Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         เย็นมากแล้วพระอาทิตย์กำลังอัสดงแสงสีเหลืองกำลังโบกมือจากขอบฟ้า ปรากฏเป็นขอบฟ้าสีม่วงอมแดง ภิกษุชรารูปหนึ่งกำลังรอเรือข้ามฟากเพื่อที่จะข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำอันกระแสเชี่ยวกรากรุนแรง  ท่านตั้งใจว่าจะเดินทางข้ามแม่น้ำไปยังอีกฝั่ง แต่ไม่มีเรือที่จะพาข้ามไปได้ จึงยืนรอเรือข้ามฟากซึ่งดูเหมือนว่าเรือข้ามฟากไม่ยอมขึ้นฝั่งทางด้านนี้เลย สิ่งที่ทำได้ในขณะนั้นคือรอคอยเรือข้ามฟากจะผ่านมา  แม่น้ำนั้นกว้างใหญ่มากครั้นจะว่ายข้ามน้ำไปยังอีกฝั่ง คำนวณกำลังวังชาแล้วคงไม่ไหวว่ายไปไม่ตลอดรอดถึงฝั่งโน้นหรอก  มีหวังจมน้ำตายเสียก่อน จึงทำได้อย่างเดียวคือรอว่าเมื่อไหร่จะมีเรือข้ามฟากผ่านมา ช่วงนั้นเป็นหน้าฝนมีฝนตกแทบทุกวัน และกระแสน้ำก็กำลังหลากมาจากทางเหนือ
 

         ขณะนั้นมีชาวบ้านหลายคนกำลังพากันวิ่งมาทางที่ภิกษุชรากำลังยืนรอที่ริมฝั่งน้ำ เหมือนกำลังวิ่งหนีอะไรสักอย่าง ทุกคนกำลังกลัวตาย เพราะกำลังมีภัยที่กำลังไล่ล่ามาอย่างกระชั้นชิด พวกเขาคงถูกไล่ล่าและพากันวิ่งมาตั้งไกลแล้ว จึงแสดงอาการเหนื่อยหอบให้เห็น พวกเขาเหนื่อยหอบจนตัวโยน พอมาถึงต่างก็หยุดชะงักเพราะที่เบื้องหน้าคือแม้น้ำใหญ่ กระแสเชี่ยวกราก พลันก็พากันมองเห็นพระภิกษุชรารูปหนึ่งกำลังยืนเพ่งสายตามองไปยังแม่น้ำเหมือนกำลังจะหาทางข้ามไปยังอีกฝั่ง


         ในกลุ่มคนเหล่านั้นมีชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ผมกำลังวิ่งหนีอสรพิษมานะครับหลวงพ่อ อีกทั้งมีเพชฌฆาตกำลังไล่ล่าเพื่อฆ่าพวกผม พวกผมกลัวตายนะครับ ไม่รู้จะหนีไปไหน หลวงพ่อช่วยพวกผมด้วย”
         ภิกษุชราจึงบอกว่า “อาตมาก็กำลังจะข้ามไปฝั่งโน้นอยู่เหมือนกัน แต่จนใจที่ยังหาเรือข้ามฟากไม่ได้ วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร ทำไมหาเรือข้ามฝั่งยากเหลือเกิน ไหนละอสรพิษที่โยมว่า” หลวงพ่อมองไปยังทางที่พวกชาวบ้านวิ่งมาก็ไม่เห็นมีงูหรือเหล่าเพชฌฆาตตามที่ชายคนนั้นบอก
         “หากข้ามไปฝั่งโน้นได้คงจะปลอดภัยไม่มีอันตราย” ชายคนนั้นยังกล่าวต่อไป
  หลวงพ่อจึงบอกว่า “ก็ไม่แน่ฝั่งโน้นอาจจะอันตรายมากกว่าฝั่งนี้ก็ได้ อย่าได้ชะล่าใจมากจนเกินไป เพราะเราไม่อาจจะคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้”
         “ผมว่าหากจะรออยู่อย่างนี้คงจะไม่ได้ผล เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เรามาช่วยกันต่อแพข้ามฟากดีกว่านะครับหลวงพ่อ” ชายคนนั้นเสนอแนวทาง
         ภิกษุชราเห็นว่าความคิดของชายคนนี้ดี จึงบอกให้ชาวบ้านพากันหาวัสดุอุปกรณ์เท่าที่จะหาได้นำมารวมกันและเริ่มต่อแพเพื่อที่จะใช้ข้ามฟากไปยังอีกฝั่งโน้น  ทั้งชาวบ้านที่บอกว่ากำลังวิ่งหนีอสรพิษที่กำลังไล่ล่า อีกทั้งหนีเพชฌฆาตต่างก็พากันขึ้นแพที่ช่วยกันทำขึ้น แพนั้นค่อยๆออกจากท่าน้ำ  ทันใดนั้นอสรพิษร้ายก็มาถึง แต่เมื่อแพไปถึงกลางแม่น้ำที่กระแสกำลังเชี่ยวกราก ก็เกิดโคลงเคลงเหมือนแพกำลังจะแตก ต่างคนต่างก็ปล่อยแพเพื่อที่จะว่ายน้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เหลือเพียงภิกษุชรา นั่งอยู่บนแพเพียงรูปเดียว ในขณะแพค่อยๆจมลงในกระแสน้ำ

