Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

        นานหลายปีมาแล้วที่ไม่ได้เข้าโรงพยาบาลในฐานะคนป่วย  เพราะโรงพยาบาลเป็นสถานที่ ที่หากไม่จำเป็นจริงๆไม่อยากเข้า โบราณว่ามีสามโรงที่คนทั่วไปไม่อยากเข้านั่นคือ “โรงพัก โรงศาล และโรงพยาบาล” โรงพักมักจะมีเรื่องกล่าวหาถูกจับเป้นคดีความ  ยิ่งต้องเข้าห้องขังนอนพักที่โรงพักนั่นก็ยิ่งต้องวุ่นวายกันไปใหญ่  ส่วนที่ชอบโรงพักก็มีเช่นพวกตำรวจนั่นไง หากไม่มีโรงพักตำรวจจะทำงานที่ไหน โรงศาลนั่นก็อีกแห่งหากไม่มีคดีฟ้องร้องก็ไม่มีใครอยากไป ยกเว้นแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องเช่นผู้พิพากษา ทนายความเป็นต้น คนพวกนี้ชอบโรงศาลเพราะจะได้มีงานทำ ส่วนโรงพยาบาลนั่นสำหรับคนป่วย ใครไม่เจ็บป่วยก็ไม่อยากเข้า หากมีใครสักคนบอกว่ากำลังจะไปเที่ยวโรงพยาบาล ไม่ถูกกล่าวหาว่าบ้าก็น่าจะกำลังเมา
 

        หลวงตาไซเบอร์ฯออกจากวัดตั้งแต่หกโมงเช้าท่ามกลางสายฝนพรำ ไม่ได้มีนัดกับแพทย์ที่ไหนดอก แต่เพราะโยมคนพาไปแนะนำว่าหากจะไปโรงพยาบาลก็ต้องตื่นตั้งแต่เช้า โรงพยาบาลมีคนมากทุกคนต้องเข้าคิวรอ กว่าจะถึงเวลาที่แพทย์เรียกตรวจอาการ หากโชคดีหน่อยก็น่าจะไม่เกินเที่ยงวัน แต่ถ้ามีคนป่วยมากก็อาจจะต้องบ่ายแก่ๆโน่น  ตอนออกเดินทางยังอยากจะเถียงโยมคนพาไป แต่เนื่องจากในรอบยี่สิบปีมานี้ไม่เคยเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลมาก่อนเลย ยังแอบขอบคุณชะตาฟ้าดินอยู่ว่าเราเกิดมาโชคดีไม่ค่อยป่วยหนักจนต้องมีเหตุต้องนอนโรงพยาบาล แม้จะมีบ้างที่ป่วยแต่ก็ไปพบแพทย์ไม่นาน หมอจัดยาให้มาทานที่วัด จึงไม่เคยนอนพักที่โรงพยาบาลมาก่อนเลย ครั้งสุดท้ายที่จำได้ผ่านมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ตอนนั้นป่วยเป็นโรคมาเลเรียขึ้นสมอง เจ้าอาวาสจับเข้าโรงพยาบาลและจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวหลายคืน


        เคยแต่ไปเยี่ยมคนป่วยซึ่งเห็นสภาพแล้วก็ต้องบอกว่าหากไม่จำเป็นก็ขออย่าต้องเข้าโรงพยาบาลเลย เพราะสภาพคนป่วยเห็นแล้วน่าสงสาร บางคนต้องมานอนรอเพื่อจะได้พบหมอก่อนคนอื่น คนจนนี่นะจะทำไงได้ เงินไม่พอที่จะเข้าโรงพยาบาลเอกชนที่มีบริการรวดเร็วทันใจ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก อัตราค่าบริการนั้นเหมือนกับจะบอกกลายๆว่าคนจนไม่มีสิทธิ์ป่วย ความเจ็บป่วยแม้จะเป็นเรื่องที่ธรรมดาสำหรับมนุษย์ แต่ก็ไม่มีใครอยากป่วย ความเจ็บป่วยเป็นส่วนเกินของชีวิตที่ไม่มีใครต้องการ
        ไปถึงโรงพยาบาลศิริราชเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ผู้คนที่โรงพยาบาลช่างมากจริงๆ ทั้งผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยเดินสวนกันไปมา บุรุษพยาบาล นางพยาบาลเรียกชื่อคนป่วยวุ่นวายไปหมด เดินเข้าโรงพยาบาลเหมือนกำลังเดินเข้าสู่สงครามชีวิต แม้จะต้องรอคิว แต่เมื่อมีคนมากคิวนั้นก็ถอยร่นไปเรื่อยๆ ถามยายคนหนึ่งบอกว่า “มาจากต่างจังหวัด มารอตั้งแต่ตีห้ายังได้บัตรคิวหมายที่ร้อยกว่าๆ นี่ก็พึ่งถึงคิวที่แปดสิบห้า ยังอีกตั้งหลายคน” 
        กว่าจะเดินเรื่องทำบัตรผู้ป่วยเสร็จเวลาก็ล่วงเลยไปกว่าแปดโมงสามสิบนาทีแล้ว พยาบาลสั่งให้นั่งรอ ยังดีที่มีห้องเฉพาะพระภิกษุซึ่งตอนนั้นมีภิกษุกำลังรอตรวจอีกสองรูป จึงไม่ได้โดดเดี่ยวมีเพื่อนคุย หลวงพ่อรูปหนึ่งบอกว่า “ผมป่วยหลายโรคตั้งแต่เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น อย่าให้บอกหมดทุกโรคเลยครับ ผมจารนัยไม่ไหว ทุกโรครักษาไม่หายทั้งนั้นแหละครับ ได้แต่ประคับประครองชีวิตไปวันๆ ต้องขยันมาพบแพทย์ตามที่หมอนัด หากไม่มาเมื่อไหร่ก็หมายถึงชีวิตนี้ก็คงหมดสิ้นกัน ผมยังอยากมีชีวิตอยู่ดูโลกนี้ต่อไปอีกสักพัก วันนี้ทั้งวันเลยนะครับกว่าทุกอย่างจะเสร็จก็น่าจะบ่ายสามโมง”
        หลวงพี่อีกรูปหนึ่งบอกว่า “ผมป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารนะครับ ถึงจะไม่ร้ายแรงอะไร แต่หากปล่อยไว้อาจจะเป็นอันตรายได้เหมือนกัน ต้องมาพบแพทย์เดือนละครั้ง ผมก็ไม่อยากป่วยหรอกครับ แต่เมื่อป่วยแล้วก็ต้องรักษา”


