Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

          เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับวันแม่มักจะมีคนคิดถึงว่าลูกควรจะทำอะไรให้แม่ จะทำความดีเพื่อแม่อย่างไร จะนำอะไรไปมอบให้เป็นที่ระลึกในวันแม่ แต่ไม่รู้ปีนี้เกิดอะไรขึ้นมักจะได้พานพบแต่แม่ วันก่อนก็เป็นแม่ที่หาเงินเพื่อซื้อนมให้ลูก วันนี้มาอีกครั้งเป็นเรื่องของแม่ที่กำลังคิดถึงลูก ทั้งๆลูกคนนั้นไม่มีที่จะได้ลืมตาดูโลกเลยเขาสิ้นชีวิตตั้งแต่ยังไม่เกิด เพราะฝีมือของแม่แท้ๆ เรื่องเศร้าที่ไม่น่าเล่าขานให้ใครฟัง แต่พอคิดอีกทีเรื่องในทำนองนี้มีให้เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ เป็นความเศร้าสำหรับผู้เป็นแม่ที่ยาวนาน
 

          หลวงตาไซเบอร์ฯ(สมมุติให้เป็นคนเล่าเรื่อง หากเล่าได้มากพอก็จะรวบรวมเป็นเรื่องสั้นชุด “หลวงตาไซเบอร์ฯ” เอาไว้แจกในงานศพพระมหาบุญไทย ปุญญมโน ซึ่งคงอยู่ในโลกนี้ได้อีกไม่นาน ตอนนี้เขียนได้ประมาณสามสิบเรื่องแล้ว แทรกอยู่ในเว็บไซต์ไซเบอร์วนารามนี่แหละ) วันนั้นออกจากพระอุโบสถวันนี้ไม่อยากไปที่ศาลาท่าน้ำ จึงเดินเตร่ไปยืนดูป้ายที่ทางวัดจัดทำขึ้นเพื่อเป็นเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในฐานะแม่ของประเทศ พิจารณาและตั้งจิตคิดถึงบุญคุณของแม่สักพักก็เห็นหญิงคนหนึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆกำลังนั่งดื่มน้ำที่ใต้ต้นไม้ มือข้างหนึ่งอุ้มตุ๊กตารูปร่างเหมือนเด็กเล็กๆตัวหนึ่ง พอเดินผ่านจึงเอ่ยทักตามมารยาทว่า “ไม่ไปร่วมงานวันแม่กับคนอื่นๆหรือ” เธอทำหน้างงๆก่อนจะเอ่ยตอบมาว่า “ก็ฉันนี่ไงคือแม่ เป็นแม่ที่ไม่เคยมีลูก แต่กำลังคิดถึงลูก นอนนะลูกนะ”   พูดจบเธอก็หันไปสนใจตุ๊กตาในมือพลางแสดงอาการเหมือนกำลังกล่อมลูกนอน


          เท้าที่กำลังจะเดินผ่านเลยต้องหยุดชะลอหันไปมองหน้าหญิงคนนั้นอีกครั้ง เสื้อผ้าเธอสกปรกมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ผ้าถึงที่นุ่งก็เก่าจนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นผ้าขี้ริ้วไปแล้ว เธอกำลังกินขนมปังและมีนมสดกล่องหนึ่งวางอยู่ข้างๆ หากมองผิวเผินเธอก็คือหญิงบ้าคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันมีให้เห็นมากมาย แต่หลวงตาไซเบอร์ฯ มีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งที่แก้ไม่หายคือชอบคุยกับคนบ้า บางครั้งเรื่องราวต่างๆที่นำมาเขียนมักจะมาจากเรื่องของคนที่คนอื่นคิดว่าเขาบ้า แต่คนเราไม่ได้บ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ต้องมีบ้างบางเวลาที่มีสติแจ่มใส
          โบราณว่าไว้ว่า “มีคนบ้าห้าร้อยจำพวก” ซึ่งก็คือคำเปรียบเทียบอาจจะไม่ใช่ห้าร้อยจริงๆ แต่แสดงว่ามีมาก เหมือนกับโจรห้าร้อยนั่นแล บางครั้งก็มีเพียงห้าคน แต่การกระชั่วของเขาเหมือนคนห้าร้อยคนกระทำ คำเปรียบในสมัยพุทธกาลก็มี “ภิกษุห้าร้อยรูป”  “ชาดกห้าร้อยเรื่อง” เป็นต้น
          หลวงตาไซเบอร์ฯกำลังจะเป็นหลวงตาอัลไซเมอร์ฯ ลืมเรื่องที่กำลังจะเล่าเพราะออกนอกเรื่องไปไกลโขแล้ว ย้อนกลับเข้ามายังเรื่องที่เริ่มต้น  “ยังไงอาตมาไม่เข้าใจ หน้าตาสารรูปอย่างโยมนี่หรือจะเป็นแม่คนได้” เหมือนจี้ถูกจุดเธอบอกว่า “ดิฉันอายุยี่สิบปีแล้ว มีลูกมาแล้วหนึ่งคน แต่ลูกไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก เป็นเพราะตัวดิฉันเองแท้ๆที่ไปหลงเชื่อไอ้มนุษย์ชั่วคนนั้น” ดวงตาเธอแฝงรอยแห่งความเกลียดชัง หลวงตาไซเบอร์ต้องถอยหลังหนึ่งก้าว เพราะขนมปังในมือ เธอถูกบีบจนแหลกคามือ
          ใจเย็นๆไว้ ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร เอาไว้วันหลังก็ได้ อาตมายังมีเวลาอีกมาก เธอจึงสงบสติอารมณ์และบอกว่า “ดิฉันฆ่าลูกตัวเอง  พ่อเด็กบอกว่ายังไม่พร้อมจะมีลูก จึงต้องทำแท้ง ดิฉันต้องฆ่าลูกในไส้ตัวเอง บาปมากไหมคะหลวงพ่อ” เธอเล่นย้อนถามดื้อๆอย่างนั้น 

