Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

          ในโลกนี้มีผู้คนมากกมาย บางคนประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว บางคนอาจจะประกอบมิจฉาอาชีพ  บางคนอาจจะทำดีบ้างร้ายบ้างผสมกันไป โลกนี้ก็มีที่ว่างให้มนุษย์และสัตว์โลกได้อาศัย ประเทศไทยยังมีที่ว่างอีกมากมาย แต่บางแห่งแม้จะมองดูว่าง แต่ก็มีเจ้าของจับจองแล้ว เป็นเพียงพื้นที่ว่างแต่มีเจ้าของแล้ว ใครบางคนอาจจะมีที่ว่างในหัวใจที่ยังไม่มีใครจับจอง ที่ว่างนั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัว แม้จะได้ชื่อว่ามีเจ้าของแล้ว แต่ทุกคนต้องมี “พื้นที่ว่าง” เป็นโลกส่วนตัวหรือ “พื้นที่ส่วนตัว” ที่ไม่อยากให้ใครเข้ามารบกวน
 

          หลวงตาไซเบอร์เดินเล่นที่ลานหน้าวัด สามเณรกำลังขึ้นป้ายพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาห้าธันวามหาราช ที่เป็น “วันพ่อแห่งชาติ” ที่กำลังจะมาถึง  แม้จะช่วยอะไรไม่ได้ แต่การยืนดูคอยให้กำลังใจของสามเณรที่ทำงานก็เป็นการทำงานอย่างหนึ่ง ทำงานโดยการให้กำลังใจ 
          ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา ในกลุ่มนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งในมือถืออุปกรณ์ทำความสะอาดห้องน้ำเดินเข้ามาหา ยกมือไหว้ จากนั้นก็เริ่มต้นบทสนทนาว่า “หลวงพ่อช่วยแผ่เมตตาในการทำความดีของพวกผมด้วยครับ ผมอาสามาล้างห้องน้ำ บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ ทำความดีเนื่องในวันพ่อครับ”


          จึงบอกว่า “ขออนุโมทนาด้วย ขอให้อยู่ดีมีความสุข”  สั้นๆแค่นั้น ชายหนุ่มคนนั้นมองหน้าก่อนจะบอกว่า “หลวงพ่อครับ  คือว่าผมมีเพื่อนมากมายจนนับจำนวนไม่ไหว แต่พอถึงเวลาที่ไม่มีทางไปกลับหาใครไม่ได้สักคนที่พอจะช่วยบอกทาง  ใครคือเพื่อนแท้ใครคือเพื่อนเทียมครับ หลวงพ่อ” นักศึกษาหนุ่มคนนั้นเอ่ยถาม ในวันที่ต้องการกำลังใจ วันที่ท้อแท้ หลังจากที่มาทำความดีโดยการขัดล้างห้องน้ำในวัด อันที่จริงเขามากันสามคนช่วยกันขัดล้างห้องน้ำสาธารณะในบริเวณวัดกว่ายี่สิบห้องจนสะอาด เมื่อเสร็จงานแล้วก็กำลังจะจากไป
          คำถามนั้นตอบไม่ยากเพราะลักษณะเพื่อนแท้เพื่อนเทียมมีแสดงไว้ในพระไตรปิฎก เพียงแต่ยกมาอ้างก็สามารถอธิบายและตอบคำถามได้แล้ว แต่อยากรู้สาเหตุของคำถามนั้น คงเป็นเพราะนิสัยที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่น บางทีอาจจะมีเรื่องไปเล่าให้คนอื่นๆฟัง จึงย้อนถามว่า “ เวลาที่ไม่มีทางไปหมายถึงอะไร”
          คำถามย้อนกลับตามหลักการที่พระพุทธเจ้าแสดงว่า “ปฏิปุจฉาพยากรณ์”  ปฏิปุจฉา แปลว่าคำย้อนถาม คำทวนถาม คือแทนที่จะตอบคำถามนั้นนั้นทันทีแต่จะย้อนถามก่อนเพื่อจะได้ทราบว่าคนถามมีความคิดอย่างไร จากนั้นจึงสรุป ถือโอกาสพูดคุยสนทนาไปด้วย

 

