Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

          กรุงเทพอากาศหนาวมาสองวันแล้ว หนาวไม่มากแต่สัมผัสได้ถึงความหนาว กลางคืนต้องหาผ้าห่ม เช้าแดดออกนั่งผิงแดดอุ่นในยามเช้าได้อารมณ์สงบสุขไปอีกแบบ กรุงเทพเหมือนเมืองสวรรค์ เพราะแทบจะไม่เคยรู้จักกับความเปลี่ยนแปลงของอากาศ ปีหนึ่งมีเพียงสองฤดูคือร้อนกับฝน หากฝนไม่ตกก็ร้อน นานๆครั้งจึงจะได้สัมผัสกับความหนาวจากธรรมชาติ ส่วนหนึ่งพึ่งพาเทคโนโลยี ปรับปรุงควบคุมบรรยากาศให้อยู่ในความพอดี คนกรุงเทพส่วนหนึ่งจึงอยู่ในห้องปรับอากาศ แต่เช้าวันนี้เป็นวันคริสต์มาส แดดอุ่นมาเยือนต้นฤดูหนาวในเช้าวันคริสต์มาส
 

          ผิงแดดอุ่นในเช้าต้นเหมันต์ฤดู(ฤดูหนาว)ในวันคริสต์มาส  พลันก็นึกถึงพระเจ้าขึ้นมาแม้จะเป็นศาสดาต่างศาสนา แต่การระลึกนึกถึงคนดีอยู่ต่างศาสนาก็ไม่เป็นไร นึกถึงพระเยซูเจ้าในฐานะของผู้ให้แสงสว่างทางปัญญาแก่ชาวโลก ปัจจุบันโลกมีหลายศาสนา ผู้คนต่างมีความเชื่อแตกต่างกันไป พระเยซูในฐานะศาสดาของชาวคริสต์จึงมีการจัดงานเทศกาลคริสต์มาสทั่วโลก ในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี เชื่อกันว่าเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล  ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผยตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330(พ.ศ.873) เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชายคือ “พระเยซู” ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่ว ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม เย็นวันนี้คงได้เห็นแสงไฟอันอลังการส่องสว่างไปทั่วโลก


          แดดเริ่มแรงขึ้นจากความอุ่นสบายก็กลายเป็นความร้อน พยับแดดเริ่มปรากฏแสงระยับสะท้อนกับพื้นปูนลานวัด เกิดเป็นประกายแวบมาวูบหนึ่งก็จางหายและก่อตัวเกิดเป็นพยับแดดใหม่ พยับแดดเกิดขึ้นและแปรเปลี่ยนไม่สิ้นสุด เหมือนชีวิตมนุษย์ในโลกที่ย่อมมีการอุบัติขึ้นและจากไป เกิดตายไม่เว้นในแต่ละวัน ชีวิตใหม่เกิดขึ้น และมีชีวิตอีกมากมายจากไป
          พระพุทธศาสนาเปรียบเทียบชีวิตแสนสั้นเหมือนฟองน้ำเหมือนพยับแดดที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วก็จางหายไป จึงควรเร่งทำความดีไว้ให้มาก โดยไม่ต้องรอเวลาเพราะชีวิตอาจแตกสลายได้ทุกเมื่อเหมือนพยับแดดที่เกิดขึ้นแล้วก็จางหาย
          ในสมัยพุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่งใช้พยับแดดเป็นอารมณ์ในการเจริญรรมฐานเรียกว่า “มรีจิกัมมัฏฐาน” คำว่า “มรีจิ” แปลว่าพยับแดด ใกล้เคียงกับคำว่า “มริจ” ที่แปลว่าพริกไทย ส่วนคำว่า “มรีจิกา” เครื่องลวงตาหรือสิ่งลวงตา พยับแดดในที่นี้จึงเป็นเหมือนสิ่งที่ลวงตา แม้จะมีอยู่จริงแต่ก็ปรากฏขึ้นเหมือนสิ่งลวงตา
          เรื่องมีปรากฎในอรรถกถาว่า พระเถระรูปหนึ่งเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดา แล้วคิดว่า “เราจักทำสมณธรรม” จึงเข้าเดินทางเข้าป่า พากเพียรพยายามแล้ว ก็ไม่อาจบรรลุพระอรหัตได้ จึงกลับมายังสำนักพระศาสดา ด้วยตั้งใจว่า “จักทูลอาราธนาให้ตรัสบอกพระกัมมัฏฐานให้วิเศษยิ่งขึ้น”
          ในระหว่างทางแดดกำลังร้อนมองเห็นพยับแดด จึงเจริญมรีจิกัมมัฏฐานโดยพิจารณาว่า “พยับแดดนี้ตั้งขึ้นแล้วในฤดูร้อน ย่อมปรากฏแก่บุคคลทั้งหลายผู้ยืนอยู่ ณ ที่ไกล ดุจมีรูปร่าง แต่ไม่ปรากฏเลย แก่บุคคลผู้มาสู่ที่ใกล้ฉันใด แม้อัตภาพนี้ก็มีรูปเหมือนอย่างนั้น เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นและเสื่อมไป”


