Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

          วันหนึ่งโบกรถแท็กซี่จากหน้าวัดบอกเป้าหมายว่าให้ไปที่วัดบวรนิเวศวิหาร จากนั้นก็เริ่มหลับตามปกติวิสัย คือขึ้นรถได้เป็นหลับ เพราะขี้เกียจฟังคนขับรถบ่นเรื่องหาเงินไม่ค่อยได้บ้าง ไม่พอส่งค่าเช่าบ้าง ด่ารัฐบาลบ้างว่าทำให้เศรษฐกิจพังพินาศ จากนั้นก็สาธยายให้ฟังเป็นฉากๆเหมือนกับที่พวกเสื้อแดงเปิดเวทีด่ารัฐบาลอยู่ในช่วงนี้ 
          แต่วันนั้นยังไม่ได้หลับคนขับก็เริ่มสาธยายให้ฟังว่า “อาชีพขับรถแท็กซี่นี่แหละดีที่สุด เป็นอาชีพที่มีอิสรเสรี เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาของใคร เชื่อไหมครับว่าแต่ละวันผมหาเงินได้เกือบสองพันบาท”  นานๆครั้งจะได้พบกับแท็กชีที่บอกว่าขับรถได้เงินวันละเกือบสองพันบาท จึงตาสว่างขึ้นมาทันใด พลางย้อนถามไปว่า “ทำยังไงถึงหาเงินได้มากขนาดนั้น หลายเดือนมานี้มักจะได้ยินตรงกันข้ามเช่นหาเงินไม่พอค่าเช่า หรือเหลือวันละร้อยสองร้อย”
          คนขับแท็กซี่บอกว่าผมอายุ 70 ปีแล้ว ขับรถแท็กซี่มาตั้งแต่อายุ 30 ปี สาเหตุที่คนขับรถแท็กซี่ไม่ได้เงินนั้น ส่วนหนึ่งมาจากส่วนมากเป็นมือใหม่ ไม่ค่อยรู้เส้นทาง ไม่มีจิตวิญญาณในอาชีพ การขับรถรับจ้างนั้นประการแรกต้องรักในอาชีพ จึงจะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข ต่อมาต้องรู้จักเส้นทาง ประการสุดท้ายต้องรู้จักคาดคะเนว่าจะไปทางไหน ที่ใดจึงจะมีคนโดยสาร

          “แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ไหนจะมีคนโดยสาร” หลวงตาไซเบอร์ถามต่อไป