          นักศึกษาท่านนั้นบอกว่า “ผมมาจากต่างจังหวัดนะครับ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง ทุกคนพึ่งพบกันปีแรก แม้จะเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียน แต่ก็ยังมีบางอย่างที่เป็นเหมือนเส้นบางๆที่กางกั้นอยู่  ดูเหมือนทุกคนจะมีพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคนที่ไม่อยากให้ใครรับรู้ ในด้านการศึกษาไม่มีปัญหาอะไรทุกคนเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนปรึกษาหารือเกี่ยวกับวิชาต่างๆได้ แต่เมื่อจะพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาส่วนตัว กลับพูดคุยได้ไม่เต็มเสียง คงเพราะเวลาที่คบหากันนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขของการศึกษา มิใช่คบหากันเพราะอยากเป็นเพื่อนนะครับ ผมเป็นคนมีเพื่อนมากในเวลาที่มีงานเลี้ยง อย่างนี้น่าจะเรียกว่าเพื่อนกิน คำว่า “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” หมายถึงเพื่อนในลักษณะเช่นนี้ใช่ไหมครับ
          มนุษย์แต่ละคนมี “พื้นที่ส่วนตัว” หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ระยะห่าง” เป็นช่องว่างที่แต่ละคนมีอยู่เหมือนต้นไม้ต้องมีช่องว่างห่างกันพอดีจึงเจริญเติบโตได้  อาคารบ้านเรือนหากอยู่ชิดกันเกินไปก็ดูไม่งาม แม้ในอาคารบ้านเรือน เสาแต่ละต้นก็ต้องมีระยะห่างกันพอสมควร จึงจะสามารถค้ำหลังคาไว้ได้ โบสถ์วิหารก็เฉกเช่นเดียวกัน ต้องมีระยะห่างของเสา จึงจะมีที่ว่างสำหรับให้ศรัทธาชนเข้าไปสักการะได้ มนุษย์ก็เฉกเช่นเดียวกันต้องมีระยะห่าง พ่อกับแม่แม้จะอยู่ด้วยกันก็จะมีระยะห่างของกันและกันอยู่ พ่อ แม่ ลูก มีเวลาที่มีความเป็นส่วนตัวของแต่ละคน มนุษย์เราไม่ได้อยู่คนเดียวในสังคม ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นๆด้วย


          พระพุทธศาสนาแสดงความเกี่ยวข้องของมนุษย์เหมือนทิศทั้งหก ดังที่แสดงไว้ในสิงคาลกสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (11/198/144) ความว่า “พึงทราบทิศหกเหล่านี้ คือ พึงทราบมารดาบิดาว่าเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา บุตรและภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรและอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน”
          ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนในฐานะต่างๆนั้นมีแสดงไว้โดยละเอียดในสิงคาลกสูตร ว่าควรจะทำอย่างไรกับคนที่จะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน  หากมีเวลาควรจะศึกษาด้วยตนเองก็ได้  ในวันนี้เป็นการตอบคำถามของนักศึกษาหนุ่มคนนั้นที่ว่าด้วยมิตรสหายหรือเพื่อน ใครคือมิตรเทียม ใครคือมิตรแท้ได้แสดงไว้ดังนี้  (11/186/142) “ดูกรคฤหบดีบุตร คนสี่จำพวกเหล่านี้ คือ คนนำสิ่งของๆเพื่อนไปถ่ายเดียว (คนปอกลอก) คนดีแต่พูด  คนหัวประจบ  คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร” ภาษาบาลีใช้คำว่า “มิตตปฏิรูปก” แปลว่าคนเทียมมิตร หรือจะแปลว่ามิตรเทียมก็ได้
          ส่วนมิตรแท้นั้นมีแสดงไว้ว่า  (11/192/143) “ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรสี่จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์   มิตรแนะประโยชน์  มิตรมีความรักใคร่  ท่านพึงทราบว่า เป็นมิตรมีใจดี (เป็นมิตรแท้)” ภาษาบาลีใช้คำว่า “สุหท” แปลว่า ผู้มีใจดี นิยมแปลว่า “มิตรแท้”

 

          ใครที่เป็นมิตรแท้หรือเป็นเพียงคนเทียมมิตร พิจารณาคบหากันเอาเองก็แล้วกัน ขอเพียงแค่ใครสักคนที่เข้าใจเราแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆแต่สามารถพูดคุยได้ บอกทางได้ในวันที่ไม่มีทางออก หรือในวันที่ท้อแท้ ใครคนนั้นที่สามารถฟังและบอกทางเราได้ เขาคือเพื่อนคนหนึ่ง ส่วนจะเป็นเพื่อนแท้หรือเพื่อนเทียม  เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์  เรื่องบางเรื่องก็ต้องพึ่งพากาลเวลา ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตามที่โบราณกล่าวไว้ว่า "เส้นทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"
          ชายหนุ่มนักศึกษาคนนั้นบอกว่า “ผมคงต้องหาใครสักคนมาเติมเต็มช่องว่างแห่งหัวใจแล้วครับ ผมหมายถึงเพื่อนนะครับ ต้องมีใครสักคนที่เป็นเพื่อนแท้” จากนั้นก็บอกลา  วันนี้ก็ได้สนทนากับใครสักคน เป็นวันเวลาที่ไม่เหงาจนเกินไป หลวงตาไซเบอร์เดินขึ้นกุฏิที่ยังมีที่ว่างอีกมากมาย อาจจะว่างเกินไปด้วยซ้ำ อันที่จริงในวัดมีพระภิกษุสามเณรมากกว่าห้าสิบรูป แต่คงเพราะมีที่ว่างมากเกินไป จึงหาใครสักคนพูดคุยในเรื่องบางอย่างไม่ได้  สามเณรบางรูปเพียงแต่เดินผ่านยกมือไหว้และจากไป  เราคงแก่เกินไปจึงไม่ค่อยมีใครอยากเป็นเพื่อน หรือว่าเราเองมี “พื้นที่ส่วนตัว” มากเกินไป จึงไม่มีใครสักคนในช่องว่างแห่งหัวใจ

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
02/12/55

Go to top