Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

          หลังวันอาสาหบูชาหนึ่งวันเป็นวันเริ่มต้นฤดูฝน และเป็นวันแรกของการเข้าพรรษาซึ่งตรงกับวันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปดของทุกปี แต่ในปีที่มีอธิกมาสต้องเลื่อนไปอีกหนึ่งเดือน ในปีนี้วันเข้าพรรษาเริ่มต้นวันที่ 3 สิงหาคม 2555 ตรงกับวันแรมหนึ่งค่ำเดือน 8/8 (หรือเดือนแปดสองหน) ภิกษุต้องอยู่จำพรรษาในอาวาสแห่งใดแห่งหนึ่งตลอดเวลาสามเดือน วัดทุกแห่งต่างก็จัดให้มีพิธีกรรมอันสำคัญนี้เป็นเรื่องของพระสงฆ์ ส่วนชาวบ้านจะร่วมพิธีในวันอาสาฬหบูชา ส่วนพระสงฆ์สามเณรจะทำพิธีอธิษฐานเข้าพรรษา การอยู่จำพรรษาของพระภิกษุเป็นพุทธานุญาตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล

 
          พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการจำพรรษาไว้สองอย่างดังที่ปรากฎในพระวินัยปิฎก มหาวรรค(4/206/224 ) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษาในฤดูฝน วันเข้าพรรษานี้มี 2 วันคือ
               1.ปุริมิกา  วันเข้าพรรษาต้น เมื่อพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไปแล้ววันหนึ่ง พึงเข้าพรรษาต้น
               2. ปัจฉิมิกา วันเข้าพรรษาหลัง  เมื่อพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไปแล้วเดือนหนึ่ง พึงเข้าพรรษาหลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันเข้าพรรษามีสองวันเท่านี้
               ภิกษุบางรูปเข้าพรรษาแรกไม่ทันก็อาจเข้าพรรษาหลังได้ แต่ต้องอยู่ให้ครบสามเดือน แม้พระพุทธเจ้าจะทรงอนุญาตให้ภิกษุอยู่จำพรรษาแล้วก็ตามดังที่ปรากฎในพระวินัยปิฎก มหาวรรค(4/207/224)  มีเรื่องเล่าว่าพระฉัพพัคคีย์จำพรรษาแล้ว ยังเที่ยวจาริกในระหว่างพรรษา คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้เที่ยวจาริกตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน เหยียบย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะยังสัตว์เล็กๆ มีจำนวนมากให้ถึงความวอดวายเล่า ก็พวกอัญญเดียรถีย์เหล่านี้ เป็นผู้กล่าวธรรมอันต่ำทราม ยังพักอาศัยอยู่ประจำตลอดฤดูฝน อนึ่งฝูงนกเหล่านี้เล่าก็ยังทำรังบนยอดไม้แล้วพักอาศัยอยู่ประจำตลอดฤดูฝน ส่วนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เที่ยวจาริกตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน เหยียบย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ ยังสัตว์เล็กๆ ซึ่งมีจำนวนมากให้ถึงความวอดวาย
               ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา  บรรดาที่เป็นผู้มักน้อยต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จำพรรษาแล้ว จึงได้เที่ยวจาริกระหว่างพรรษาเล่า จึงภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค    
               พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจำพรรษาไม่อยู่ให้ตลอดสามเดือนต้นหรือสามเดือนหลังไม่พึงหลีกไปสู่จาริก รูปใดหลีกไป ต้องอาบัติทุกกฏ 