 

        หลวงตาไซเบอร์ฯ สะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะรู้สึกหนาว ที่แท้เป็นเพียงความฝันในวันที่ฝนตกหนักจนกระทั่งน้ำฝนสาดเข้าทางหน้าต่าง จนที่นอกเปียกปอนด้วยน้ำฝนสาด  เออหนอช่างฝันเป็นตุเป็นตะ ภิกษุชรารูปนั้นก็ไม่เคยเห็นหน้า แต่เหมือนกับคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ยังไม่รู้ว่าภิกษุชราจะข้ามน้ำไปฝั่งโน้นได้หรือไม่ อยากจะหลับแล้วฝันต่อให้จบ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะนอนไม่หลับแล้ว
         นั่งพิจารณาความฝันนั้นว่ามันคืออะไรกันแน่ ก็พบว่ามีพระสูตรๆหนึ่งที่กล่าวถึงคนกำลังวิ่งหนีอสรพิษมีแสดงไว้ในอาสีวีสสูตร สังยุตนิกาย สฬายตนวรรค (18/312/194) มีเนื้อความสรุปได้ว่า “ครั้งหนึ่งมีบุรุษกลัวอสรพิษทั้งสี่จำพวกซึ่งมีฤทธิ์เดชแรงกล้า กลัวเพชฌฆาตผู้เป็นฆ่าศึกทั้งห้า และกลัวเพชฌฆาตคนที่หก ซึ่งเที่ยวไปในอากาศเงื้อดาบอยู่ จึงหนีไปในที่อื่น เขาพบบ้านร้างเข้า จึงเข้าไปสู่เรือนร้างว่างเปล่าหลังหนึ่ง ลูบคลำภาชนะว่างเปล่าชนิดหนึ่ง ชนทั้งหลายพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่าดูกรท่าน มีโจรทั้งหลายคอยฆ่าชาวบ้าน เข้ามาสู่บ้านร้างนี้เสมอ กิจใดที่ท่านควรทำก็จงทำกิจนั้นเสีย
         ครั้งนั้นบุรุษคนนั้นกลัวอสรพิษทั้งสี่ กลัวเพชฌฆาตทั้งห้ากลัวเพชฌฆาตคนที่หก และกลัวโจรผู้คอยฆ่าชาวบ้าน จึงหนีไปในที่อื่น เขาไปพบห้วงน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ฝั่งข้างนี้น่ารังเกียจ เต็มไปด้วยภัยอันตราย ฝั่งข้างโน้นเป็นที่เกษมปลอดภัย เรือแพ หรือสะพานที่จะข้ามไปฝั่งโน้นไม่มี”

 

         บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ห้วงน้ำนี้ใหญ่นัก ฝั่งข้างนี้เป็นที่น่ารังเกียจ เต็มไปด้วยภัยอันตราย ฝั่งข้างโน้นเป็นที่เกษมปลอดภัยเรือแพ หรือสะพานที่จะข้ามไปฝั่งโน้นก็ไม่มี ผิฉะนั้น เราควรจะมัดหญ้ากิ่งไม้และใบไม้ ผูกเป็นแพ เกาะแพนั้น พยายามไปด้วยมือและด้วยเท้า ก็พึงถึงฝั่งโน้นได้โดยความสวัสดี ครั้นแล้ว บุรุษนั้นทำตามความคิดของตน ก็ว่ายข้ามฟากถึงฝั่งข้างโน้นแล้ว เป็นพราหมณ์ขึ้นบกไป”
         พระพุทธเจ้าทรงอธิบายข้ออุปมาไว้ดังนี้ “(18/315/194) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้ออุปมานี้ เราสมมติขึ้นเพื่อจะให้รู้เนื้อความโดยง่าย ในข้อนั้นมีเนื้อความดังนี้
         คำว่า “อสรพิษที่มีฤทธิ์แรงกล้าทั้งสี่จำพวก” เป็นชื่อแห่งมหาภูตรูปสี่คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
         คำว่า “เพชฌฆาตทั้งห้าคนที่เป็นข้าศึก” เป็นชื่อแห่งอุปาทานขันธ์ห้าคือ รูปขันธ์เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
         คำว่า “เพชฌฆาตคนที่หกซึ่งเที่ยวไปในอากาศเงื้อดาบอยู่ “ นั้นเป็นชื่อแห่งนันทิราคะ
         คำว่า “บ้านร้าง” นั้นเป็นชื่อแห่งอายตนะภายในหก เพราะถ้าแม้บัณฑิตผู้ฉลาด มีปัญญาใคร่ครวญ  อายตนะภายในหกนั้น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะปรากฏว่าเป็นของว่าง เปล่า สูญทั้งนั้น

