Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         ไม่ได้ไปที่ศาลาท่าน้ำมาหลายวันแล้ว เนื่องจากฝนมักจะตกตอนเย็น อีกอย่างกำลังมีการก่อสร้าง มีเครื่องจักรกลกำลังทำงานและน้ำในคลองเน่าเหม็นมาก ไม่อยากไปสูดดมเอากลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ทำวัตรสวดมนต์เย็นเสร็จจึงเตร่ไปที่ร้านค้าข้างวัดอยากดื่มน้ำอัดลมเย็นๆสักขวด ขณะนั้นมีเพื่อนพระภิกษุที่มีความคิดอย่างเดียวกันได้นั่งอยู่ก่อนแล้ว นักเลงหมากรุกทั้งหลายก็ไม่รู้พากันหายไปไหนกันหมด  ร้านก็ว่างเงียบเหงามีเพียงเจ้าของร้านคนเดียวที่นั่งตบยุง ไม่มีลูกค้าคนอื่นเลย นอกจากพระภิกษุสองรูปที่เกิดอยากฉัน(ดื่ม)น้ำอัดลมในเวลาเย็น


         หลวงพี่รูปนั้นชวนสนทนาสักพักก็หันมาถามว่า “มีคนถามผมว่า เหมือนกับมีวิญญาณของคนที่เสียชีวิตไปแล้วคอยติดตามไปในที่ทุกแห่ง จนสัมผัสได้แต่พอหันกลับมาก็ไม่เห็นมีใคร ถามคนอื่นๆก็บอกว่าบางครั้งก็เห็นเหมือนมีชายคนหนึ่งเดินตามแต่พอเข้าใกล้กลับไม่มีอะไร ปัญหาคือว่าวิญญาณนั้นมาจากไหน ตอนที่เป็นมนุษย์ทำไมไม่เคยรู้จักกัน ทำไมมาตามตอนเสียชีวิตแล้ว” หลวงพี่ถอนหายใจเหมือนกำลังนึกว่าได้เล่าอะไรขาดหายไปบ้างจากนั้นจึงหันมาถามว่า “ผมให้คำตอบไม่ได้ จึงขออนุญาตถามหลวงตา ฯ กรุณาหาคำตอบเพื่อความกระจ่างให้ผมด้วย”

 

         เรื่องแบบนี้ไม่คิดว่าจะมีปรากฏในโลกแห่งความเจริญก้าวหน้าในยุคนี้ จึงยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้เหมือนกัน ยิ่งในช่วงนี้เป็นช่วงเดือนสิบที่คนส่วนหนึ่งเชื่อว่าเดือนปล่อยผีให้เร่ร่อนออกหารับส่วนบุญ เป็นช่วงบุญเดือนสิบ  บุญข้าวสาก หรือต๋านก๋วยสลาก วันสารทเป็นต้น แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น ส่วนหนึ่งก็เพื่อทำบุญอุทิศให้แก่วิญญาณทั้งหลายที่กำลังเร่ร่อนไปทั่วทุกสารทิศ ผีมาขอส่วนบุญ
         ตอนนั้นคิดไปถึงเรื่องของภิกษุรูปหนึ่งที่พออุปสมบทจะปรากฏเหมือนมีหญิงสาวคนหนึ่งเดินตามหลังตลอด คนทั่วไปมองเห็นได้ชัดเจนไม่ว่าจะไปไหน เดินบิณฑบาตหรืออยู่ที่กุฏิก็จะมีเงาร่างของหญิงคนหนึ่งคอยติดตามอยู่ข้างหลัง  แต่ตัวพระสงฆ์รูปนั้นกลับมองไม่เห็นอะไร นามของท่านคือพระโกณฑธาน
         มีเรื่องเล่าไว้ในอรรถกถาธรรมบทสรุปความว่า “สาเหตุที่มีรูปผู้หญิงคอยติดตามพระโกณฑธานเป็นเพราะกรรมเก่าในอดีตชาติของพระโกณฑธาน ที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดเป็นเทวดา ต้องการจะล้อเล่นกับพระภิกษุสองรูปที่มีความรักความเคารพกันรักใคร่เหมือนเป็นญาติพี่น้องที่เกิดร่วมอุทรเดียวกัน วันหนึ่งพระภิกษุสองรูปเดินทางไกลไปด้วยกัน เทวดาแกล้งแสดงตนข้างหลังพระรูปหนึ่งที่กำลังทำสรีรกิจหลังพุ่มไม้  พอภิกษุอีกรูปหนึ่งเห็นอย่างนั้นก็เข้าใจผิดคิดว่าพระรูปนั้นทำผิดวินัยสงฆ์กับสตรีเพศเป็นอาบัติร้ายแรง 


