Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         ตามพุทธประวัติคนสมัยก่อนบางคนพอฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง บางคนพอฟังธรรมเทศนาจบก็ได้บรรลุพระอรหันต์ทันที เลยมีคำถามว่าคนสมัยนั้นมีกิเลสเบาบางกว่าคนในปัจจุบันหรืออย่างไร หรือว่าเพราะพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าเข้าถึงจิตใจได้ดีกว่า ทั้งๆทีในปัจจุบันพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามีบรรจุในพระไตรปิฎก บางคนอ่านแล้วอ่านอีก จนแทบจะจดจำเนื้อหาในพระไตรปิฎกได้ทั้งเล่ม ที่ประเทศพม่ามีพระสงฆ์ที่ท่องจำพระไตรปิฎกได้ครบทุกเล่ม ท่องบ่นสาธยายได้จนจบ แต่ก็ได้แต่เพียงจดจำ เพราะท่านที่ทรงจำพระไตรปิฎกได้ก็ยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูง หรือว่ากิเลสในสมัยพุทธกาลกับกิเลสในสมัยปัจจุบันได้รับการพัฒนาตามความเจริญของโลกไปด้วย
 

         เปิดโทรทัศน์เห็นมีข่าว ดาราสาวชื่อดังในอดีตท่านหนึ่ง นามว่า “ภาวนา ชนะจิต” เสียชีวิตทิ้งทรัพย์สมบัติไว้มากมายตามข่าวบอกว่าประมาณพันล้านบาท ตอนนี้ญาติพี่น้องเลยต้องวุ่นวายในการแบ่งสมบัติซึ่งยังแบ่งไม่ลงตัว อดีตดาราท่านนั้นคงไม่ได้คิดว่าตนเองจะเสียชีวิตกะทันหันแบบนั้น ชีวิตเดินไปสู่ความตายทุกเวลานาทีอยู่แล้ว ไม่ควรประมาทในการใช้ชีวิต เพราะเราไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ที่เกิด วันเกิดของแต่ละคนพอรับรู้ได้ เพราะมีคนเล่าให้ฟังทีหลังว่าเราเกิดที่ไหน ส่วนวันตายไม่มีใครบอกได้ว่าจะตายที่ไหน ตายเวลาใด

         สมัยเป็นเด็กและเริ่มเข้าสู่่วัยหนุ่มยังทันได้ดูภาพยนตร์ที่ดาราท่านนี้แสดง ถึงจะไม่โด่งดังเป็นพลุแตกอย่างเช่น มิตร ชัยบัญชา-เพชรา เชาวราษฎร์ แต่ก็น่าจะอยู่ร่วมสมัยที่ใกล้เคียงกัน ภาวนา ชนะจิตได้รับการขนานนามว่า “ไข่มุกแห่งเอเชีย” โด่งดังในระดับเอเชียเลยทีเดียว สมัยนั้นไม่มีโรงภาพยนตร์ จะได้ดูภาพยนตร์ก็ต้องรอให้มีงานวัด มักจะมีภาพยนตร์ฉายให้ดูฟรี ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “หนังกลางแปลง” อีกอย่างหนึ่งก็ต้องรอ “หนังขายยา” เขาโฆษณาขายยาไป พอคนเริ่มจะไม่สนใจก็ฉายหนังให้ดู หากมีคนมาก หนังกำลังสนุก หนังขายยาก็หยุดฉายซะดื้อๆ จากนั้นก็เริ่มโฆษณาขายยา หากยังขายยาไม่ได้หนังก็จะขาดฉายต่อไม่ได้ หนังขายยาจึงฉายไม่ค่อยจะจบเรื่อง มีงานวัดและคนเร่ขายยา จึงจะดูภาพยนตร์สักครั้ง
         โลกเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก เพราะหลังจากนั้นไม่นานก็มีโรงหนังตามเมืองใหญ่ๆ เกิดขึ้น ภาพยนตร์ก็อลังการยิ่งขึ้น ชื่อของ“ภาวนา ชนะจิต”และดาราคนอื่นๆก็ค่อยเลือนหายไปจากโลกภาพยนตร์  เพราะมีสื่อใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่นั่นคือละครโทรทัศน์ ซึ่งเป็นที่นิยมมาหลายปีแล้ว พักหลังๆก็เริ่มจะซบเซาลงไปบ้าง เพราะมีสื่อใหม่เข้ามามากมายเช่นอินเทอร์เน็ต และสื่ออื่นๆอีกมากมาย แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่กิเลสภายในของมนุษย์ยังคงเป็นตัวเดิม มนุษย์ยังคงตกอยู่ภายใต้กิเลสคือ “โลภ โกรธ หลง” อยู่ภายในจิตใจเหมือนในอดีต

