Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         หลังวันออกพรรษาปวารณาแล้ว ต่อจากนี้ไปอีกหนึ่งเดือน ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (31 ตุลาคม-28 พฤศจิกายน 2555) อยู่ในช่วงเวลาของงานบุญที่เรียกว่า “กฐิน” ซึ่งเป็นการทำบุญที่มีกำหนดเวลาเพียงหนึ่งเดือน กระทำจากนั้นไม่ได้จึงเรียกว่า “กาลทาน” คือทำได้เฉพาะในช่วงเวลาหนึ่ง ปีหนึ่งมีครั้งเดียว และวัดแต่ละแห่งก็สามารถจัดงานกฐินได้ปีละครั้ง  บุญกฐินจึงเป็นงานใหญ่เป็นงานสำคัญประจำปี  บุญกฐินมีอานิสงส์ทั้งให้ผู้และผู้รับ เป็นการทำบุญชนิดพิเศษ ปีนี้วันสุดท้ายของบุญกฐินคือวันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 วันนั้นเป็นวันลอยกระทง
 

         คำว่า “กฐิน” ตามศัพท์แปลว่า “ไม้สะดึง” คือไม้แบบสำหรับขึงเพื่อตัดเย็บจีวร ในเรื่องความเป็นมาของกฐินมีแสดงไว้ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค กฐินขันธกะ (5/95/128) ความว่า “สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นภิกษุปาไฐยรัฐจำนวน 30 รูป ล้วนถืออารัญญิกธุดงค์ บิณฑปาติกธุดงค์ และเตจีวริกธุดงค์เดินทางไปพระนครสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ไม่สามารถจะเดินทางให้ทันวันเข้าพรรษาในพระนครสาวัตถี จึงจำพรรษา ณ เมืองสาเกต ในระหว่างทาง ภิกษุเหล่านั้นจำพรรษามีใจรัญจวนว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ใกล้ๆ เรา ระยะทางห่างเพียง 6 โยชน์ แต่พวกเราก็ไม่ได้เฝ้าพระองค์ ครั้นล่วงไตรมาส ภิกษุเหล่านั้นออกพรรษาทำปวารณาเสร็จแล้ว เมื่อฝนยังตกชุก พื้นภูมิภาคเต็มไปด้วยน้ำ เป็นหล่มเลน มีจีวรชุ่มชื้นด้วยน้ำ ลำบากกาย เดินทางไปถึงพระนครสาวัตถี พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

 

         การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลายนั่นเป็นพุทธประเพณี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังพอทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ พวกเธอเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกันจำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ
         ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พวกข้าพระพุทธเจ้ายังพอทนได้ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้าในชุมนุมนี้เป็นภิกษุปาไฐยรัฐจำนวน 30 รูป เดินทางมาพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ไม่สามารถจะเดินทางให้ทันวันเข้าพรรษาในพระนครสาวัตถี จึงจำพรรษา ณ เมืองสาเกต  ครั้นล่วงไตรมาส พวกข้าพระพุทธเจ้าออกพรรษาทำปวารณาเสร็จแล้ว เมื่อฝนยังตกชุก พื้นภูมิภาคเต็มไปด้วยน้ำ เป็นหล่มเลน มีจีวรชุ่มชื้นด้วยน้ำ ลำบากกาย เดินทางมา พระพุทธเจ้าข้า
         ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้วได้กรานกฐิน พวกเธอผู้ได้กรานกฐินแล้ว จักได้อานิสงส์ 5 ประการ คือ (1) เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา (2) ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ (3) ฉันคณะโภชน์ได้  (4) ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา  (5) จีวรอันเกิดขึ้น ณ ที่นั้นจักได้แก่พวกเธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ 5 ประการนี้ จักได้แก่เธอทั้งหลายผู้ได้กรานกฐินแล้ว

 

