Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปจนได้โลกไม่ได้แตกตามที่มีข่าวเล่าลือ ซึ่งมีหลายเหตุผลที่ยกมาอ้างอิงจนน่าเชื่อถือ แต่ในโลกนี้เหตุผลอย่างเดียวไม่พอ บางครั้งก็ต้องดูจากข้อเท็จจริงด้วย  เอาเถอะถึงจะทุกข์ยากอย่างไรก็ผ่านพ้นมาจนได้ ช่วงนี้ใกล้ปีใหม่เข้ามาทุกวันแล้วสินะ อากาศก็กำลังเย็นสบาย โลกก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไปยังมีมุมที่น่าอภิรมย์ให้สัตว์โลกได้ส้องเสพ วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปตามแรงหมุนของโลก เฉกเช่นชีวิตของมวลมนุษย์ก็แปรเปลี่ยนไปทุกวัน วันนี้โลกใบเก่ายังคงอยู่มิได้แตกสลายไปตามคำทำนายแต่ประการใด
 

         วันนั้นมีกิจนิมนต์ไปฉันเพลนอกวัด แต่ยังไม่ถึงเวลาจึงนั่งเล่นคุยกับสามเณรเล่นๆถามว่าปีใหม่จะไปเที่ยวไหน บางรูปบอกว่าจะไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด บางรูปบอกว่าจะอยู่ที่วัดช่วยหลวงพ่อเจ้าอาวาสสวดมนต์ข้ามปี สามเณรพึ่งสอบผ่านนักธรรมชั้นตรีมาได้ไม่กี่วันกำลังอารมณ์ดี เดินยิ้มเข้ามายกมือไหว้ทักทาย ก่อนจะเอ่ยถามว่า “อาจารย์ใหญ่จะไปเที่ยวปีใหม่ที่ไหนครับ”

 

         อาจารย์ใหญ่ที่สามเณรแผนเรียกเป็นตำแหน่งในวัดที่เจ้าอาวาสแต่งตั้งให้เป็นครูใหญ่โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีและนักธรรม ไม่มีเงินเดือน ไม่มีค่าตอบแทน ตำแหน่งอื่นเขามีเงินเดือน แต่ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ของวัดนี้ มีหน้าที่หาเงินมาสนับสนุนการเรียนการสอนของพระภิกษุสามเณร ดำรงตำแหน่งมาหลายปีแล้ว ยังไม่มีที่ท่าว่าเจ้าอาวาสจะเปลี่ยนแปลงยกตำแหน่งให้พระรูปอื่น
         ตอนนั้นยังคิดไม่ออกว่าจะเดินทางไปไหนดี แม้จะมีอีกหลายที่ที่อยากจะไป บางแห่งแม้จะไปมาแล้วหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเดินทางโลกยิ่งกว้างไม่มีที่สิ้นสุด ไปยังอีกดินแดนหนึ่งก็ยังมีอีกหลายแห่งที่ไม่ได้ไป ชีวิตก็อับเฉาโรยราไปทุกวันจะไปไหนมาไหนก็เริ่มลำบากขึ้นทุกวัน จิตใจนะไหวแต่ร่างกายเริ่มอ่อนล้า ย้อนกลับมาทบทวนวันเวลาในหนึ่งปีที่กำลังจะผ่านไป เราได้ทำอะไรไปบ้าง และยังมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ
         ปีนี้ชีวิตเดินอยู่บนเส้นทางสายเดียวเกือบตลอดปี จนแทบจะจดจำเส้นทางเดินได้หมดแล้ว วิถีชีวิตก็จำเจซ้ำซากทำงานแบบเดิมๆ พบหน้ากับคนเดิมๆ กิจวัตรประจำวันไม่มีอะไรแปลกแตกต่าง ใครไม่รู้เปิดเพลงที่ลานจอดรถในบริเวณวัดข่างๆกุฏิ เสียงดังลั่นมาหลายเพลงแล้ว แม้จะไม่อยากฟังแต่ก็ได้ยิน มีเพลงหนึ่งแทรกเข้ามาฟังแล้วรู้สึกถึงความเหงา เศร้าซึมยังไงไม่รู้ “เช้าวันใหม่ตื่นนอนคล้ายๆกัน  เดินทางดังทุกวันเพื่อออกฝ่าฟันปัญหาความความเป็นอยู่  หวังแค่เพียงผ่านวันให้พ้นวัน มีชีวิตถึงวันรุ่งเช้าตื่นนอนเหมือนกันอย่างวานซืน  ชีวิตหนึ่งพ้นวันคืนหนึ่งก็ดีใจ  คิดปีนป่ายตามฝันสุดทางได้แค่นี้ เท่านี้ก็เพียงพอ ได้ฝันไปวันๆ หนึ่งคืนถึงอีกวัน” ช่างเป็นบรรยายการดำเนินชีวิตที่ซ้ำซากจำเจวันต่อวันได้ดีแท้

         เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้วปีเก่าก็จะผ่านไป ปีใหม่ก็จะมาเยือน ลมหายใจของชีวิตยังคงต่อเนื่อง บางคนแผ่วล้าอ่อนระโหยโรงแรง บางคนยังแกร่งพร้อมที่จะต่อสู้ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น บางคนมีทางสายใหม่ที่จะต้องเดิน แต่บางคนต้องเดินบนเส้นทางสายเก่าที่แม้จะอิดโรยแต่ก็ยังคงต้องเดิน เส้นทางทั้งหลายมีบ้างที่เดินผ่านเพียงครั้งเดียว แต่มีเส้นทางอีกหลายเส้นทางที่จะต้องเดินผ่านหลายครั้ง บางเส้นทางเดินมาหลายสิบปีแล้วก็ยังคงต้องเดินต่อไป โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะเดินสุดทาง
         พระพุทธเจ้าทรงแสดงทางอันประเสริฐที่หากใครเดินตามเส้นทางสายนี้แล้วจะถึงซึ่งความสิ้นสุดหรือเดินสุดทาง ไม่ต้องย้อนกลับมาเดินทางสายเก่าอีก เส้นทางสายนั้นมีแสดงไว้ในขุททกนิกาย คาถาธรรมบท (25/30/43) ความว่า “ทางมีองค์แปดประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ธรรมอันพระอริยะเจ้าพึงถึงสี่ประการประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลาย วิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีจักษุประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าและอรูปธรรมทั้งหลาย ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ทางอื่นไม่มี เพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละ เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง ด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เราทราบชัดธรรมเป็นที่สลัดกิเลสเพียงดังลูกศรออก บอกทางแก่ท่านทั้งหลายแล้ว ท่านทั้งหลายพึงทำความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน พระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอกชนทั้งหลาย ดำเนินไปแล้ว  ผู้เพ่งพินิจ จะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมารได้”

 

         คำว่า “ทาง” แปลมาจากภาษาบาลีว่า “มคฺค” ภาษาไทยนิยมเขียนเป็น “มรรค” ทางที่ประเสริฐกว่าทางทั้งหลายคือทางมีองค์แปดหรือมรรคมีองค์แปดที่เรียกว่า “ปฏิปทาสายกลาง” ดังที่แสดงไว้ในธรรมจักกัปปวัตนสูตร วินัยปิฎก มหาวรรค (4/13/18)  ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน
         ปฏิปทาสายกลางได้แก่อริยมรรค มีองค์แปดนี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ  ความดำริชอบ  เจรจาชอบ  การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตชอบ
         หากดำเนินตามปฏิปทาทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่าไว้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่งทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน”


         แม้จะไม่ได้ตอบคำถามที่สามเณรแผนถามในเช้าวันนั้น แต่พอกลับมานั่งพิจารณาถึงเส้นทางที่เคยดำเนินมาตลอดชั่วอายุ มีบ้างที่หลงเดินออกนอกเส้นทาง แต่ก็พยายามเดินตามทางที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วนั่นคือทางสายกลาง แม้จะเป็นเส้นทางสายเก่าแต่เมื่อยังเดินไปไม่สุดเส้นทางก็ต้องพยายามเดินกันต่อไป ปีนี้ไปไม่ถึง ปีต่อๆไปคงใกล้เข้า หรือหากชาตินี้ไปไม่ถึง หากได้เกิดใหม่ในชาติหน้าก็ยังคงต้องเดินตามเส้นทางสายเก่า ปีเก่าหรือปีใหม่ยังคงเดินตามเส้นทางทางเดิม ทางสายเก่าที่ยังมองที่สุดทางไม่เห็น คอยๆก้าวผ่านพ้นไปวันต่อวัน

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
24/12/55

 

วันต่อวัน

 

Go to top