         พระภิกษุทั้งสองรูปจึงเข้าใจผิดจนเลิกคบหากันเพราะการกระทำของเทวดาตนนั้น ภายหลังเทวดาตนนั้นสำนึกผิดจึงบอกความจริง และพระสงฆ์ทั้งสองก็กลับมาคบหากันอีก แต่ไม่สนิทเหมือนเดิม แก้วที่ร้าวพร้อมที่จะแตกจะประสานให้ดีดังเดิมได้ยากยิ่งฉันใด ภิกษุทั้งสองก็ยังคอยระแวงและสงสัยกันอยู่นั่นแล ภายหลังภิกษุทั้งสองรูปเมื่อมรณะก็ไปอุบัติในพรหมโลก แต่เทวดาตกนรก พอพ้นจากนรกจึงมาถือกำเนิดในโลกมนุษย์และภายหลังได้อุปสมบทมีชื่อเรียกว่า “พระโกณฑธาน” เวลาจะไปไหนมาไหนก็จะมีคนเห็นมีหญิงคอยติดตามข้างหลัง
         วันหนึ่งพระโกณฑธานถูกภิกษุอื่นกล่าวคำเยาะเย้ยถากถางว่าเป็นคนชั่ว ท่านจึงโต้ตอบกล่าวหาภิกษุที่กล่าวร้ายท่าน  เรื่องเลยไปถึงพระกรรณของพระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกพระโกณฑธานไปพบและพระศาสดาตรัสกับพระโกณฑธานว่า “ตัวท่านไม่อาจใช้กรรมที่ทำไว้ในปางก่อนให้หมดไปจนถึงทุกวันนี้ ต่อไปนี้ท่านอย่ากล่าวคำหยาบ  เห็นปานนั้น และได้แสดงคำอันเป็นคาถาในขุททกนิกาย ธรรมบท (25/20/28) ความว่า “ท่านอย่ากล่าวคำหยาบกะใครๆ ผู้ที่ท่านกล่าวแล้วก็จะโต้ตอบท่าน ด้วยว่าถ้อยคำที่แข็งดีกันนำทุกข์มาให้ ผู้ทำตอบก็พึงประสบทุกข์นั้น ท่านไม่ยังตนให้หวั่นไหว  ดุจกังสดาลถูกเลาะขอบอกแล้ว ท่านนั้นก็จะ เป็นผู้ถึงพระนิพพาน ความแข่งดีก็จะไม่มีแก่ท่าน”

 


         จากนั้นจึงได้แสดงบุพกรรมในอดีตชาติให้พระโกณฑธานฟัง พระกับผีหนีกันไม่พ้น แม้ว่าจะเป็นชาวพุทธนับถือพระพุทธศาสนา แต่ทว่าความเชื่อดั้งเดิมของคนไทยโบราณคือการนับถือผี ซึ่งผีมีหลายประเภทเช่นผีไร่ ผีนา ผีป่า ผีเขา แม้แต่ที่ภาคพื้นดินก็ยังมีผีเจ้าที่ หากเรียกด้วยภาษาที่เสนาะหน่อยก็จะเรียกว่า “พระภูมิเจ้าที่” ซึ่งพระพุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นเทวดาประเภทหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน คำว่า “ภูมิ” แปลว่าแผ่นดิน พื้น ชั้น หากสูงขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นเทวดาที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้หรือเทวดาประจำต้นไม้เรียกว่า “รุกขเทวดา” คำว่า “รุกข” แปลว่าต้นไม้  ยังมีเทวดาประเภท “อากาสเทวดา” หมายถึงเทวดาที่อยู่ตามอากาศ ภาพวาดของจิตรกรทั้งหลายจึงปรากฎว่ามีเทวดาล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆอันเป็นเหมือนวิมานในอากาศนั่นเอง 
         การไหว้ผีไหว้เจ้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนไทย  บรรพบุรุษจึงมีคติความเชื่อเกี่ยวกับผีให้เห็นในแทบทุกภูมิภาค ไหว้ทั้งพระ บูชาทั้งผีเพื่อความสวัสดีจึงไม่ใช่ความเชื่อที่เสียหายแต่ประการใด ยิ่งสมัยปัจจุบันได้ยกป่าช้ามาไว้ที่วัด ทำพิธีสวด เผาที่วัด ผีกับพระจึงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี  ผีจึงไม่ค่อยหลอกพระ พระกับผีมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี พระสงฆ์อุทิศส่วนกุศลแผ่เมตตาจิตส่งไปให้วิญญาณเร่ร่อนทั้งหลาย วิญญาณเหล่านั้นก็คอยดูแลเกื้อหนุนอุปถัมภ์พระสงฆ์เป็นเครื่องตอบแทน ต่างฝ่ายต่างก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ผีกับพระจึงมักจะอยู่ด้วยกันอย่างสันติ


         เงาร่างของวิญญาณที่คอยติดตามหญิงคนนั้นยังหาคำตอบไม่ได้ แต่วันนี้ได้นำบุพกรรมของพระอรหันต์องค์หนึ่งนามว่าพระโกณฑธานที่มีเงาร่างของหญิงคอยติดตาม ภายหลังเมื่อท่านบรรลุความเป็นพระอรหันต์แล้วเงาร่างของหญิงนั้นก็หายไป สิ่งที่แนะนำได้ในตอนนี้คือต้องพยายามทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ บางทีเขาอาจจะกำลังขอส่วนบุญอยู่ก็ได้ เป็นประเภทวิญญาณที่เร่ร่อนหาที่พักพิง วันนี้ยังไม่มีคำตอบเรื่องบางเรื่องด่วนสรุปไม่ได้ ต้องสืบค้นหาปริบทที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบก่อน เรื่องกรรมและกฎแห่งกรรมบางทีก็อธิบายยากกว่าที่คิด ตอนเดินกลับกุฏิยังหันกลับไปมองว่ามีใครตามมาหรือไม่ คงเป็นเพราะอุปาทานจึงรู้สึกเหมือนมีวิญญาณเร่ร่อนคอยติดตามขอส่วนบุญ

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
03/09/55

Go to top