         พระพุทธศาสนาเรียกมูลเหตุแห่งการทำชั่วไว้ว่า “อกุศลมูล” แปลว่ารากเหง้าแห่งอกุศล ต้นตอของความชั่ว ธรรมที่เป็นไปในข้างเสื่อม ดังที่แสดงไว้ในทสุตตรติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (11/393/291) ความว่า “ธรรมสามอย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ อกุศลมูลได้แก่อกุศลมูลคือโลภะ  อกุศลมูลคือโทสะ  อกุศลมูลคือโมหะ ธรรมสามอย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม”  แปลความได้ง่ายๆว่า “โลภ โกรธ หลง”  เป็นจุดเริ่มต้นของการทำชั่ว
         ส่วนเหตุแห่งความความดี เรียกว่า “กุศลมูล” แปลว่ารากเหง้าของกุศล ต้นตอของความดี เป็นธรรมที่เป็นไปในข้างดี ดังที่แสดงไว้ในทสุตตรติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (11/394/292) ความว่า “ ธรรมสามอย่างที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษเป็นไฉน คือกุศลมูลสามอย่างได้แก่กุศลมูลคืออโลภะ  กุศลมูลคืออโทสะ  กุศลมูลคืออโมหะ ธรรมสามอย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ” แปลความได้ง่ายๆว่า “ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง”  เป็นเบื้องต้นของการทำดี

 

         อโลภะ คือความไม่โลภ ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับโลภะ ความคิดเผื่อแผ่ ต้องมี “จาคะ” คนที่ไม่โลภต้องรู้จักพอ เพราะหากไม่รู้จักพอก็จะอยากได้เรื่อยไปหาที่สิ้นสุดมิได้ ทะเลกว้่างใหญ่ไม่เคยขาดน้ำ แต่ความโลภในใจมนุษย์กว้างใหญ่ยิ่งกว่า
         อโทสะคือความไม่ประทุษร้าย ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับโทสะ นั่นคือ “เมตตา” วิธีแก้ปัญหาที่เกิดจากโทสะคือต้องมี “เมตตา” เพราะหากใครที่มีเมตตาคือปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขแล้ว ความคิดประทุษร้ายก็จะเบาบางลง ตามลำดับ
         อโมหะคือความไม่หลง เป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับความหลง  นั่นคือ “ปัญญา” ปัญญาแปลตามสำนวนนักธรรมคือความรอบรู้ในกองสังขาร แต่ที่นิยมแปลกันตามพจนานุกรมแปลว่าความรู้ ความเข้าใจ
         จาคะ เมตตา และปัญญา จึงเป็นพื้นฐานในการที่จะขจัด โลภะ โทสะ โมหะ ออกไปจากจิตใจ “ปลูกฝังจาคะ สร้างเมตตา เพิ่มพูนปัญญา” เมื่อกระทำให้มากจนกลายเป็นนิสัย ความโลภ โกรธ หลงก็จะค่อยๆบรรเทาเบาบางลงตามลำดับ
         ไม่ว่าคนรวยหรือคนจนล้วนมีกิเลสตัวเดียวกัน จะต่างกันก็เพียงแต่ว่าใครจะมีมากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น “การรู้จักพอ รู้จักให้ รู้จักปล่อยวาง มองทุกอย่างเป็นธรรมดา” เป็นการทำบุญในการชำระจิตอย่างหนึ่ง เพราะหากคนเรารู้จักพอเมื่อไหร่ แม้มีทรัพย์สมบัติไม่มากแต่ก็เพียงพอแก่การดำเนินชีวิต จากนั้นจึงเริ่มต้นด้วยการให้ และเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง โดยการมองทุกอย่างให้เป็นธรรมดา ชีวิตก็น่าจะอยู่อย่างมีความสุขตามสมควรแก่ฐานะแล้ว

         การทำความดี การทำบุญมิได้จำกัดอยู่เฉพาะการให้ทานเท่านั้น แต่ยังมีวิธีการอื่นอีกหลายอย่าง ในบุญกิริยาวัตถุกำหนดการทำบุญไว้เบื้องต้นสามประการคือ ทาน ศีล ภาวนา และยังขยายออกไปได้อีกถึงสิบประการ แต่การให้ทานเป็นเบื้องต้นของการทำบุญที่ง่ายที่สุด ทำได้ง่ายที่สุด เพราะหากเราเพียงแต่ “มี” ก็สามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้แล้ว แต่การที่คนเราจะรู้ว่าตนเอง “มี” บางทีก็ต้องรอจนถึงเวลาใกล้ตาย ถึงช่วงนั้นก็ใช้อะไรหรือทำอะไรไม่ทันการณ์แล้ว คนที่เริ่มต้นทำบุญไม่ได้นั้น ส่วนหนึ่งเพราะมีกิเลสอันเป็นเหตุคอยกั้นจิตสามประการคือโลภ โกรธ หลง คอยบงการอยู่ภายในจิตใจ หากคิดจะทำความดี ไม่ต้องรอ เพราะหากมัวแต่รออาจจะไม่มีโอกาสได้ทำคุณงามความดีเลยก็ได้
         ภาวนา ชนะจิต จากโลกนี้ไปแล้ว ไม่ต้องวุ่นวายรับรู้กับทรัพย์สินเงินทองอะไรอีก เงินร้อยล้านพันล้านที่เคยเป็นสมบัติก็นำไปใช้ในโลกหน้าไม่ได้ มีเพียงบุญและบาปที่เคยกระทำไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตเท่านั้นที่จะพาไปสู่สัมปรายภพ คนเรามีเพียงแค่กินพออิ่ม ชิมพอดี เป็นหนี้พอประมาณ ก็มีชีวิตอย่างสุขสำราญใจได้แล้ว
  

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
02/10/55

 

Go to top