พระภิกษุไม่จำพรรษาได้หรือไม่
               ถ้าหากภิกษุไม่อยู่จำพรรษาโดยการไม่อธิษฐานเข้าพรรษาจะทำได้หรือไม่ คำตอบนี้มีปฐมเหตุมาจากพระฉัพพัคคีย์ไม่จำพรรษาดังข้อความในวินัยปิฎก มหาวรรค(4/208/225) ความว่า “พระฉัพพัคคีย์ไม่ประสงค์จะจำพรรษา  ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาครับสั่งห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจะไม่จำพรรษาไม่ได้ รูปใดไม่จำพรรษา ต้องอาบัติทุกกฎ” ดังนั้นภิกษุทุกรูปต้องจำพรรษา ถ้าไม่จำพรรษาจะมีโทษตามที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้แล้ว 
               สมัยต่อมาพระฉัพพัคคีย์ ไม่ประสงค์จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษา แกล้งล่วงเลยอาวาส ไปเสีย  ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์จึงสั่งห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ประสงค์จะจำพรรษาในวันเข้าพรรษา ไม่พึงแกล้งล่วงเลยอาวาสไปเสีย  รูปใดล่วงเลยไปเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ 
               ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าภิกษุในสมัยพุทธกาล ไม่ได้อยู่ประจำวัดใดวัดหนึ่งเหมือนในปัจจุบัน แต่ท่องเที่ยวไปตามวัด อาราม วิหารต่างๆ พอถึงวันเข้าพรรษาจึงจะหาวัดอยู่จำพรรษา เมื่อถึงวันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปด ภิกษุเดินทางไปถึงวัดใดก็ต้องอธิษฐานเข้าพรรษาในวัดนั้น เมื่อออกพรรษาแล้วจึงท่องเที่ยวจาริกต่อไป
วันเข้าพรรษาอาจเลื่อนออกไปได้ 
              โดยทั่วไปวันเข้าพรรษาตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปด แต่ถ้ามีเหตุเกิดขึ้นก็อาจเลื่อนไปได้อีกหนึ่งเดือนดังที่มีพุทธานุญาตไว้ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค (4/209/225) ในครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช มีพระราชประสงค์จะทรงเลื่อนกาลฝนออกไป จึงทรงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ถ้ากระไร ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายพึงจำพรรษาในชุณหปักษ์อันจะมาถึง  ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  พระพุทธองค์จึงรับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คล้อยตามพระเจ้าแผ่นดิน” เหตุบางอย่างบางพื้นที่อาจมีเหตุผล ดังนั้นภิกษุเมื่ออยู่ในราชอาณาจักรใดก็พึงเคารพกฎหมายของบ้านเมืองนั้นๆด้วย ในสมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินเป็นใหญ่ก็ต้องคล้อยตาม 
สัตตาหกรณียะ
               เมื่อภิกษุอยู่จำพรรษาในอาวาสแห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว จะสามารถเดินทางไปค้างคืนในที่อื่นได้หรือไม่นั้นมีหลายท่านเข้าใจคลาดเคลื่อนพอเห็นภิกษุเดินทางในช่วงระหว่างเข้าพรรษาอาจจะพากันติเตียน แต่ความจริงภิกษุสามารถเดินทางได้โดยพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเหตุแห่งการเดินทางไว้เรียกว่าสัตตาหกรณียะหมายถึงกิจที่สามารถค้างคืนที่อื่นนอกอาวาสที่อธิษฐานเข้าพรรษาได้คือธุระเป็นเหตุไปด้วยสัตตาหกรณียะดังที่ปรากฎในพระวินัยปิฎก มหาวรรค (4/210/236)  คือ
             1. สหธรรมิกหรือมารดาบิดาเจ็บไข้  รู้เข้า  ไปเพื่อรักษาพยาบาลก็ได้
             2. สหธรรมิกกระสันจะสึก  รู้เข้า  ไปเพื่อระงับก็ได้
             3. มีกิจสงฆ์เกิดขึ้น  เป็นต้นว่า  วิหารชำรุดลงในเวลานั้น  ไปเพื่อหาเครื่องทัพพสัมภาระมาปฏิสังขรณ์
             4. ทายกต้องการจะบำเพ็ญกุศล  ส่งมานิมนต์  ไปเพื่อบำรุงศรัทธาของเขา  
             แม้ธุระอื่นนอกจากนี้  ที่เป็นกิจลักษณะ  อนุโลมตามนี้  เกิดขึ้น  ไปก็ได้เหมือนกัน

 

 

