Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         เย็นวันที่มีข่าวลือว่าโลกกำลังจะแตก สายลมยามเย็นรำเพยพัดมาแผ่วเบาเมื่อสัมผัสกายรู้สึกสดชื่น อากาศกำลังเย็นสบาย หลังจากที่ช่วงกลางวันอากาศร้อนผิดปรกติ ร้อนมากแม้จะอยู่ในหน้าหนาว คำเล่าลือเกี่ยวกับโลกจะแตกยังไม่จางหาย ผู้คนส่วนหนึ่งยังคงกังวลว่าโลกจะแตกจริงๆ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ ยังมีอีกกลุ่มที่ไม่สนใจว่าโลกจะแตกหรือไม่ คงดำเนินชีวิตไปตามปรกติ โลกจะแตกหรือไม่แตกเป็นเรื่องของโลก ส่วนชีวิตเป็นเรื่องของแต่ละคน อาตมาจะอยู่ในโลกนี้ต่อไปจนกว่าจะหมดลมหายใจซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อใด เรามาอยู่ในโลกนี้เหมือนสายลมพัดผ่านไม่นานก็จางหาย
 

         เย็นวันนั้นออกจากพระอุโบสถหลังทำวัตรสวดมนต์เย็น เห็นลานวัดเกลื่อนไปด้วยใบไม้จึงถือไม้กวาดทำความสะอาดบริเวณวิหารลานพระเจดีย์ หญิงวัยกลางคนๆหนึ่งเดินเข้ามานั่งประนมมือไหว้ถามว่า “หลวงพ่อวันนี้โลกจะแตกแล้ว หลวงพ่อมีของดีอะไรไว้ป้องกันหรือไม่ โยมขอสักอัน”
         จึงย้อนถามว่า “ของดีที่โยมอยากได้คืออะไร”
         เขาตอบว่า “อะไรก็ได้ที่จะป้องกันให้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยได้ โยมยังไม่อยากตายตอนนี้”
         “ทำไมจึงยังไม่อยากตาย”
         “ยังมีหลายอย่างที่จะต้องรับผิดชอบเช่นบ้านก็ยังผ่อนไม่หมด รถก็ยังต้องส่งงวด ลูกก็ยังเรียนหนังสือ หากตายตอนนี้ชีวิตในโลกหน้าคงไม่สงบสุข คงนอนตายตาไม่หลับ”

         หลวงตาไซเบอร์ฯถือไม้กวาดค้างอยู่อย่างนั้นได้แต่รำพึงกับตนเองว่า “โอหนอ ชีวิตมนุษย์ช่างมีความผูกพันกับสิ่งรอบกาย มีความฝันมีงานที่ไม่เคยทำเสร็จ งานนี้ผ่านไปงานใหม่ก็ตามมา หากไม่ปล่อยวาง ชีวิตก็ต้องมีห่วงให้กังวลอยู่ร่ำไป”  จึงบอกว่า โยมไม่ได้ยินพระเทศน์หรือที่บอกว่า “ชีวิตต้องเตรียมตัว คือต้องเตรียมตัวก่อนตาย  เตรียมกายก่อนแต่ง เตรียมน้ำก่อนแล้ง เตรียมแบงค์ก่อนเดินทาง”
         “ดิฉันไม่ค่อยได้ฟังเทศน์ แต่เดินผ่านวัดทุกวันเพราะบ้านอยู่หลังวัด ชีวิตแต่ละวันมัวแต่ทำมาหาเลี้ยงชีพ ซึ่งก็ไม่ค่อยพอกิน หากไม่ทำก็ไม่มีกิน หนี้สินก็ต้องใช้  จิตใจไม่ค่อยได้ศึกษาพระธรรมคำสอนทางศาสนาเท่าไหร่ แต่ดิฉันเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด พ่อแม่ปู่ย่าตายายต่างก็เป็นชาวพุทธ มีคนบอกว่าวันนี้ต้องบูชาพระราหูจึงจะรอดจากโลกแตก วัดนี้มีราหูให้บูชาไหมเจ้าคะ”
         ชาวพุทธประเภทนี้น่าเป็นห่วง ปากบอกว่าเป็นชาวพุทธแต่ถามหาราหู ซึ่งไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเลย แต่ก็เห็นมีบางวัดที่จัดพิธีบูชาพระราหู นอนในโลงศพ สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตาเป็นต้น หากมองในแง่ของการให้กำลังใจก็พอรับได้ เพราะคนที่กำลังสับสนกังวลใจต้องการกำลังใจ จะได้มีกำลังในการทำงานต่อไปได้