 

          ปัญหาอย่างนี้หากตอบตามหลักการก็ไม่ยาก เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผิดศีลข้อปาณาติบาต ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับการฆ่าเป็นไปตามลำดับขั้นคือ “สัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต จิตคิดจะฆ่า ลงมือฆ่า สัตว์นั้นตายด้วยความพยายาม” ถ้าจะตอบแบบนั้นก็ดูจะเป็นการทำร้ายจิตใจของแม่ที่ยังเด็กคนนั้นเกินไป กำลังคิดหาคำตอบที่เป็นกลางๆไม่ทำร้ายจิตใจเธอจนเกินไป
          เธอคนนั้นก็เอ่ยขึ้นมาอีกว่า “หนูไม่ได้ตั้งใจมันจำเป็นจริงๆ ตอนนั้นยังเรียนหนังสืออยู่จะปล่อยให้ท้องโตก็อายเพื่อน เขาไม่อนุญาตให้นักเรียนท้อง พ่อของเด็กก็เรียนที่เดียวกัน แอบได้เสียกันโดยไม่ได้ป้องกันอะไร เมื่อรู้ตัวว่าท้องจึงต้องทำแท้งเอาเด็กออก แต่ผลร้ายมาตกกับตัวดิฉันเอง คือชาตินี้ไม่สามารถจะมีลูกได้อีกเลย มันเป็นแผลในใจคิดขึ้นมาเมื่อไรก็คิดถึงลูกที่ยังไม่ได้เกิด หนูไม่น่าทำเลย เรียนก็ไม่จบเพราะไม่มีกำลังใจที่จะเรียน ไม่รู้จะเรียนไปทำไมมองหาอนาคตไม่เจอ ออกจากโรงเรียนก็หางานทำรับจ้างเรื่อยไป จากกรุงเทพไปพัทยา ไปญี่ปุ่นปีหนึ่ง แต่ถูกส่งตัวกลับเมืองไทย หนูทำงานอะไรก็ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ แม้แต่ยามหลับก็มักจะฝันเห็นเด็กคนนั้นมานั่งร้องให้คร่ำครวญเหมือนกับจะบอกว่าฆ่าหนูทำไม หนูมีความผิดอะไร” จากนั้นเธอก็ร้องให้ซบหน้ากับเข่าตัวเอง หลวงตาไซเบอร์ฯก็ปลอบโยนใครไม่เป็น จึงได้แต่ยืนนิ่ง
          หญิงคนนั้นคงสำนึกตัวแล้วว่าตัวเองได้ทำบาป หมายถึงความชั่ว ความเลวทราม ความไม่ดี ชั่วร้าย ซึ่งจะต้องตามเผาผลาญในภายหลัง ครั้งหนึ่งตายนเทวบุตรได้แสดงภาษิตบทหนึ่งในตายนสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (15/239/68)  ความว่า “ความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง”  เป็นบาปบริสุทธิ์โดยแท้เพราะเด็กคนนั้นไม่ได้มีความผิดอะไร เขาเสียชีวิตทั้งๆที่ยังไม่ได้เกิดด้วยซ้ำ หญิงคนนั้นจากไปแล้วคงกำลังเดินตามหาชีวิตลูกที่เธอทำร้ายไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเธอคงหลงลืมขาดสติอีกครั้ง

 

