว่ามีความอิ่มใจที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ไม่มีความอยากได้ใคร่ดีอะไร ไม่โกรธไม่เกลียดใคร รู้สึกว่ามนุษย์ในโลกนี้น่าสงสารต้องแสวงหาสิ่งต่างๆโดยไม่จำเป็น” 
          ฝรั่งคนนั้นอธิบายในทำนองนี้ จนคิดในใจว่าคงกำลังสนทนาธรรมกับพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่ง เมื่ออธิบายให้หลวงปู่ฟัง ท่านก็เพียงแต่ยิ้ม แต่กระซิบบอกว่า “อย่าพึ่งเชื่อฝรั่งมักชอบพูดอะไรเกินจริง” ก่อนจะบอกว่า “ประโยคไม่ต้องแปลให้ฝรั่งฟังก็ได้” ลองถามดูซิว่าทำไมจึงไม่บวชพระเหมือนกับฝรั่งคนอื่นๆ หลวงปู่ชี้ไปที่พระฝรั่งอีกสองสามรูปที่กำลังนั่งสนทนาอยู่กับพุทธศาสนิกชนชาวสิงคโปร์
          “ทุกอย่างอยู่ที่จิตใจครับ” ฝรั่งคนนั้นเอามือตบที่หน้าอกข้างซ้าย “ผมจะบวชหรือไม่บวช ไม่ใช่สาระสำคัญของการปฏิบัติ อยู่แบบผมแบบชาวบ้านก็ปฏิบัติธรรมได้เหมือนกัน ผมยังทำงานตามปรกติ มีเวลาว่างก็นั่งสมาธิภาวนา ชีวิตผมพอแล้วครับ”
          เมื่อถามว่า “ครอบครัวไม่ว่าอะไรหรือ” 

 

          เขารีบตอบทันทีว่า “ผมไม่มีครอบครัวครับ อยู่ตัวคนเดียว ลูกเมียไม่มี ปฏิบัติตนเหมือนอนาคาริกคือเหมือนคนไร้บ้าน แต่ยังมีบ้าน ยังคงทำงานตามปรกติ ไม่ทำงานรับใช้ใครแล้วครับ ผมเป็นนายจ้างตัวเอง อยากทำก็ทำไม่อยากทำก็มอบหมายให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆทำ ทุกคนไว้ใจได้อยู่ด้วยกันมานาน” เมื่อถามว่าทำงานอะไร ฝรั่งคนนั้นไม่ยอมบอกตรง เพียงแต่บอกว่างานสุจริตครับ
          สิ่งที่ฝรั่งคนนั้นบรรยายในเวลาที่นั่งสมาธินั้น อาจจะถอดความได้ไม่ตรงตามความหมายที่เขาต้องการบอกได้ทุกถ้อยคำ เพราะมีเรื่องของภาษาเข้ามาเป็นสิ่งกางกั้น ในเรื่องของสมาธิภาวนามีแสดงไว้ในสมาธิสูตร โรหิตัสสวรรค อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต(21/41/52) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาสี่ประการคือ(1) สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันมีอยู่ (2)สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะมีอยู่ (3) สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ (4) สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะมีอยู่
          มีคำอธิบายต่อไปเป็นข้อความว่า (1)“ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข บรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

 

 


          (2)ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มนสิการอาโลกสัญญา อธิษฐานทิวาสัญญา(ความสำคัญหมาย)ว่ากลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจอันสงัด ปราศจากเครื่องรัดรึง อบรมจิตให้มีความสว่างอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ
          (3)ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้แจ้งเวทนาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งเวทนาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งเวทนาที่ดับไป รู้แจ้งสัญญาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งสัญญาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งสัญญาที่ดับไป รู้แจ้งวิตกที่เกิดขึ้นรู้แจ้งวิตกที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งวิตกที่ดับไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ
          (4)ดูกรภิกษุทั้งหลายก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ห้าอยู่ว่า รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นดังนี้ ความ ดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้ สัญญาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นดังนี้ ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้ สังขารเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นดังนี้ ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้ วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ


          ดูกรภิกษุทั้งหลายสมาธิภาวนาสี่ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง คำต่อไปนี้ เรากล่าวแล้วในปุณณปัญหาในปรายนวรรค หมายเอาข้อความนี้ว่า  “ความหวั่นไหวไม่มีแก่บุคคลใด ในโลกไหนๆ เพราะรู้ความสูงต่ำในโลก บุคคลนั้นเป็นผู้สงบปราศจากควันคือความโกรธเป็นผู้ไม่มีความคับแค้น เป็นผู้หมดหวัง เรากล่าวว่า ข้ามชาติและชราได้แล้ว”
          ฝรั่งคนนั้นแยกตัวออกไปหาที่นั่งสงบใต้ร่มไม้ เขานั่งอยู่อย่างนั้นตั้งแต่เช้าจนที่ยงวันยังอยู่ที่เดิม มีบ้างบางเวลาที่อาจจะทำภารกิจส่วนตัว แต่เมื่อเสร็จภาระแล้วก็ยังกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม   ผู้คนหลายหลายเผ่าพันธุ์ยังคงเดินไปมา ต่างก็ทำหน้าที่ของตน ส่วนพระภิกษุกว่าสองร้อยรูปจากแทบทุกมุมโลกก็ทำหน้าที่ฝังลูกนิมิต เจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเช้า และประกอบพิธีอุปสมบทพระภิกษุสามเณรชาวสิงคโปร์และมาเลเซียเกือบเจ็ดสิบรูปฉลองพระอุโบสถหลังใหม่ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง เป็นเพียงศาลาหลังใหญ่แต่ได้ผ่านพิธีฝังลูกนิมิตไปเรียบร้อยแล้ว


          ก่อนจะเดินทางกลับจึงแวะเข้าไปบอกลาฝรั่งคนนั้นซึ่งยังคงนั่งหลับตานิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม เขากล่าวคำอวยพรขอให้เดินทางโดยสวัสดี ฝรั่งคนนี้ช่างมีวิธีการในการก้าวผ่านกาลเวลาได้อย่างดีเยี่ยม อยู่ในสมาธิ อยู่ในความสงบ เดินทางภายในด้วยจิตใจและความมุ่งมั่นของตนเอง ปฏิบัติธรรมทำสมาธิภาวนาต่อไป  สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ ย่อมเป็นไปเพื่อได้สติสัมปชัญญะ และย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ


 
พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
27/12/55

 

Go to top