         แต่หากมองในแง่ของหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาแล้วเป็นความเชื่อที่น่าเป็นห่วง ความเชื่อเหล่านั้นเพียงแต่ทำให้สบายใจเพียงชั่วครูเท่านั้น แต่หากไม่มีที่พึงทางใจก็ต้องกราบไหว้บูชาสิ่งเหล่านั้นไปเรื่อยๆ และจะต้องมีความสงสัยไม่มีวันสิ้นสุดเหมือนกับชาวเกสปุตตนิคมที่สงสัยในนักบวชบางกลุ่ม สับสนในหลักคำสอนว่าใครสอนถูกใครสอนผิดกันแน่  ดังที่มีแสดงไว้ในเกสปุตตสูตร อังคุตตรนิกาย ติกกนิบาต(20/505/179)ความว่า “ครั้งนั้น ชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศชื่อและโคตรแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งเฉยๆ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งเมื่อต่างก็นั่งลงเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม สมณพราหมณ์พวกนั้น พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตัวเท่านั้น ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่นพูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าข้า มีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคมถึงพราหมณ์พวกนั้น ก็พูดประกาศแต่เฉพาะวาทะของตนเท่านั้น ส่วนวาทะของผู้อื่นช่วยกันกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกด ทำให้ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นอยู่ทีเดียวว่า ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ 

 


         พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่านทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลายท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา  อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้  อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา
         เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศลธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้วเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย”
         ใครจะเชื่ออะไรอย่างไรเป็นความเชื่อส่วนบุคคล    หากไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่คนอื่น ความเชื่อนั้นก็คงไม่เป็นไร แต่ช่วงนี้ข่าวลือเรื่องโลกแตกมีกระแสมาแรงมาก บางประเทศถึงกับอพยพหนีไปอยู่ตามภูเขาที่เชื่อกันว่าหากโลกแตกจะอยู่รอดปลอดภัย


         อันที่จริงโลกแตกทุกวันอยู่แล้ว แต่ไม่ได้แตกเหมือนระเบิด แต่ค่อยๆเสื่อมสลายไปทีละน้อย ภาษาพระเรียกว่า “อนิจจตา” หมายถึงความเป็นของไม่เที่ยง ความแปรปรวนแตกสลาย ไม่เที่ยงแท้แน่นอนของโลกและสรรพสิ่ง  ซึ่งจัดเป็นธรรมนิยาม เป็นกฎธรรมชาติ ดังที่แสดงไว้ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท (25/30/43) ความว่า “เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด  เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด”
         คำว่า “สังขาร” แปลว่าสภาพที่ปรุงแต่ง มีสามประเภทคือ (1) กายสังขารสภาพที่ปรุงแต่งกายได้แก่ลมหายใจเข้าออก  (2) วจีสังขารสภาพที่ปรุงแต่งวาจาได้แก่วิตกวิจาร และ (3) จิตตสังขารสภาพที่ปรุงแต่งใจได้แก่สัญญาและเวทนา


         สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง แปลมาจากภาษาบาลีว่า “สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา” สังขารจึงแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเวลา เหมือนโลกที่หมุนรอบดวงอาทิตย์และหมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลาจึงมีความเสื่อมสลายทุกวัน ร่างกายและจิตใจของมนุษย์ก็แปรเปลี่ยนทุกเวลาเหมือนกัน เรากำลังเดินไปสู่ความตายทุกเวลาเหมือนคนอื่น โลกจะแตกหรือไม่ก็ตามทีเถิดแต่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ต้องแตกสลายตายกันทุกคน
          เทศนากลางลานวัดกัณฑ์นั้นตอนแรกมีคนฟังเพียงสตรีวัยกลางคนๆเดียว แต่พอผ่านไปสักพักเสียงหลวงตาไซเบอร์ฯคงดังขึ้นตามการหมุนของโลก ฟ้าเริ่มมืดแล้ว มองไปอีกทางเห็นเด็กหญิงสองคนกำลังนั่งพนมมือยิ้มแต้คงมาตามแม่กลับบ้าน โดยมีโยมสตรีคนนั้นนั่งประนมมือฟังอย่างตั้งใจ หลวงตาไซเบอร์ฯจึงทำได้เพียงแค่ยิ้มทักทาย วันนี้ขณะนี้โลกยังไม่แตกวันเวลาผ่านไปอีกวัน  แต่รู้สึกว่าฟ้าจะมืดค่ำเร็วกว่าปรกติ

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
22/12/55

 

Go to top