Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

        หลังจากออกพรรษาแล้ว ประเพณีที่ตามมีคือ "กฐิน" ตอนนี้เริ่มแล้ว คนกรุงเทพฯนอกจากร่วมงานกฐินในวัดในกรุงเทพฯแล้วบางคนยังเดินทางทอดกฐินที่วัดต่างจังหวัด แต่ปีนี้เกิดวิกฤตน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ ผู้คนส่วนหนึ่งจึงไม่อยากไปไหน เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่น้ำจะทะลักเข้าท่วมบ้าน แต่งานที่กำหนดไว้แล้วยกเลิกไม่ได้จึงต้องเดินทางไป เดินทางทั้งๆน้ำท่วมนี่แหละ


        วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้มีงานกฐินอย่สามจังหวัดคือยโสธร ชัยภูมิและเชียงใหม่ ทั้งสามแห่งต่างก็ส่งเทียบเชิญให้ไปร่วมงานด้วย แต่ไม่รับปากทั้งสามแห่ง จนกระทั่งวันเสาร์ตอนเช้าวันนี้มีแดดฟ้าสดใสหัวใจก็เบิกบาก จึงเลือกเดินทางไปที่ไหนสักแห่งในสามจังหวัด เดินทางเองโดยรถยนต์โดยสาร และเดินทางตอนกลางวัน คงไปถึงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งในเป้าหมายทั้งสามนั้น เพราะอยากเห็นสภาพน้ำท่วมที่แท้จริง ดูแต่ในข่าวมานานหลายวันแล้ว เป็นการเดินทางที่คล้ายๆจะมีจุดหมายแต่จุดหมายอาจแปรเปลี่ยนได้ทุกเวลา จึงน่าจะเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางที่ไร้จุดหมาย
        การเดินทางด้วยวิธีการแบบนี้ไม่ค่อยได้ปฏิบัติมานานแล้ว ในอินเดียโบราณเขาแบ่งช่วงเวลาของมนุษย์ออกเป็นสี่ช่วงคือ "พรหมจารี คฤหัสถ์ วนปรัสถ์ และสันยาสี" ในหนังสือประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาโดยพระธรรมเมธาภรณ์(ระแบบ)ได้แบ่งหน้าที่สรุปได้ดังนี้

 

 

 

        พรหมจารีหรือพรหมจรรย์ หมายถึงชีวิตในวัยเยาว์ มีหน้าที่รักษาความบริสุทธิ์และศึกษาสิลปวิทยาการต่างๆ อยู่ในช่วงอายุ ตั้งแต่เกิด-25 ปี
        คฤหัสถ์ เป็นวัยที่อยู่ครอบครองเรือน สร้างหลักฐานให้แก่ตน บุตร ภรรยา (25-50 ปี) วัยนี้ทุกอย่างต้องพร้อม มีหลักฐานมั่นคง มีครอบครัว

        วนปรัสถ์ หลังจากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว จะออกอยู่ป่าจาริกแสวงบุญ ไหว้บุญนที เทพและเทวาลัยต่างๆที่ตนนับถือ (50-75 ปี)

        สันยาสี หากมีความยินดีในป่าก็ออกบวชเป็นนักบวชประเภทต่างๆ บำเพ็ญเพียรไปตามความเข้าใจของตน ซึ่งส่วนมากจะหนักไปทางทรมานตนให้ได้รับความลำบาก เพื่อทำอาตมันให้เป็นอิสระ (อายุ 75 ปีขึ้นไป)

 

 


        คนอินเดียโบราณมีแนวปฏิบัติได้กำหนดช่วงเวลาแห่งชีวิตและถือปฏิบัติ แม้ในปัจจุบันก็ยังมีคนดำเนินตามวิถีนี้ ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆในอินเดียจะได้พบเห็นผู้จาริกแสวงบุญเดินทางท่องเที่ยวสักการะสิ่งศักดิ์ที่ตนเคารพ เป็นคนธรรมดาที่ปฏิบัติตนเหมือนนักบวชท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆเพื่อเตรียมตัวในการเป็นสันยาสี
        แม้คนไทยจะนำเอาพระพุทศาสนามาจากอินเดีย แต่แนวการปฏิบัติแบบนี้ไม่ค่อยมีใครปฏิบัติสักเท่าไหร่ เพราะถือว่าการปฏิบัติธรรมนั้นพร้อมเมื่อไหร่ก็เริ่มต้นได้เมื่อนั้น และการสร้างหลักฐานก็อยู่ที่ความพร้อม รวยเมื่อไหร่ก็ได้หรือจนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ทว่าแนวทางปฏิบัติของคนอินเดียโบราณก็ไม่ได้เสียหายอะไร หากใครจะปฏิบัติตามก็ได้ การกำหนดจุดหมายไว้ก็สะดวกในการเดินทางของชีวิต
        ผู้เขียนเองก็ไม่ได้เดินตามวิถีนี้ เป็นนักบวชก็บวชตามประเพณี เริ่มเรียนหนังสือตอนอายุสามสิบปี จบปริญญาตรีตอนอายุสามสิบห้าปี ซึ่งก็คงนำไปทำงานที่ไหนไม่ได้แล้วเพราะอายุมากเกินเกณฑ์ นอกจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ซึ่งไม่ได้กำหนดอายุ จึงทำงานช่วยเหลือการศึกษาของคณะสงฆ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การศึกษาเล่าเรียนเพื่อใบปริญญาจึงไม่ได้มีจุดหมายพิเศษอะไร เพียงแต่อยากเรียน อยากศึกษา อยากรู้ส่วนเป้าหมายจะเรียนไปเพื่ออะไรนั้นไม่ได้กำหนดไว้ นับเป็นการเดินทางทางการศึกษาที่ไร้จุดหมายเหมือนกัน

 

 

        หากดำเนินตามขั้นตอนชีวิตของผู้เขียนเข้าสู่ช่วงของ "วนปรัสถ์" แต่ข้อเท็จจริงอยู่ในช่วงของ "สันยาสี" มานานแล้ว เรียกว่าเป็นสันยาสีก่อนวัย หากมีเวลาก็จะออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ แต่ส่วนมากการเดินทางมักจะอาศัยเหมารถส่วนบุคคลหรือไม่ก็เดินทางไปเป็นขบวนไปเลยโดยมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน แต่การเดินทางที่มีจุดหมายหลายแห่งหรือจะเรียกว่าการเดินทางที่ไม่มีจุดหมายก็ได้ เพราะหากเส้นทางสายไหนเกิดน้ำท่วมเดินทางต่อไปไม่ได้ก็เลี่ยงไปอีกทาง ในช่วงออกพรรษาเดินทางไปไหนได้สะดวก ค่ำไหนก็ขอนอนที่วัดใกล้ๆ รุ่งเช้าก็ออกเดินทางต่อไป
        วางเป้าหมายไว้สามจังหวัด อยู่กันคนละที่ไปพร้อมกันในวันเดียวคงลำบาก แต่การเดินทางจริงๆยังคาดเดาไม่ได้ ดูจากข่าวมีเส้นทางหลายแห่งถูกกระแสน้ำตัดขาด หากไปไม่ถึงไหนก็ย้อนกลับมาที่วัดเหมือนเดิม ตอนนี้ได้เวลาออกเดินทางไปต่างจังหวัดไปร่วมงานกฐินแล้ว แต่จุดหมายนั้นจนป่านนี้ยังบอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเส้นทางและสายน้ำ

 

พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
15/10/54

Go to top