         คำว่า “กรานกฐิน” หมายถึง การขึงไม้สะดึง คือเอาผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรเข้าขึงที่ไม้สะดึง เย็บเสร็จแล้วบอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ร่วมใจกันยกผ้าให้ในนามของสงฆ์เพื่ออนุโมทนา ภิกษุผู้เย็บจีวรเช่นนั้นเรียกว่า “ผู้กรานกฐิน”
         พิธีทำในปัจจุบันคือภิกษุซึ่งจำพรรษาครบสาม เดือนในวัดเดียวกัน ต้องมีจำนวน 5 รูปขึ้นไป ประชุมกันในพระอุโบสถ พร้อมใจกันยกผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปหนึ่งในหมู่ภิกษุที่จำพรรษาครบไตรมาส  ภิกษุรูปนั้นทำกิจตั้งแต่ ซักผ้า กะผ้า ตัดผ้า เย็บผ้า และย้อมผ้าให้เสร็จในวันนั้น ทำพินทุกัปปะอธิษฐานเป็นจีวรครองผืนใดผืนหนึ่งในไตรจีวร(สงบ  จีวร สังฆาฏิ) แล้วบอกแก่ภิกษุสงฆ์ผู้ยกผ้าให้ เพื่ออนุโมทนา และภิกษุสงฆ์นั้นได้อนุโมทนาแล้ว เรียกว่า “กรานกฐิน”
          คำว่า “กราน” เป็นภาษาเขมร แปลว่า “ขึง” คือทำให้ตึง  ส่วนคำว่า “กฐิน”  เป็นภาษาบาลี แปลว่า “ไม้สะดึง”  กรานกฐิน จึงเป็นการขึงไม้สะดึง คือเอาผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรเข้าขึงที่ไม้สะดึง  ปัจจุบันแม้จะใช้จักรเย็บผ้าแทนไม้สะดึง  แม้เวลาจะเปลี่ยน อุปกรณ์จะเปลี่ยน แต่ก็ยังนิยมเรียกการเย็บผ้ากฐินว่า “กรานกฐิน” ถ้าหากถวายกฐินแล้วไม่เย็บผ้าก็เรียกว่า “กฐินเดาะ” มีมาติกาหรือหัวข้อในการเดาะแปดประการดังที่แสดงไว้ในกฐินขันธกะ(5/99/132)ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาติกาเพื่อเดาะกฐินแปดข้อนี้ คือ(1)กำหนดด้วยหลีกไป (2)กำหนดด้วยจีวรทำเสร็จ (3) กำหนดด้วยตกลงใจ (4)กำหนดด้วยผ้าเสียหาย (5) กำหนดด้วยได้ยินข่าว (6)กำหนดด้วยสิ้นหวัง(7) กำหนดด้วยล่วงเขต (8)กำหนดด้วยเดาะพร้อมกัน”

 

         ในทางพระวินัย “กฐิน” เป็นสังฆกรรมอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่สงฆ์ผู้จำพรรษาแล้ว เพื่อแสดงออกซึ่งความสามัคคีของภิกษุที่ได้จำพรรษาอยู่ร่วมกัน โดยให้พวกเธอพร้อมใจกันยกมอบผ้าผืนหนึ่งที่เกิดขึ้นแก่สงฆ์ ให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในหมู่พวกเธอ ที่เป็นผู้มีคุณสมบัติสมควร แล้วภิกษุรูปนั้นนำผ้าที่ได้รับมอบไปทำเป็นจีวร หรือจะทำเป็นอันตรวาสก(ผ้าสบง) หรืออุตตราสงค์(ผ้าห่ม) หรือสังฆาฏิ (ผ้าพาด)ก็ได้ และภิกษุจะต้องช่วยภิกษุนั้นทำ
         ผู้ถวายกฐินนิยมเรียกว่า “การทอดกฐิน” หรือ “กฐินทาน” คือการที่คฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาหรือภิกษุสามเณรก็ได้ นำผ้าไปถวายแก่พระสงฆ์ผู้จำพรรษาครบสามเดือน ณ วัดแห่งใดแห่งหนึ่ง นิยมเรียกว่า “ทอดกฐิน” คำถวายผ้ากฐินมีสองแบบคือแบบสั้นและแบบยาว โดยกล่าวคำถวายเป็นภาษาบาลี แบบสั้นว่า “อิมํ  สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ  สงฺฆสฺส โอโณชยาม”   แปลว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารนี้แก่พระสงฆ์”
         ส่วนการถวายแบบยาวความว่า “อิมํ ภนฺเต สปริวารํ  กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม  สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ  อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ  อิมินา ทุสฺเสน  กฐินํ  อตฺถรตุ  อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย” แปลว่า “ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารนี้แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐินกับทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้นรับแล้ว จงกรานกฐินด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ”

 

         ในอดีตผ้าที่จะทำเป็นจีวรหายาก ภิกษุบางรูปมีจีวรที่เก่ามาก  อาจจะใช้หลายปีจึงจะเปลี่ยนครั้งหนึ่ง แต่สมัยปัจจุบันจีวรหาง่าย บางรูปมีหลายผืน มีหลายสี แต่ยังมีงานกฐิน วัตถุประสงค์หลักคือการถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์ แต่วัตถุประสงค์รองคือการหาปัจจัยเพื่อทำการบูรณะซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม พระสงฆ์ได้รับอานิสงส์ห้าประการ ส่วนทายกทายิกาผู้ถวายก็ได้อานิสงส์คือเป็นการถวายสังฆทาน ได้ถวายกาลทานคือทำบุญตามกาล ใครที่เป็นเจ้าภาพถวายกฐินจึงได้ชื่อว่าเป็นมีศรัทธาแรงกล้า เพราะหนึ่งปีมีครั้งเดียว ไม่เหมือนผ้าป่าที่สามารถจะกระทำได้ปีละหลายครั้ง
 

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
01/11/55

 

Go to top