Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         ในวันที่เดินทางไปถวายสักการะพระเถระในเทศกาลเข้าพรรษานั้น วัดสุดท้ายคือวัดเทพศิรินทราวาส เดินทางไปตอนเย็น ขณะที่รอเจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี ตอนนั้นสมเด็จฯยังมีภารกิจเจริญพระพุทธมนต์ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) จึงต้องรออย่างเดียว เวลาอีกสองชั่วโมงที่เหลือไม่รู้จะทำอะไร เดินเล่นตามบริเวณสระน้ำ มีคนให้อาหารปลา ส่วนเศษอาหารที่หล่นเกลื่อน กลายเป็นอาหารของนกพิราบฝูงใหญ่ที่โฉบบินถลาร่อนเข้าจิกกินเศษอาหารส่วนหนึ่งอันหล่นเหลือจากเหยื่อปลา


         เห็นชายคนหนึ่งนั่งหลบมุมที่ใต้ต้นไม้ ในมือถือกล้องเขาพยายามถ่ายภาพนกพิราบและถ่ายภาพดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบตึก เนื่องจากมองไม่เห็นขอบฟ้ามองเห็นแต่ตึกรามบ้านช่องกลางมหานคร อาคารพาณิชย์ทั้งหลายตั้งตระหง่าน จึงไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์ตกดิน เห็นแต่พระอาทิตย์กำลังลับขอบตึก จึงเดินเข้าไปหาเพื่อนคุย
         ช่างภาพอิสระคนนั้นยกมือไหว้ เมื่อถามว่ากำลังถ่ายภาพอะไร ไม่เห็นมีอะไรน่าถ่าย ช่างภาพคนนั้นบอกว่า “การถ่ายภาพอยู่ที่จินตนาการ ถ่ายอะไรก็ได้ที่อยากถ่าย ภาพจะสวยหรือไม่อยู่ที่ความคิดในการจัดองค์ประกอบภาพ”  พูดจบเขายกกล้องให้ดูภาพถ่ายดวงอาทิตย์เหนือขอบตึก 

 

         เมื่อขอดูภาพที่เขาถ่าย จึงเห็นดวงอาทิตย์มีหลายสีทั้งสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีเหลือง บางภาพเป็นขาวดำ “ผมส่งเข้าประกวดได้รางวัลมาตั้งหลายรางวัล ถ่ายภาพธรรมดานี่แหละครับแต่อาศัยอุปกรณ์เสริมมาเติมแต่งภาพทำให้ภาพน่าดูยิ่งขึ้น” เขาบอกด้วยความภาคภูมิใจ
         เขาจึงแสดงวิธีการที่ทำให้ได้ภาพถ่ายเหล่านั้นมา เขาหยิบแผ่นพลาสติกสีต่างๆมาปิดที่เลนส์หน้ากล้อง เพียงเท่านี้ก็ได้ภาพหลายหลากสีแล้ว หรือหากจะถ่ายภาพดวงอาทิตย์เป็นรูปหัวใจก็เพียงแต่นำแผ่นกระดาษสีขาวเจาะตรงกลางทำเป็นรูปหัวใจจากนั้นก็ยกมาปิดที่หน้ากล้อง พูดจบเขาก็สาธิตให้ดู ภาพที่ออกมาจึงเป็นภาพหัวใจจริงๆอย่างที่เขาว่า
         วันนั้นบังเอิญว่าถือกล้องไปด้วยตั้งใจว่าจะถ่ายภาพเจ้าประคุณสมเด็จฯ แต่ผ่านมาสองวัดแล้วกล้องยังไม่ได้ออกจากย่ามเลย ยังไม่ได้ถ่ายสักภาพ สถานการณ์บางครั้งแม้มีอุปกรณ์ก็ถ่ายภาพไม่ได้ เห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้เรียนวิชาถ่ายภาพจากช่างภาพอิสระคนนั้นจึงหยิบกล้องออกมาทดลองถ่ายเล่นๆตามคำแนะนำของเขา ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขที่ได้ถ่ายทอดวิชาการถ่ายภาพที่เขามีอยู่ วันนั้นจึงเรียนวิชาถ่ายภาพจากช่างภาพอิสระริมสระน้ำหน้ากุฏิสมเด็จฯ