               บิดามารดาถือว่าเป็นพรหมสำหรับลูกแม้จะบวชเป็นภิกษุแล้วก็ตามเมื่อได้ทราบข่าวว่าท่านเจ็บป่วยเป็นหน้าที่ของบุตรควรไปดูแลในเรื่องนี้มีปฐมเหตุปรากฎในพระวินัยปิฎก มหาวรรค (4/212/241) ความว่าในครั้งนั้นมารดาของภิกษุรูปหนึ่งได้ป่วยไข้และบิดาของภิกษุอีกรูปหนึ่งป่วย  จึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้เป็นบุตรว่า กำลังป่วยไข้ ปรารถนาการมาของบุตร จึงภิกษุนั้นได้ดำริว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า เมื่อบุคคล 7จำพวกส่งทูตมา ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา จะไปไม่ได้ สำหรับสหธรรมิก 5 แม้มิได้ส่งทูตมาก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา ก็นี่บิดามารดาของเรากำลังป่วยไข้ และท่านก็มิใช่อุบาสกอุบาสิกา  เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ
               ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  พระผู้มีพระภาคตรัสจึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อบิดามารดามิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต  คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการหรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน 7 วัน 
  นอกจากบิดารมารดาแล้วแม้พี่ชายน้องชายพี่หญิงน้องหญิงหรือญาติคนใดคนหนึ่งป่วย ก็ควรไปด้วยสัตตาหกรณียะได้เหมือนกัน                           
               เมื่อภิกษุในพระพุทธศาสนาเกิดอาพาธ กระสัน เกิดความรำคาญ เกิดความเห็นผิด ต้องครุกาบัติควรอยู่ปริวาส  ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้
               ในเรื่องทายกต้องการจะบำเพ็ญกุศล  ส่งมานิมนต์  ไปเพื่อบำรุงศรัทธานั้นมีปฐมเหตุเกิดขึ้น (4/210/225) ความว่า “พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ลุถึงพระนครสาวัตถี ทราบว่าพระองค์ประทับอยู่ ณ  พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีนั้น

 

             ในครั้งนั้นอุบาสกชื่ออุเทนได้ให้สร้างวิหารอุทิศต่อสงฆ์ไว้ในโกศลชนบท เขาได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายเพื่ออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายจงมา ข้าพเจ้าปรารถนา จะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย 
               ภิกษุทั้งหลายได้ทราบคำอาราธนาแล้วจึงได้ตอบว่า ท่านอุบาสก พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุ  จำพรรษา ไม่อยู่ให้ตลอด 3 เดือนต้น หรือ 3 เดือนหลัง  ไม่พึงหลีกไปสู่จาริก ขออุบาสกอุเทนจงรอชั่วระยะเวลาที่ภิกษุทั้งหลายจำพรรษา  ออกพรรษาแล้วจึงจักไปได้  แต่ถ้าท่านจะมีกรณียกิจรีบด่วน  จงให้ประดิษฐานวิหารไว้ในสำนักภิกษุเจ้าถิ่น ในโกศลชนบท
           อุบาสกอุเทนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเมื่อเราส่งทูตไปแล้ว พระคุณเจ้าทั้งหลายจึงได้ไม่มาเล่า เราก็เป็นทายก เป็นผู้ก่อสร้าง เป็นผู้บำรุงสงฆ์ 
            ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสกอุเทนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระพุทธองค์ทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อบุคคล 7 จำพวกส่งทูตมา  เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้  แม้เมื่อเขาไม่ส่งมา เราไม่อนุญาต บุคคล 7 จำพวก คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล 7 จำพวกนี้  ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา เราไม่อนุญาต พึงกลับใน 7 วัน
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์  ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรมและพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน 7 วัน
               ถ้าทายกนิมนต์ไปเพื่อจะถวายวิหาร ถวายทาน หรือฟังธรรม ภิกษุพึงเดินทางไปเพื่อรักษาศรัทธาของทายกทายิกาได้ แต่ต้องกลับมายังอาวาสเดิมภายในเจ็ดวัน  แม้เหตุอื่นๆที่นอกเหนือจากเหตุดังที่กล่าวมานั้น ก็อาจอนุโลมตามข้อที่ทรงอนุญาตไว้แล้ว    