          กลับขึ้นกุฏิสิ่งที่ข้องอยู่ในจิตติดอยู่ในใจคือ “การทำแท้งถือเป็นการฆ่ามนุษย์หรือไม่” ตอนนั้นไม่ได้ตอบหญิงคนนั้น จึงยกประเด็นนี้ขึ้นมาวิเคราะห์อีกที
          ในพระพุทธศาสนาแสดงถึงภาวะที่เริ่มต้นความมนุษย์ไว้ดังที่แสดงไว้ในอินทกสูตร ยักขสังยุต สังยุตตนิกาย  สคาถวรรค (15/803/286) ความว่า “ครั้งหนึ่งอินทกยักษ์ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้กราบทูลถามว่า”ถ้าท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า รูปหาใช่ชีพไม่ สัตว์นี้จะประสพร่างกายนี้ได้อย่างไร กระดูกและก้อนเนื้อจะมาแต่ไหน สัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร”
          พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแก่อินทกยักษ์ว่า “รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็นห้าปุ่ม(ปัญจสาขา) ต่อจากนั้นมีผมขน และเล็บ(เป็นต้น) เกิดขึ้น มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารนั้นในครรภ์นั้น” ภาษาบาลีเขียนไว้ว่า
                                        “ปฐมํ กลลํ โหติ               กลลา โหติ อพฺพุทํ 
                                        อพฺพุทา ชายเต เปสิ          เปสิ นิพฺพตฺตตี ฆโน 
                                        ฆนา ปสาขา ชายนฺติ         เกสา โลมา นขาปิ จ 
                                        ยญฺจสฺส ภุญฺชติ มาตา    อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ 
                                         เตน โส ตตฺถ ยาเปติ          มาตุกุจฺฉิคฺคโต นโรติ ฯ
          ในอรรถกถาอินทกสูตรเล่มที่ 1 ภาค 2 หน้า 385 อธิบายไว้ว่า  “ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงแก่ยักษ์นั้นว่า สัตว์ไม่ได้เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียวเท่านั้น เจริญขึ้นโดยลำดับ จึงตรัสว่า ปฐมํ กลลํ โหติ เป็นต้น
          บทว่า “ปฐมํ” ความว่า ชื่อว่าติสสะ หรือว่าปุสสะ ย่อมไม่พร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณทีแรก โดยที่แท้ กลละมีประมาณเท่าหยาดน้ำมันงาซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายเส้นด้ายที่ทำด้วยเส้นขนสัตว์สามเส้น ท่านกล่าวหมายความว่า หยาดแห่งน้ำมันงา เนยใส ใสไม่ขุ่นมัว ฉันใดเขาเรียกกันว่า กลละมีสีคล้ายกันฉันนั้น


          บทว่า “กลลา โหติ อพฺพุทํ” ความว่า เมื่อกลละนั้นล่วงไปเจ็ดวัน ก็มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อจึงชื่อว่าอัมพุทะ ชื่อว่ากลละก็หายไปสมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า “เป็นกลละอยู่เจ็ดวัน ครั้นแก่ข้นขึ้นเปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็น อัพพุทะ”
           บทว่า “อพฺพุทา ชายเต เปสิ” ความว่า เมื่ออัมพุทะนั้นล่วงไปเจ็ดวัน ก็เกิดเป็นเปสิ คล้ายดีบุกเหลว เปสินั้นพึงแสดงด้วยน้ำตาลเม็ดพริกไทย จริงอยู่ เด็กชาวบ้านถือเอาพริกไทยสุกทำเป็นห่อไว้ที่ชายผ้าขยำเอาแต่ส่วนที่ดีใส่ลงในกระเบื้องตากแดด เม็ดพริกไทยนั้นแห้งๆ ย่อมหลุดตกเปลือกทั้งหมด เปสิมีรูปร่างอย่างนี้ ชื่อว่าอัมพุทะก็หายไป สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “เป็นอัมพุทะอยู่เจ็ดวัน แก่ข้นขึ้นเปลี่ยนภาวะนั้น เกิดเป็นเปสิ
           บทว่า “เปสิ นิพฺพตฺตติ ฆโน” ความว่า เมื่อเปสินั้นล่วงไปเจ็ดวัน ก้อนเนื้อชื่อฆนะ มีสัณฐานเท่าไข่ไก่เกิดขึ้น ชื่อว่าเปสิก็หายไป สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นเปสิอยู่เจ็ดวัน ครั้นแก่ข้นขึ้นเปลี่ยนภาวะนั้น เกิดเป็นฆนะ สัณฐานแห่งฆนะเกิดขึ้น เพราะเหตุแห่งกรรมเหมือนไข่ไก่ เกิดเป็นก้อนกลมโดยรอบ
           บทว่า “ฆนา จ สาขา ชายนฺติ” ความว่า ในสัปดาห์ที่ห้าเกิดปุ่มขึ้นห้าแห่งเพื่อเป็นมือและเท้าอย่างละสอง และเป็นศีรษะอีกหนึ่ง มีคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสัปดาห์ที่ห้าปุ่มตั้งขึ้นห้าแห่งตามกรรมดังนี้ ต่อแต่นี้ไป ทรงย่อพระเทศนาผ่านสัปดาห์ที่หก ที่เจ็ดเป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงเอาเวลาที่ผ่านไปสี่สิบสองสัปดาห์ จึงตรัสว่า ผมเป็นต้น
           ในบทเหล่านั้น บทว่า “เกสา โลมา นขาปิ จ” ความว่า ผมเป็นต้นเหล่านี้ย่อมเกิดในสี่สิบสองสัปดาห์