         ต้องคำนวนให้ดีครับ ช่วงเช้ามีคนโดยสารทุกที่ เพราะคนต้องไปทำงาน ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องใช้รถแท็กซี่เพื่อให้ทันเข้าทำงาน ตอนบ่ายๆแวะไปตามโรงพยาบาล  คนไข้  ญาติคนไข้ต้องใช้รถอยู่แล้ว เที่ยงคนหยุดพักก็แวะไปตามห้องอาหาร เพราะคนทำงานต้องพักรับประทานอาหารเที่ยง บ่ายๆหาคนโดยสารยากก็หลบร้อนนอนพักเอาแรง พอตอนเย็นก็ขับไปตามโรงเรียนต่างๆ เด็กนักเรียนต้องกลับบ้าน  พอตกกลางคืนก็เข้าตามตรอก ซอกซอยต่างๆ เผื่อว่าจะมีคนออกไปข้างนอก พอดึกหน่อยก็ไปตามห้องอาหารสถานที่ท่องเที่ยว นักเที่ยวทั้งหลายมักไม่ค่อยนำรถส่วนตัวไปเองก็ต้องพึ่งแท็กซี่ เที่ยงคืนรับคนเที่ยวกลับ ผมก็กลับและหลับนอน  ก่อนจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้าออกรถทำหน้าที่ต่อไป วันหนึ่งจ่ายค่าเช่าประมาณแปดร้อยบาท ค่าแก๊สอีกห้าร้อย ผมได้วันละสองพัน ผมก็ยังเหลืออีกวันละเจ็ดร้อยบาท คนจบชั้นประถมสี่อย่างผมหาเงินได้ตั้งเดือนละสองหมื่นบาท”  เขาสาธยายอย่างยืดยาว
          คนขับรถแท็กซี่ทำงานด้วยความสุข เงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ แต่การได้ทำงานและการคาดคะเนในการหาผู้โดยสารซึ่งอาจผิดหรือถูกก็ได้ เขาก็มีความสุข คาดเดาถูกก็ได้คนโดยสาร เดาผิดก็เป็นการฝึกปัญญา เขาไม่มีอะไรเสียเลย ทำงานได้ทั้งวัน เสร็จภารกิจก็กลับบ้านพักนอน ตื่นขึ้นมาทำงานต่อไป นั่นเป็นวิถีชีวิตของคนทำงานทั่วไป เขาเข้าใจชีวิต
          ครั้งหนึ่งมหาตม คานธี เคยกล่าวไว้ว่า “ความสุขจะหลบเราไปถ้าเราวิ่งตามมัน อันที่จริงนั้นความสุขย่อมมาจากภายในเท่านั้น มันมิใช่สินค้าที่จะซื้อมาจากภายนอกได้” (อนุทินวาทะมหาตมะ คานธี(กิติมา  อมรทัต แปล),สำนักพิมพ์ธรรมชาติ,2545,หน้า 155) คานธีเจ้าตำรับแห่งนักสู้ด้วยอหิงสา จนสามารถเรียกร้องเอกราชให้ประเทศอินเดียได้ คานธีพยายามเขียนบันทึกประจำวันทุกวัน เขาอ้างว่าเพื่อฝึกฝนปัญญา การเขียนคือการบริหารจิตชนิดหนึ่ง  เขาถือว่าเป็นการทำงานประจำวันดังที่ได้บันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า “การไม่สามารถทำงานประจำวันของตนได้นั้น ช่างเป็นอันตรายนี่กระไร  ตั้งแต่มาที่เมืองบอมเบย์ ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนทุกวัน” (อนุทินวาทะมหาตมะ คานธี,หน้า 82)


ขี่เก๋งอย่าลืมเกวียนบ้านนอก

          ไซเบอร์วนารามก็พยายามจะเขียนทุกวันสั้นบ้างยาวบ้างตามสมควรแก่เวลาที่มีอยู่ จนกว่าจะไม่มีอะไรจะเขียน เพราะมีการเขียนเป็นการกระตุ้นสติปัญญา  คนที่ยังเขียนได้ปัญญาจะไม่ฝ่อไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์  “ช่วงที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ยิ่งหาเงินง่าย ผมไม่ไปไหนไกลวนเวียนอยู่แถวๆถนนราชดำเนิน พระบรมรูปทรงม้า ก็สามารถหาคนโดยสารได้ตลอดวัน เพราะถึงอย่างไรก็มีคนโดยสารออกไปข้างนอกจนได้” คนขับแท็กซี่อายุเจ็ดสิบปีคนนั้นยังคงทำงานด้วยความรักในอาชีพและมีความสุขกับงานที่ทำต่อไป ความสุขกับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งแห่งกาลเวลา หากเสพความสุขได้ก็ดีกว่ามีชีวิตร้อยปีแต่ไม่เคยพบความสุขเลย


หากทำจิตผ่องใสโสภา แม้ดอกหญ้าริมทางก็ยังน่าดู

          ความสุขอยู่กับเราอยู่แล้ว ทำไมต้องวิ่งหา เพราะความสุขมาจากภายใน ปัจจัยภายนอกเป็นเพียงตัวเสริมเท่านั้น เพียงแต่เราต้องพยายามทำความพอใจในสิ่งที่เราทำ ความสุขก็อยู่กับเราแล้ว ไม่ต้องเที่ยววิ่งหาที่ไหนเลย เพราะยิ่งวิ่งหาดูเหมือนว่าความสุขก็จะวิ่งหนีเราไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด บางครั้งเพียงดอกหญ้าริมทางก็สามารถเสพสุนทรียรส มองเห็นความงามได้และสุขใจกับมันได้  ดังคำพระสอนไว้คำหนึ่งว่า “ใครไม่หยุดไม่ถึงพระ ใครไม่ละไม่ถึงธรรม” หยุดและละคือกุญแจดอกหนึ่งในการเข้าถึงความสุข


พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
22/03/53

Go to top