 

พรรษาขาดแต่ไม่เป็นอาบัติ
               เมื่อภิกษุเดินทางไปด้วยเหตุทั้งสี่ประการนี้และกลับมายังอาวาสที่อยู่จำพรรษาภายในกำหนดเจ็ดวันก็ยังถือว่าพรรษาไม่ขาด แต่ถ้าไปด้วยเหตุอื่นพรรษาขาดแต่ไม่เป็นอาบัติดังที่มีปรากฏในพระวินัยปิฎก มหาวรรค(4/214/244)สมัยหนึ่งภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในอาวาสแห่งหนึ่งในโกศลชนบท ถูกเหล่าสัตว์ร้ายเบียดเบียน มันจับเอาไปได้บ้าง หนีมันรอดมาได้บ้าง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จำพรรษาแล้วถูกสัตว์ร้ายเบียดเบียน ถูกงูเบียดเบียน พวกโจรเบียดเบียน ถูกพวกปิศาจรบกวน  หมู่บ้านประสบอัคคีภัย เสนาสนะถูกไฟไหม้  หมู่บ้านประสบอุทกภัย  เสนาสนะถูกน้ำท่วม  ไม่ได้โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์ตามต้องการ ได้โภชนาหารอันเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์ตามต้องการแต่ไม่ได้โภชนาหารอันเป็นที่สบาย  ไม่ได้เภสัชอันเป็นที่สบาย ได้เภสัชอันเป็นที่สบายแต่ไม่ได้อุปัฏฐากที่สมควร มีหญิงมาเกลี้ยกล่อมหรือมีญาติมารบกวน ล่อด้วยทรัพย์  และสงฆ์ในอาวาสอื่น  รวนจะแตกหรือแตกกันแล้ว  ไปเพื่อจะห้ามหรือเพื่อจะสมาน  ภิกษุพึงหลีกไปเพราะเห็นว่าเป็นอันตราย  ไม่ต้องอาบัติ แต่พรรษาขาด
               สรุปว่าเมื่อภิกษุเดินทางจากอาวาสที่อยู่จำพรรษาในภายในพรรษาเพราะอันตรายเหล่านี้ พรรษาขาดแต่ไม่เป็นอาบัติคือ 
               1.  ถูกสัตว์ร้าย โจรหรือปีศาจเบียดเบียน
               2.  เสนาสนะถูกไฟไหม้หรือน้ำท่วม
               3.  ภัยเช่นนั้นเกิดขึ้นแก่โคจรคาม  ลำบากด้วยการบิณฑบาต 
               4.  ขัดสนด้วยอาหารโดยปกติ  ไม่ได้อาหารหรือเภสัชอันสบายหรือไม่ได้อุปัฏฐากที่สมควร 
               5.  มีหญิงมาเกลี้ยกล่อม  หรือมีญาติมารบกวน  ล่อด้วยทรัพย์
               6.  สงฆ์ในอาวาสอื่นรวนจะแตกหรือแตกกันแล้ว  ไปเพื่อจะห้ามหรือเพื่อจะสมานให้เกิดสามัคคี       

    
               ในช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลาที่ภิกษุและพุทธศาสนิกชนจะได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุอยู่จำพรรษา แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นก็สามารถเดินทางได้ที่เรียกว่าสัตตาหกรณียะคือค้างคืนในที่อื่นได้แต่ไม่เกินเจ็ดวัน หากชาวบ้านเห็นพระสงฆ์เดินทางไกลในช่วงเข้าพรรษาก็อย่าพึ่งด่วนสรุปว่าพระสงฆ์รูปนั้นทำผิดพระวินัยไม่อยู่เป็นหลักแหล่งในวัดหรืออารมแห่งใดแห่งหนึ่ง ท่านอาจจะมีภาระตามที่พระวินัยบัญญัติไว้ข้อใดข้อหนึ่งก็ได้

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
03/08/55

 

Go to top