 

 

         “ผมยังมีอีกหลายอย่างครับ อุปกรณ์ทำเองทั้งนั้น การถ่ายภาพเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์นะครับ ต้องอาศัยกล้องและจินตนาการ” เมื่อเห็นคู่สนทนาทำหน้างงๆ เขาจึงขยายความว่า “วิชาถ่ายภาพเขามีสอนต้องเรียนรู้การใช้กล้อง การวัดแสง การใช้ความเร็วของชัตเตอร์ การจัดองค์ประกอบภาพ ความชัดตื้น ชัดลึก การถ่ายภาพบุคคล การถ่ายภาพทิวทัศน์ ซึ่งจะต้องใช้เลนส์ต่างชนิดกันและใช้รูรับแสงต่างกันจึงจะได้ภาพที่สวยงาม”
         “โอ้โฮ...นั่นมันต้องเรียนเป็นปีนะกว่าจะเข้าใจ” ผู้เขียนบอก
         ช่างภาพอิสระบอกว่า “นั่นคือศาสตร์ครับต้องเรียน อย่างน้อยก็ต้องอ่านหรือศึกษาให้เข้าใจกล้องที่ถืออยู่ในมือให้ดี ซึ่งแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อมีวิธีใช้ต่างกัน เมื่อเข้าใจกล้องก็ถ่ายภาพได้  แต่อาจจะถ่ายภาพไม่เป็น” เขาหยุดนิดหนึ่ง เมื่อเห็นว่าคู่สนทนาแสดงอาการอยากให้เขาขยายความต่อไป
         เขาจึงบอกว่า “คนที่มีกล้องในมือย่อมถ่ายภาพได้ แต่จะทำให้ภาพนั้นมีความงามน่าสนใจหรือไม่นั้นต้องคนถ่ายภาพเป็นครับ แม้จะมีกล้องราคาแพงแต่ถ้าถ่ายภาพไม่เป็นภาพก็ไม่งามไม่มีเสน่ห์ เขาใช้แต่ศาสตร์อย่างเดียวแต่ไม่มีศิลปะครับ”
         “ศิลปะการถ่ายภาพของแต่ละคนสอนกันไม่ได้ครับ แม้จะมีกล้องรุ่นเดียวกัน ยืนในสถานที่เดียวกัน แต่ภาพถ่ายที่ได้มาจะไม่เหมือนกัน นั่นเพราะคนเรามีศิลปะไม่เท่ากัน มีมุมมองต่างกันครับ”

 
         ขณะนั้นหลวงพี่ที่มาด้วยกันกำลังให้อาหารปลา จึงบอกว่าลองวางอาหารเหล่านั้นบนเสาระเบียงสระน้ำ เมื่อท่านทำตามคำขอ ไม่นานก็มีฝูงนกพิราบพากันบินว่อนโผผินบินวนและเข้าแย่งจิกกินอาหาร ช่างภาพคนนั้นยกกล้องขึ้นถ่ายภาพอย่างใจเย็น ผิดกับผู้เขียนที่รีบยกกล้องในมือขึ้นกดชัตเตอร์ถ่ายภาพนกพิราบเหล่านั้นทันทีแทบจะไม่ต้องหาโฟกัสด้วยซ้ำ นกพิราบมีปีกพร้อมที่บินหนีได้ตลอดเวลา บังเอิญวันนั้นกล้องต้องใช้เลนส์ถ่ายภาพด้วยการหาความชัดเอาเอง หากเข้าใกล้นกก็บินหนี เมื่อออกห่างภาพก็ไม่ชัด สายตาก็ไม่ค่อยดีลืมแว่นตาอีกต่างหาก แต่ก็ถ่ายภาพอย่างสบายอารมณ์ ต่างคนต่างถ่ายภาพอย่างเดียวกันแต่ได้ภาพไม่เหมือนกัน
         เมื่อหมดอาหารนกพิราบก็พากันบินหนี เหลือไว้แต่ความว่างเปล่า มีเพียงเสียงปลาฮุบเหยื่อแว่วมากับสายลมเย็น วันนั้นบรรยากาศไม่ค่อยสดใสนัก ฟ้าครึ้มมีฝนปรอยๆ จึงมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ได้ถนัด เมฆหมอกหนาจึงบดบังทิวทัศน์ไม่นานก็เลือนหาย แต่สำหรับฝูงนกเหล่านั้นเมื่อมีอาหารก็พากันมา หมดอาหารก็พากันหนี เหลือบไปเห็นกล้วยไม้กำลังออกดอกงดงามจึงลองถ่ายภาพดูเล่นๆ ดอกไม้งามแต่ภาพถ่ายกลับไม่สดใสนัก แสงน้อย ลมแรงภาพจึงไหว