 

          บทว่า “เตน โส ตตฺถ ยาเปติ” ความว่า จริงอยู่ สายสะดือตั้งขึ้นจากสะดือของเด็กนั้น ติดเป็นอันเดียวกับแผ่นท้องของมารดา สายสะดือนั้นเป็นรูเหมือนก้านบัว รสอาหารแล่นไปตามสายสะดือนั้น ดังรูปซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น เด็กนั้นย่อมเป็นอยู่สิบเดือนเดือนด้วยประการฉะนี้
          บทว่า “มาตุ กุจฺฉิคโต นโร” ความว่า คนอยู่ในท้องมารดาคืออยู่ภายในท้อง  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนยักษ์ สัตว์นี้เจริญขึ้นในท้องของมารดาโดยลำดับ ไม่ใช่เกิดโดยการร่วมครั้งเดียว
            คำอธิบายในพระสูตรและอรรถกถาสรุปว่า “ความเป็นมนุษย์ค่อยๆก่อตัวในครรภ์มารดาตามลำดับเริ่มจากกลละมีขนาดเท่าน้ำมันงา จากนั้นอีกเจ็ดวันเป็นอัพพุทะเหมือนน้ำล้างเนื้อ อีกเจ็ดวันเป็นเปสิคล้ายดีบุกเหลว อีกเจ็ดวันเป็นฆนะเป็นก้อนเนื้อขนาดเท่าไข่ไก่ อีกห้าสัปดาห์ต่อมาจากเกิดเป็นปุ่มห้าปุ่ม อีกสี่สิบสองสัปดาห์จึงมีผม ขน เป็นต้นเกิดขึ้น
ชีวิตจึงไม่เริ่มต้นทันทีแต่เป็นความต่อเนื่องค่อยๆแปรสภาพไปทีละนิด จนผ่านไปสี่สิบสองสัปดาห์หรือประมาณสิบเดือนจึงมีรูปร่างเป็นมนุษย์ แต่ทว่ามนุษย์โดยทั่วไปจะตั้งครรภ์เพียงเก้าเดือน ถ้าอย่างนั้นในช่วงแรกอาจจะยังไม่รู้ว่าตั้งครรภ์คือในช่วงที่เป็น กลละ อัพพุทา และเปสิ สามสัปดาห์แรกยังกำหนดไม่ได้ แต่ถ้าผ่านช่วง “เปสิ” เข้าสู่ “ฆนะ” คือสัปดาห์ที่ห้า ผู้เป็นแม่น่าจะรู้ตัวแล้วว่าตั้งครรภ์ ตอนนั้นก็ไม่ได้ถามว่าเธอทำแท้งตอนไหน

 

          ปัญหาเกิดจากหญิงผู้ที่ยังไม่ได้เป็นแม่เต็มฐานะด้วยซ้ำ เป็นได้เพียงผู้เกือบจะได้เป็นแม่ แต่สำหรับเธอแล้วได้คิดว่าตัวเองเป็นแม่นับตั้งแต่รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์แล้ว ก่อนนอนในคืนนั้นหลวงตาไซเบอร์ฯไม่ลืมแผ่เมตตาจิตอุทิศส่วนกุศลไปให้เด็กทั้งหลายที่เสียชีวิตก่อนถือกำเนิด ที่เน้นเป็นพิเศษก็คือเด็กคนนั้น คนที่แม่ทำแท้งขอให้อโหสิกรรมแก่แม่ผู้ไม่ได้ให้กำเนิด จะเป็นเพราะคิดกังวลในเรื่องนั้นมากเกินไปหรือเพราะเหตุอะไรไม่ทราบ คืนนั้นหลวงตาไซเบอร์ฯ นอนหลับฝันเห็นพวกเด็กๆมาวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานภายในกุฏินั่นเอง

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
11/08/55

 

หมายเหตุ: ภาพประกอบแม่ลูกจากเมืองพุทธคยาและเมืองราชคฤห์ ประเทศอินเดีย (หลวงตาไซเบอร์บอกว่าถ่ายเอง)

 

Go to top