        ประมาณสิบโมงเช้าพระภิกษุทั้งสองรูปก็ถูกเรียกไปพบแพทย์ตามที่ได้นัดหมายไว้ ตอนนั้นเหลือเพียงหลวงตาไซเบอร์ฯรูปเดียวกำลังรอแพทย์เรียกไปตรวจอาการ จวนจะเที่ยงอยู่แล้วก็ยังไม่มีวี่แวว ยังดีที่มีโยมมาด้วยจึงได้ฉันอาหารเพลเป็นข้าวผัดหนึ่งห่อและน้ำหนึ่งขวด ตอนนั้นหนีไปไหนไม่ได้เพราะเกรงว่าหากหมอเรียกก็จะเสียโอกาส ต้องกลับมาเริ่มต้นรอใหม่ เรื่องบางเรื่องรอได้ แต่บางเรื่องบางกรณีก็ไม่ควรรอ
        ฉันภัตตาหารเพลยังไม่เสร็จพยาบาลก็มาเรียกให้ไปพบแพทย์ได้ แพทย์ตรวจดูอาการไม่นานก็บอกให้ไปฉายรังสีเอ๊กซเรย์ ต้องเดินลงไปยังชั้นที่สอง ผ่านการฉายรังสีก็ย้อนกลับมาพบแพทย์อีกครั้ง แพทย์ทำการวินิจฉัยประมาณสามสิบนาที เมื่อกลับเข้าไปพบแพทย์ได้รับคำบอกเพียงสั้นๆว่า “แพทย์ลงความเห็นแล้วว่าควรผ่าตัด กำหนดไว้วันที่ 12 ตุลาคม 2555  เวลา 13.00 น”
        ไม่มีโอกาสได้โต้แย้งอะไรได้แต่บอกกับตัวเอง “ผ่าก็ผ่าอวัยวะที่เป็นส่วนเกินหากเก็บไว้ไม่มีประโยชน์ก็ควรตัดทิ้งไป ในพระพุทธศาสนาก็มีคำสอนว่าด้วยการสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ดังที่มีปรากฎในมหาสุตโสมชาดก  ขุททกนิกาย (28/382/123) ความว่า “การสละชีวิตได้นี้เป็นธรรมของสัตบุรุษ สัตบุรุษทั้งหลายย่อมมีปฏิญาณเป็นสัจจะโดยแท้ พรที่พระองค์ได้ประทานไว้แล้วขอได้โปรดประทานเสียโดยพลันเถิด ดูกรพระราชาผู้ประเสริฐสุด พระองค์จงทรงสมบูรณ์ด้วยธรรมข้อนั้นเถิด นรชนพึงสละทรัพย์เพราะเหตุแห่งอวัยวะอันประเสริฐ  เมื่อจะรักษาชีวิตไว้ พึงสละอวัยวะ เมื่อระลึกถึงธรรม พึงสละทั้งอวัยวะ ทั้งทรัพย์ และแม้ชีวิตทั้งหมด”
        สรุปข้อความจากพระไตรปิฎกตอนนี้สั้นๆว่า “พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ สละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละทั้งทรัพย์ อวัยวะและชีวิตเพื่อรักษาธรรม”

 

        เกือบลืมบอกไปว่าหลวงตาไซเบอร์ฯป่วยด้วยโรคเนื้อที่งอกขึ้นบนศีรษะข้างซ้ายมานานนับสิบปีแล้ว แต่ก่อนก็มีขนาดเล็กๆเท่านิ้วก้อยและโตขึ้นเรื่อยๆปัจจุบันมีขนาดเท่าลูกมะนาวขนาดเขื่อง  พักหลังๆมานี้มักจะมีอาการปวดบ่อยๆ บางครั้งปวดร้าวจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น บางคนบอกว่าเป็นไมเกรน บางคนถึงกับบอกว่าเป็นเนื้องอกหากปล่อยไว้นานอาจจะรุกลามจนกลายเป็นมะเร็งซึ่งเป็นโรคที่ไม่มีใครอยากเป็น  เวลาที่ปวดขึ้นมาดวงตาจะฟ้าฟางมองอะไรไม่ถนัด เมื่อเนื้อก้อนนั้นเกิดขึ้นในช่วงแรกก็คิดเพียงแต่ว่า “เมื่อเกิดเองได้ ก็จะหายได้เอง”  แต่ความเข้าใจนี้ผิด เพราะเนื้อก้อนนั้นโตขึ้นเรื่อยๆจนแทบจะลุกลามกินพื้นที่ไปทั้งศีรษะข้างซ้ายแล้ว ไม่กล้าไปพบแพทย์เพราะเกรงว่าอาจจะเป็นเนื้องอกที่กำลังจะกลายเป็นมะเร็งจริงๆ แต่เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วบอกว่าผ่าตัดได้และนัดวันผ่าตัดแล้ว ก็เป็นต้องตัดทิ้ง เนื้อก้อนนั้นเป็นส่วนเกินที่ไม่ต้องการ จำเป็นต้องสละอวัยวะบางส่วนเพื่อรักษาชีวิตไว้ ยังอยากมีชีวิตอยู่ดูโลกนี้ต่อไปอีกสักพัก
   

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
09/10/55

Go to top