 

         เสร็จพิธีถวายสักการะทำวัตรขอขมาเจ้าประคุณสมเด็จฯ มองเห็นพระอุโบสถเด่นเป็นสง่างดงามในยามเย็น แม้พระอาทิตย์จะหมดแสงไปแล้วแต่ก็ยังถ่ายภาพได้ จึงยกกล้องถ่ายภาพไว้สองสามภาพ เดินผ่านสระน้ำทุกอย่างเงียบสงัด ไม่มีคนเหลืออยู่แล้ว คนขายอาหารก็จากไปแล้ว ช่างภาพอิสระก็ไม่อยู่แล้ว ดวงอาทิตย์ก็ลับหายไปจากขอบตึกไปแล้ว บนท้องถนนที่เดินทางกลับเต็มไปด้วยรถนานาชนิดเบียดเสียดแย่งกันคงกำลังอยากกลับเคหสถานบ้านเรือน วันนี้รถยังติดยาวเหยียด แต่อารมณ์ขณะนั้นไม่เดือดร้อนอะไร ติดได้ติดไป เพราะในใจตอนนั้นกำลังทบทวนวิชาการถ่ายภาพที่บังเอิญพึ่งเรียนมาจากช่างภาพนิรนามคนนั้น
         วันนี้ยังถ่ายภพได้ไม่สวย แต่ในอนาคตไม่แน่ ตอนนั้นเหมือนได้ยินเสียงช่างภาพคนนั้นแว่วมาว่า “ศาสตร์นะศึกษาเรียนรู้ได้ แต่ศิลปะต้องเกิดจากจินตนาการของช่างภาพเอง สอนกันไม่ได้” ตอนนั้นพลันนึกถึงคำพูดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่บอกว่า “ผมมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวเพียงพอที่ผมจะวาดได้อย่างเสรีจากจินตนาการของผม  จินตนาการสำคัญยิ่งกว่าความรู้  ความรู้มีข้อจำกัด จินตนาการแผ่ขยายห้อมล้อมโลก” (วิทยากร  เชียงกูล(คัดลอก แปลเรียบเรียง),คำคม: การเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง,กรุงเทพฯ:สายธาร,2545. หน้า 35)

 

         ตามทัศนะของไอน์สไตน์ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ บังเอิญช่างภาพอิสระนิรนามคนนั้นเข้าใจตรงกัน เพราะเขาเชื่อว่าศาสตร์ทั้งหลายมนุษย์สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ แต่ศิลปะนั้นต้องอาศัยจินตนาการ ยกกล้องในมือพิจารณาดูภาพที่พึ่งถ่ายมา ยังไม่สวยอย่างที่ตั้งใจไว้ บางภาพเบลอ บางภาพชัดในที่ที่ไม่ควรชัด บางภาพหลุดโฟกัสไปเลย ภาพจึงไม่สวยอย่างใจคิด  ได้แต่บอกกับตัวเองว่า “เรามีแต่ศาสตร์ แต่ยังขาดศิลปะ”

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
09/08/55

 

Go to top