 

         คำว่า “โจรผู้ฆ่าชาวบ้าน” นั้น เป็นชื่อแห่งอายตนะภายนอกหก ตาย่อมเดือดร้อนเพราะรูปเป็นที่พอใจและไม่พอใจ หูย่อมเดือดร้อน เพราะเสียงเป็นที่พอใจและไม่พอใจ จมูกย่อมเดือดร้อนเพราะกลิ่นเป็นที่พอใจและไม่พอใจ ลิ้นย่อมเดือดร้อนเพราะรสเป็นที่พอใจและไม่พอใจกายย่อมเดือดร้อนเพราะโผฏฐัพพะเป็นที่พอใจและไม่พอใจ ใจย่อมเดือดร้อนเพราะธรรมารมณ์ เป็นที่พอใจและไม่พอใจ 
         คำว่า “ห้วงน้ำใหญ่นั้น”  เป็นชื่อแห่งโอฆะทั้งสี่คือ กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ
         คำว่า “ฝั่งข้างนี้อันเป็นที่น่ารังเกียจ เต็มไปด้วยภัยอันตราย” เป็นชื่อแห่งร่างกายของตน
         คำว่า “ฝั่งข้างโน้นเป็นที่เกษมปลอดภัย” เป็นชื่อแห่งนิพพาน
         คำว่า “แพ” เป็นชื่อแห่งอริยมรรคมีองค์แปดประการ คือสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
         คำว่า “พยายามข้ามไปด้วยมือและเท้า” เป็นชื่อแห่งวิริยารัมภะ
         คำว่า “ผู้เป็นพราหมณ์ว่ายข้ามฟากถึงฝั่งโน้นแล้วขึ้นบกไป” เป็นชื่อแห่งพระอรหันต์
         คำอธิบายยากกว่าที่คิด ทุกคนต่างก็กำลังวิ่งหนีอสรพิษที่อุปมาเหมือนกับมหาภูตรูปสี่คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อันรวมกันกลายเป็น สิ่งที่สมมุติเรียกว่ามนุษย์ สัตว์ บุคคลต่างๆ
         ห้วงน้ำใหญ่ที่มีกระแสน้ำหลากยากที่จะข้ามพ้นไปได้โดยสะดวกเป็นอุปมาของกาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา อันเป็นห้วงน้ำที่น้อยคนจะข้ามไปได้

 

         ภิกษุชรารูปนั้นกำลังข้ามโอฆะทั้งสี่ไปยังฝั่งโน้นคือนิพพานอันเป็นแดนเกษม โดยอาศัยเรือแพคือมรรคมีองค์แปด กำลังจะทิ้งฝั่งนี้อันเปรียบเหมือนร่างกายที่กำลังเข้าสู่วัยชราที่แม้จะไม่อยากให้แก่ก็ต้องแก่จนได้ ส่วนชาวบ้านทั้งหลายแม้จะขึ้นแพแล้วก็ยังย้อนกลับลงไปในกามโอฆะอีก ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในกระแสแห่งห้วงน้าใหญ่ ยากที่จะข้ามไปยังฝั่งโน้นได้
         ฝันคืนที่ผ่านมาเข้าใจยากจริงแท้ ภิกษุชรารูปนั้นยังคงนั่งอยู่บนเรือแพเพื่อข้ามฟากต่อไป ส่วนคนฝันยังอยู่ที่ฝั่งนี้ยังหาเรือข้ามฟากไม่ได้ ห้วงแห่งโอฆะกว้างใหญ่ไพศาลนักยากแท้จะข้ามไปถึงฝั่งข้างโน้นได้

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
06/09/55

 

Go to top