          พระเถระเดินทางไกลผ่านเปลวแดดร้อน เมื่อยล้าในหนทาง จึงอาบน้ำในแม่น้ำอจิรวดี นั่งพักใต้ร่มไม้ ริมฝั่งแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยวแห่งหนึ่ง เห็นฟองน้ำใหญ่ ตั้งขึ้นด้วยกำลังแห่งน้ำกระทบกันแล้วแตกไป ได้ถือเอาเป็นอารมณ์ว่า "แม้อัตภาพนี้ ก็มีรูปร่างอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นแล้วก็แตกไป."
          พระศาสดาประทับอยู่ที่พระคันธกุฎี ทอดพระเนตรเห็นพระเถระนั้นแล้ว จึงตรัสว่า “อย่างนั้นนั่นแหละภิกษุ อัตภาพนี้มีรูปอย่างนั้น มีอันเกิดขึ้นและแตกไปเป็นสภาพแน่แท้ เหมือนฟองน้ำ และพยับแดด" และได้ตรัสเป็นคาถา ดังที่แสดงไว้ในบุปผวรรคขุททกนิกาย คาถาธรรมบท (25/14/18) ความว่า “ภิกษุทราบกายนี้ว่าเปรียบด้วยฟองน้ำ ตรัสรู้พร้อมเฉพาะกายนี้ว่ามีพยับแดดเป็นธรรม ตัดดอกไม้อันเป็นประธานของมารแล้ว พึงไปสู่ที่ที่มัจจุราชไม่เห็น”
          แปลมาจากภาษาบาลีว่า “เผณูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา       มรีจิธมฺมํ อภิสมฺพุธาโน  
                                           เฉตฺวาน มารสฺส ปปุปฺผกานิ   อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉฯ
          คำว่า “กายนี้”  คือเป็นที่ประชุมแห่งส่วนต่างๆ มีผมเป็นต้นว่า “เห็นสมด้วยฟองน้ำ เพราะอรรถว่า ไม่มีกำลัง มีกำลังทราม ไม่ตั้งอยู่นานและเป็นไปชั่วกาล”
         คำว่า  "รู้ชัดหรือทราบ" คือรู้ได้แก่ทราบว่า “แม้กายนี้ ชื่อว่ามีพยับแดดเป็นธรรม เพราะอรรถว่า เป็นไปชั่วขณะและปรากฏนิดหน่อย เหมือนอย่างพยับแดด เป็นดุจมีรูปร่าง และเป็นดุจเข้าถึงความเป็นของที่ควรถือเอาได้ แก่บุคคลทั้งหลายผู้ยืนอยู่ ณ ที่ไกล แต่เมื่อบุคคลเข้าไปใกล้ ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า เข้าถึงความเป็นของถือเอาไม่ได้ฉะนั้น
          ภิกษุผู้ขีณาสพ ตัดวัฏฏะอันเป็นไปในไตรภูมิกล่าวคือพวงดอกไม้ของมารเสียได้ ด้วยอริยมรรคแล้ว พึงถึงสถานที่ไม่เห็น คือที่อันไม่เห็น คือที่อันไม่เป็นวิสัยของมัจจุราช ได้แก่พระอมตมหานิพพาน

 

          หากมีเวลาประพฤติธรรมปฏิบัติธรรมและเดินตามทางที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ดีแล้วย่อมสามารถไปสู่เป้าหมายได้ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข แม้จะรับรู้ความทุกข์ของคนอื่นแต่ก็มีความสุขอยู่ภายใน ดังที่แสดงไว้ในโลกวรรค ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท (25/23/32) ความว่าผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า พึงประพฤติธรรมให้สุจริต ไม่พึงประพฤติให้ทุจริต ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า มัจจุราชย่อมไม่เห็นบุคคลผู้พิจารณาเห็นโลก ดุจบุคคลเห็นฟองน้ำเห็นพยับแดดฉะนั้น”
          แดดอุ่นในเหมันตฤดูมีความอบอุ่นน่าอภิรมย์ ผิงแดดอุ่นในยามเช้าในวันที่อากาศหนาวเช้าวันคริสต์มาส ได้ความรู้สึกสดชื่นสบายกาย สงบใจ ชีวิตต้องเดินทางต่อไปแต่ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ชีวิตเหมือนพยับแดด เหมือนฟองน้ำ เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วก็จางหาย เรามาอยู่ในโลกนี้เหมือนแขกผู้มาเยือนไม่นานก็ต้องจากไปเหมือนคนอื่นๆ 
 

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
25/12/55

Go to top